“MC” สลัดภาพยีนส์รุ่นเก๋า ผ่าแผนทรานส์ฟอร์ม 51 ปี ทุ่ม AI-คอลแลบศิลปินกวาด Gen Y-Z ปั้นยอด 4,800 ล้าน ปันผลแกร่ง 9.5% ยึดบัลลังก์อีคอมเมิร์ซเบอร์หนึ่ง
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“MC” สลัดภาพยีนส์รุ่นเก๋า ผ่าแผนทรานส์ฟอร์ม 51 ปี ทุ่ม AI-คอลแลบศิลปินกวาด Gen Y-Z ปั้นยอด 4,800 ล้าน ปันผลแกร่ง 9.5% ยึดบัลลังก์อีคอมเมิร์ซเบอร์หนึ่ง

แม็คกรุ๊ป ประกาศเกมรุกครั้งใหญ่ เร่งสลัดภาพแบรนด์เก่าแก่ 51 ปี สู่แบรนด์แฟชั่นทันสมัยเพื่อลดช่องว่างระหว่างเจเนอเรชัน เร่งแก้โจทย์ใหญ่ดับ Generation Gap ตั้งเป้าดึงฐานกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z (YC) เพิ่มขึ้นเป็น 80% ภายใน 3 ปี ปั้นยอดขาย YC ทะลุ 3,800 ล้านบาท ชูไม้เด็ดลุยฤดูฝนเปิดตัว "Mc JEANS x ALANLERT" ดึงศิลปินรุ่นใหม่คอลแลบสร้างกระแส พร้อมอัดเทคโนโลยี AI สแกนหน้าร้าน-เจาะ CRM รายคน ปั๊มยอดขายออฟไลน์ 1,200 ล้านบาท และโกยยอดออนไลน์อีก 1,200 ล้านบาท ด้วยทีมงานเพียง 27 คน ครองแชมป์หมวดแฟชั่นบน TikTok มั่นใจปีบัญชีนี้ทำรายได้รวมตามเป้า 4,800 ล้านบาท พร้อมรักษาจุดแข็งสถานะบริษัทไร้หนี้และอัตราจ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี หวังสร้างมูลค่าการเติบโตที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น

 

นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ “แม็คยีนส์” เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจและการขับเคลื่อนแบรนด์หลังจากเข้ามาบริหารงานได้ประมาณ 1 ปีเศษ โดยได้รับโจทย์สำคัญ 3 ประการในการทรานส์ฟอร์มองค์กร

-ประการแรกคือการแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างเจเนอเรชัน (Generation Gap) ด้วยการเปลี่ยนผ่านฐานลูกค้าจากกลุ่ม Gen X และ Gen Y ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z (YC)

-ประการที่สองคือการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านจากช่องทางออฟไลน์สู่ออนไลน์ (Online-Offline Transition) ที่เข้ามามีบทบาทในตลาดค้าปลีกอย่างรุนแรงเนื่องจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันไปช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น

-ประการที่สามคือการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคุณภาพสินค้าของแม็คยีนส์ที่อยู่คู่ตลาดมานานถึง 51 ปี แต่การปรับตัวในยุคนี้จำเป็นต้องเสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Attachment) เพิ่มมิติของความทันสมัยและความสนุกสนานเข้าไปในแบรนด์เพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด

จากการสำรวจพฤติกรรมและวิเคราะห์ฐานผู้บริโภคดั้งเดิมของแม็คกรุ๊ป พบว่าฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen X อยู่ที่ 27% และ Gen Y ที่ 47% รวมกันเป็น 74% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ปัจจุบันเหลือสัดส่วนเพียงประมาณ 5% และเป็นกลุ่มที่เริ่มเกษียณอายุทำให้มองหาเฉพาะสินค้าลดราคา ซึ่งสวนทางกับกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นกลุ่มเป้าหมายที่บริษัทต้องการเร่งโอนย้ายฐานลูกค้าเข้ามาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ สัดส่วนของลูกค้า Gen Z ในปัจจุบันอยู่ที่ 21% เมื่อรวมกับกลุ่ม Gen Y จะอยู่ที่ 68% โดย MC ได้วางแผนระยะยาว 3 ปีในการดึงสัดส่วนลูกค้ากลุ่ม Gen Y และ Gen Z (YC) ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80% เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่หนาแน่นขึ้น สำหรับปีบัญชีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเฉพาะกลุ่ม Gen YC ไว้ที่ 3,800 ล้านบาท ขยายตัวขึ้นจากเป้าเดิมที่เฉลี่ยประมาณ 3,200 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีของบริษัทที่กำหนดไว้ที่ 4,800 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นตลาดและอุดช่องว่างยอดขายในช่วง "ฤดูฝน" ซึ่งปกติมักจะเป็นช่วงโลว์ซีซัน (Low Season) ของธุรกิจค้าปลีกทั่วไปและไม่มีแคมเปญการตลาดที่ตื่นเต้น MC ได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษต้อนรับหน้าฝนที่มีระยะเวลาทำการตลาดยาวนาน 4 เดือน เพื่อสร้างความต่อเนื่องและเข้ามาเติมเต็มยอดขายร่วมกับคอลเลกชันหน้าหนาวและหน้าร้อน โดยเน้นการทำคอลลาบอเรชันร่วมกับศิลปินนักออกแบบชาวไทย (Thai Artist Collaboration) เพื่อสร้างความแปลกใหม่และเพิ่มความสนุกสนานดึงดูดใจวัยรุ่น

