สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปี 2569–2571 ชูแนวคิด "ACT" ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหากำลังซื้อเปราะบาง ทุนจีนทะลัก ชี้แม้ GDP ปี 2569 มีแนวโน้มโตเพียง 1.6% - 2.2% แต่ภาคค้าปลีกยังคงแข็งแกร่ง คาดดันมูลค่าตลาดโตสวนกระแสแตะ 4.38 ล้านล้านบาท " ดัน 3 พลัง "โตทั่วถึง-แข่งเสรี-ยั่งยืน" พร้อมจี้รัฐคุมมาตรฐานอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ สินค้าออนไลน์นำเข้าราคาถูก ผลักดัน Instant VAT Refund นำร่อง Free Tax Zone ภูเก็ต และปลดล็อกกฎหมายการจ้างงานรายชั่วโมง ช่วยเอสเอ็มอีพยุงเศรษฐกิจไทย-ยกระดับสู่จุดหมายปลายทางแห่งการช้อปปิ้งระดับโลกอย่างยั่งยืน

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) เปิดเผยถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยปี 2569-2571 ว่า ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจรอบด้าน โดยแม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศในปี 2569 จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% - 2.2% แต่ภาคค้าปลีกไทยยังคงทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังพยุงเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามูลค่าตลาดค้าปลีกปี 2569 นี้จะเติบโตสวนกระแสที่ 3% แตะระดับ 4.38 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มขยับขึ้นสู่ 4.5 - 4.55 ล้านล้านบาทในปี 2570

อย่างไรก็ตาม ตลาดค้าปลีกไทยต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรุนแรง ทั้งปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนมีความเปราะบางอย่างมาก ประกอบกับการทะลักเข้ามาของสินค้าอีคอมเมิร์ซราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาดึงมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทยอย่างหนัก สมาคมฯ จึงได้ประกาศกลยุทธ์สำคัญ Advance, Capability, Together หรือ ACT มุ่งปั้น 3 เสาหลักเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการควบคุมมาตรฐานสินค้าออนไลน์ข้ามชาติเพื่อสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียม ตลอดจนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการช้อปปิ้งระดับโลกเพื่อดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มคุณภาพสูงเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าภาคค้าปลีกเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ย้อนกลับไปในปี 2567 ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 2.9% โดยมีมูลค่าตลาดค้าปลีกอยู่ที่ 4.13 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ GDP จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% แต่ภาคค้าปลีกกลับเติบโตสวนทางที่ 3% ดันมูลค่ารวมขยับขึ้นไปที่ 4.25 ล้านล้านบาท

สำหรับปี 2569 นี้ ธปท. คาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตชะลอตัวลงอีกมาอยู่ที่ประมาณ 1.6% - 2.2% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย Plus” เข้ามาช่วยประคองไว้ แต่ตลาดค้าปลีกยังคงรักษาอัตราการเติบโตได้ที่ 3% คิดเป็นมูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท และในปี 2570 คาดว่า GDP จะขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่องที่ 1.8% ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น เติบโตที่ 3.0% - 3.5% แตะระดับ 4.5 - 4.55 ล้านล้านบาท

นายณัฐ กล่าวต่อว่า แม้ตัวเลขการเติบโตของภาคค้าปลีกจะดูเป็นบวก แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญหน้ากับความกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหา "หนี้สินครัวเรือน" ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงมาก (ประมาณ 86-87% ของ GDP) ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายและทำให้กำลังซื้อขั้นพื้นฐานเปราะบางลงอย่างชัดเจน ประกอบกับภาคการเกษตรที่เผชิญภาวะขายได้ไม่ดี ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อในต่างจังหวัดให้ทรุดตัวลง

นอกจากนี้ "สภาวะสงครามในต่างประเทศ" ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ต้นทุนราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังค่าขนส่ง (Logistics) ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

อีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่คือการเข้ามาของ "แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ" ที่นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปราคาถูกเข้ามาขายในไทยจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่มีต้นทุนการผลิตและมาตรฐานที่สูงกว่า ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับกลุ่มทุนข้ามชาติเหล่านี้ได้ สมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐเข้ามาควบคุมดูแลเรื่องมาตรฐานสินค้าและภาษีของสินค้าออนไลน์นำเข้าเพื่อให้เกิดความเสมอภาค

ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์สัดส่วนตลาดค้าปลีกไทยตามประเภทและช่องทางการขาย พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
1.สัดส่วนร้านค้าดั้งเดิม VS ร้านค้าสมัยใหม่: ปัจจุบันร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ยังคงครองส่วนแบ่งหลักที่ 55% แต่มีแนวโน้มขยับลดลงเล็กน้อย ขณะที่ร้านค้าสมัยใหม่ (Modern Trade) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 45%
2.ประเภทสินค้าหลัก: กลุ่มอาหารและยาสูบ (Food & Tobacco) ครองสัดส่วน 55.7% (โดยเป็นสัดส่วนของอาหารเพียงอย่างเดียว 44.3%)
3.ช่องทางการจำหน่าย (Channel): ช่องทางออฟไลน์ยังคงเป็นสัดส่วนหลักที่ 76.5% แต่ช่องทางออนไลน์ (Online) ขยับเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ 23.5% และมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นทุกปี

เมื่อแบ่งตามอัตราการเติบโตของมูลค่าจำหน่ายตามประเภทหน้าร้านค้าปลีก พบว่า "Local Modern Trade" หรือกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ในท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดถึง 5% - 8% รองลงมาคือ ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) โต 3- 5%, ห้างสรรพสินค้า (Department Store) โต 1 - 3%, ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) โต 1- 3% และกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) เติบโตต่ำสุดที่ 0.5- 1% เนื่องจากมีฐานตลาดที่ใหญ่และมีข้อจำกัดในการขยายสาขา

ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยก้าวข้ามขีดจำกัดและเติบโตอย่างยั่งยืน สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (ปี 2569-2571) ภายใต้แนวคิด ACT ประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:

1.A - Advance Inclusive and Fair Growth (เติบโตอย่างทั่วถึง แข่งขันอย่างเป็นธรรม) สมาคมฯ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้าที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
-เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
-สนับสนุนสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ
-ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มในประเทศ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย
-ร่วมเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตไทย และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
-ผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
-ยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination เชื่อมโยงรายได้จากการค้าปลีก การท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่
1.การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งในประเทศไทย
2.ทบทวนและปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรีบางประเภท เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% โดยพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย
3.นำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น

2.C – Capability Building for Future-Ready Retail – เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถค้าปลีกไทย สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
-พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี การตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ
-ผลักดันการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตต่างๆ
-สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบบริหารสินค้าคงคลัง และ Omnichannel มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์
-เร่งพัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีกผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทั้งด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล AI งานบริการ และการขายผ่านช่องทางออนไลน์
-เสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
-ส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน

3.T – Together for Sustainable Growth – เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
-ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ
-จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
-ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนามาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
“ข้อเสนอเชิงรุกต่อภาครัฐแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยมาตรการระยะสั้นเน้นการกระตุ้นจับจ่ายผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย plus" (คนละครึ่ง plus) มาตรการ Easy E-Receipt การขยายขอบเขตการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในกลุ่มค้าปลีก ตลอดจนการผลักดันระบบ VAT Refund ทันที ณ จุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อตั้งแต่ 3,000 บาท และการทดลองลดภาษีสินค้านำเข้าบางประเภทในจังหวัดนำร่องอย่างภูเก็ตเพื่อปั้นเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง ขณะที่มาตรการระยะกลางและระยะยาวมุ่งเน้นการปลดล็อกข้อกฎหมายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานรายชั่วโมงและการจ้างงานผู้สูงอายุ ควบคู่กับการคุมเข้มมาตรฐานและภาษีของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ เพื่อปกป้อง SMEs ไทยจากการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูกที่กำลังเข้ามาดึงส่วนแบ่งทางการค้าอย่างหนักในปัจจุบัน”นายณัฐ กล่าว

นายณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ TRA “ACT” แล้ว สมาคมฯ ยังมองว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน
1.ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน
ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมสจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชั่น และราคาที่เข้าถึงได้ ภายใต้ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุดแบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป
2.หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform
หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือ ใช้บริการซ้ำด้วย
3.ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า
ผู้ค้าปลีกจะต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
4.AI และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก “สื่อสารแบบกว้าง” สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล”
AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น
“การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค สร้างการจ้างงาน และอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม กลยุทธ์ TRA ‘ACT’ จึงเป็นกรอบการทำงานที่สมาคมฯ จะใช้เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” นายณัฐ กล่าว
นายณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องยนต์ตัวจริงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในสภาวะที่การบริโภคในประเทศชะลอตัวคือ "ภาคการท่องเที่ยว" โดยสมาคมฯ คาดการณ์ว่าปี 2569 นี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาแตะระดับ 33 ล้านคน (ใกล้เคียงหรือมากกว่าปีที่ผ่านมา) แต่สิ่งสำคัญที่น่าจับตามองคือ รายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่าจะสูงถึง 2.68 ล้านล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 2.76 ล้านล้านบาทในปี 2570 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต เกิดจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเป็น "Quality Tourist" หรือนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพจากกลุ่มประเทศยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีวันพักอาศัยยาวนาน (Long Stay) และมีกำลังซื้อสูง ยินดีจ่ายค่าที่พักและตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ประกอบกับการที่บุคคลที่มีอิทธิพลระดับโลกอย่าง "ลิซ่า" เข้ามาช่วยโปรโมทประเทศไทย ยิ่งส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับพรีเมียม สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงเชื่อมั่นว่าหากได้รับการสนับสนุนและการกระตุ้นที่ตรงจุดจากภาครัฐ ตลาดค้าปลีกไทยมูลค่า 4.5 ล้านล้านบาท จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้นายณัฐ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการในภาวะที่กำลังซื้อหดตัวว่า สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือความพยายามในการควบคุมและบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ปัญหากำลังซื้อในปัจจุบันเกิดขึ้นจากรายได้ของประชาชนที่ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเข้ามาช่วยกระตุ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยสมาคมฯ ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายครอบคลุม 3 ระยะ เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง
มาตรการระยะสั้น: อัดฉีดกำลังซื้อในประเทศ-ดันไทยสู่ "Shopping Paradise"
ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนระยะสั้น สมาคมฯ ได้เสนอแนะเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลากหลายแก่ภาครัฐ เพื่อดึงดูดทั้งผู้จับจ่ายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนี้:
- ระบบคืนภาษี (VAT Refund) ณ จุดขาย: เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาซื้อสินค้าในประเทศมูลค่าตั้งแต่ประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป โดยสามารถทำเรื่องคืนภาษีได้ทันที ณ จุดขาย ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประเทศญี่ปุ่นเลือกใช้และประสบความสำเร็จอย่างมาก
- มาตรการกระตุ้นภาษี Easy E-Receipt: เสนอให้รัฐบาลนำมาตรการนี้กลับมาใช้อีกครั้ง เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการดึงกำลังซื้อภายในประเทศ
- โครงการไทยช่วยไทย plus (คนละครึ่ง plus): สนับสนุนให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (Modern Trade) รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เรียบร้อยแล้ว
- การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในกลุ่มค้าปลีก: เสนอให้จัดสรรและควบคุมเม็ดเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กระจายเข้าสู่กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกมากขึ้น เพื่อช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ผู้ดำเนินธุรกิจโดยตรง
- ผลักดันเขตภาษีต่ำ "Shopping Paradise" นำร่องภูเก็ต: เสนอให้ทดลองลดภาษีสินค้านำเข้าบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายมากขึ้น โดยเสนอให้ภาครัฐคำนวณและเปรียบเทียบระหว่างรายได้ภาษีที่อาจสูญเสียไปกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับกลับคืนมา
- สนับสนุนข้อตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรป: เพื่อส่งเสริมการค้าเสรี ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดราคาสินค้านำเข้ากลุ่มไลฟ์สไตล์บางประเภทลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น
มาตรการระยะกลาง: ลดขั้นตอนใบอนุญาต-ชู "จ้างงานรายชั่วโมง" สู้ศึกขาดแคลนแรงงาน
สำหรับแผนงานในระยะกลาง สมาคมฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งลดอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้:
- ปรับปรุงกฎหมายใบอนุญาต: ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ ในภาคธุรกิจค้าปลีก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขยับตัวและดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น
- ผลักดันสิทธิประโยชน์ BOI: สนับสนุนให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้ามาส่งเสริมการลงทุนในภาคธุรกิจค้าปลีกสำหรับการลงทุนบางประเภทหรือในบางจังหวัด เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ท้องถิ่น
- แก้กฎระเบียบส่งเสริมการจ้างงานรายชั่วโมง และผู้สูงอายุ: ปัจจุบันภาคธุรกิจค้าปลีกต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก แม้จะมีประชากรที่ต้องการเข้าสู่ระบบการทำงานเพื่อสร้างรายจำนวนมาก แต่กฎระเบียบในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อระบบการจ้างงานรายชั่วโมง (Hourly Wage) ที่เหมาะสม สมาคมฯ จึงเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงข้อกฎหมายการจ้างงานรายชั่วโมงรวมถึงสิทธิประโยชน์ในการจ้างงานผู้สูงอายุให้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ผู้ประกอบการค้าปลีกแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างยั่งยืน ดีกว่าการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวจากภาครัฐที่มีระยะเวลาจำกัด
มาตรการระยะยาว: คุมเข้มสินค้าข้ามชาติต่ำมาตรฐาน จี้เก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างประเทศในระยะยาว สมาคมฯ เน้นย้ำเรื่องการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันทางการค้าให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรม (Fair Competition) โดยนายณัฐระบุว่า จากสภาวะสงครามและการกีดกันทางการค้าด้วยกำแพงภาษีระหว่างประเทศมหาอำนาจในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบทำให้สินค้าสำเร็จรูปราคาถูกจากต่างประเทศบางประเทศ ไหลทะลักเข้ามาสู่ตลาดประเทศไทยเป็นจำนวนมาก
การทะลักของสินค้าต่างชาติราคาถูกเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเนื่องจากต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบที่เข้มงวด ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง สมาคมฯ จึงยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐให้ดำเนินการ:
1.กำกับดูแลมาตรฐานสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce): ควบคุมและตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายผ่านทางออนไลน์อย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ
2.กำหนดความรับผิดชอบเรื่องภาษีแก่แพลตฟอร์มออนไลน์: บังคับให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศเข้ามารับผิดชอบเรื่องการจัดเก็บและนำส่งภาษีของสินค้านำเข้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำที่มักหลีกเลี่ยงภาษี โดยเสนอให้ระบบสามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดของสินค้า (Origin of Goods) เพื่อคำนวณภาษีนำเข้าได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
นายณัฐ ยอมรับว่าสมาคมผู้ค้าปลีกไทยไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมสถานการณ์หรือออกมาตรการสกัดกั้นสินค้าต่างประเทศได้โดยตรง สิ่งที่ทำได้คือการพยายามส่งสารและสะท้อนข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการค้าปลีกไปยังภาครัฐ กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้กระบอกเสียงจากสื่อมวลชนในการช่วยผลักดันอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา ภาครัฐเริ่มให้การตอบสนองต่อข้อเสนอของสมาคมฯ บ้างแล้ว อาทิ การเริ่มเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม กระบวนการขับเคลื่อนของภาครัฐยังคงมีความล่าช้าเนื่องจากระบบระเบียบและขั้นตอนภายในที่เป็นอุปสรรค สมาคมฯ จึงขอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าเน้นย้ำและผลักดันยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ระยะนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ "ACT" ของสมาคมฯ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจปากท้องของคนไทยต่อไป
“ข้อเสนอแนะและทางรอดของภาคธุรกิจค้าปลีกท่ามกลางสภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวอย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ของประชากรในประเทศที่ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้นแนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้สมาคมฯ ได้เดินหน้าเสนอแผนยุทธศาสตร์การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ ‘ACT’ ของสมาคมฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคค้าปลีกให้ผ่านพ้นวิกฤติ”นายณัฐ กล่าวในที่สุด