“แม็คยีนส์ให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่ชื่นชอบแม็คยีนส์มาอย่างยาวนาน จากจุดแข็งด้านดีไซน์และคุณภาพ ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังมองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีสไตล์และวิธีการแสดงออกในแบบของตัวเอง จึงเปิดพื้นที่และโอกาสให้ศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำความแข็งแรงของแบรนด์แม็คยีนส์มาผสานกับมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ และภาษาทางศิลปะร่วมสมัย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนตัวตนของศิลปินและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งพิเศษ Mc JEANS x ALANLERT : Memory in the Rain ที่แม็คยีนส์ได้ร่วมงานกับ ‘ALANLERT’ ศิลปินและนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ความทรงจำ และมุมมองของศิลปิน ผ่านคอลเลกชันแฟชั่นที่ผสานโลกของ Illustration Art และ Fashion เข้าด้วยกันอย่างลงตัว”นายแมทธิว กล่าว

คอลเลกชันพิเศษ Mc JEANS x ALANLERT : Memory in the Rain คือการโคจรมาพบกันระหว่าง Mc JEANS แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน และ “อาร์ท-ณัฐธีร์ โชติระวีธนาศิริ” ศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ที่หลายคนรู้จักในนาม ALANLERT ผู้เชื่อมโยงความรักในการวาดรูปให้กลายเป็นศิลปะในการออกแบบ โดย Collaboration Project ครั้งนี้ เขาได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนสุดน่ารักที่แฝงไปด้วยเรื่องราวและความรู้สึกอย่าง “MOONOMON” เอเลี่ยนจากดวงจันทร์ ผู้ที่จะพาทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสความทรงจำดี ๆ ในฤดูฝนอีกครั้ง

คอลเลกชั่น Mc JEANS x ALANLERT : Memory in the Rain มีสินค้าหลากหลายไอเท็มให้เลือกสรร ตั้งแต่เสื้อยืดผู้ชายทรง Regular เนื้อผ้าสัมผัสนุ่มใส่สบาย ดีเทลตัดขอบด้วยสีแดงและขอบแขนเสื้อ และเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ ลวดลายกราฟฟิก Moonomon  ใช้เทคนิค Offset งานสิ่งพิมพ์คุณภาพสูง ส่วนเสื้อเชิ้ตผู้ชายลายริ้ว มาพร้อมดีเทลลายกราฟิกเท่ๆ ในทรง Boxy Fit  รวมถึงชุดแทร็คสูท ทรงบาเรลเข้าชุดกับฮู้ดดี้ที่มีดีเทลงานปักด้านหน้าและพิมพ์ลายด้านหลัง

นอกจากนี้ ยังมีสเวตเตอร์ ในลุคสตรีทแวร์ ออกแบบเพื่อเอาใจวัยรุ่นสายสตรีท แมทช์กับกางเกงยีนส์หรือขาสั้น รองเท้าผ้าใบ ใส่ในวันชิลๆ  สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเสื้อแจ็คเก็ตฮู้ดดี้ มาพร้อมกับหมวกฮู้ดดี้ใส่คลุม “เท่ได้ ไม่กลัวฝน” เนื้อผ้าคุณภาพดีที่ผสมผสานผ้าเคลือบกันน้ำ มาพร้อมกับถุงสำหรับเก็บตัวเสื้อ เป็นไอเท็มที่ไม่ควรพลาด  ผู้ที่ชื่นชอบกางเกงยีนส์ มีกางเกงยีนส์ทรงเบอมิวด้า ทรงหลวมเล็กน้อย ใส่สบาย คล่องตัว เป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มวัยรุ่น และพลาดไม่ได้กับกางเกงยีนส์สีดาร์คบลู ทรง Straight (ทรงกระบอกเล็ก) ทรงที่ช่วยพรางต้นขาได้ดี ทำให้ดูสูง ดีไซน์เรียบเท่แต่ซ่อนดีเทลเล็กๆอย่างน่าสนใจ สามารถแมทช์กับไอเทมอื่นๆ ครีเอทลุคได้ไม่ซ้ำ เหมาะกับทุกโอกาส นอกจากนี้ ยังมีแอ็คเซสซอรี่สุดเก๋ กระเป๋าสะพายข้าง ลายน่ารักๆ พกพาง่าย พร้อมเติมเต็มลุคของคุณให้ดูดีในทุกวัน ด้วยกระเป๋าสะพายข้างผ้าแคนวาส น้ำหนักเบา คล่องตัว  และยังมีหมวกแก๊ปสไตล์สุดคูล สวมใส่สบาย แมทช์ง่ายได้ทุกลุค เสริมด้วยไอเท็มหน้าฝน กับร่มพกพาดีไซน์พิเศษ ลวดลายคาแรคเตอร์สุดน่ารัก เนื้อผ้าคุณภาพดี ใช้งานได้ทุกวัน

สำหรับคอลเลกชันแรกนี้ผลิตขึ้นมาในรูปแบบจำกัด (Limited Edition) จำนวนเกือบ 67,000 ชิ้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตสินค้าปกติของบริษัทที่สูงถึง 7 ล้านชิ้นต่อปี โดยตั้งเป้ายอดขายจากคอลเลกชันนี้ไว้ที่ 50 ล้านบาทภายใน 4 เดือน และส่งไปจัดจำหน่ายใน 172 สาขาหน้าร้านที่เน้นจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ แคมเปญนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมรสนิยมให้ลูกค้ากลุ่มเดิมข้ามผ่านไปสู่การสวมใส่แฟชั่นแนวสตรีทแบบคนรุ่นใหม่ร่วมกับกลุ่ม Gen YC ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้บริษัทวางแผนระยะยาวที่จะจัดการร่วมมือกับดีไซเนอร์และศิลปินไทยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเพื่อสร้างกระแสความตื่นเต้นให้ผู้บริโภคเข้ามาเยี่ยมชมร้านอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวกลุ่มแบรนด์สินค้าหมวดหมู่ใหม่ภายใต้ชื่อ "MCJ" (ประกอบด้วยสินค้ากระเป๋าผู้หญิง, ชุดสตรีทแวร์สไตล์ AirPods Look, น้ำหอม และชุดชั้นใน) เพื่อขยายฐานสู่ตลาดวัยรุ่นโดยเฉพาะ ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ระดับโลก (Global Presenter) ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์สู่สากล

ในการบริหารจัดการหน้าร้านที่มีจำนวนกว่า 600 จุดขายทั่วประเทศ และสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่อนข้างผันผวน MC ได้นำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 3 ด้านหลัก

-ด้านแรก คือ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลหน้าร้าน (AI Store Analytics) ผ่านกล้องวิเคราะห์พฤติกรรมจำนวน 4-5 ตัวต่อสาขา เพื่อช่วยประเมินระยะเวลาที่ลูกค้าเดินผ่านและเข้าชมสินค้าในร้าน ช่วยส่งสัญญาณให้พนักงานหน้าร้านตื่นตัวและเข้าบริการลูกค้าได้ทันท่วงที โดยดันอัตราการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าขยับเพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 80% และดันอัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) สูงขึ้นถึง 72% ส่งผลให้อัตราปิดการขายเฉลี่ยภาพรวมของระบบพุ่งถึง 18% และบางสาขาทำได้สูงถึง 20% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก

-ด้านที่สอง คือ ระบบการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าส่วนบุคคล (AI CRM) ซึ่งปัจจุบันฐานสมาชิกของแม็คเพิ่มขึ้นจาก 1.4 ล้านคนเป็น 1.5 ล้านคน โดย AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์ประวัติการซื้อ ความถี่ และลักษณะสินค้า เพื่อคอยตรวจสอบว่าสมาชิกรายใดเริ่มห่างหายไป พร้อมดำเนินการส่งคูปองโปรโมชันส่วนบุคคลแบบเจาะจงรายคนเข้าสู่แอปพลิเคชัน LINE ตามพฤติกรรมและช่วงเวลาเปิดใช้งานระบบของลูกค้ารายนั้น ๆ โดยตรง นวัตกรรม AI CRM นี้ สามารถสร้างยอดขายกลับคืนสู่บริษัทได้เกือบ 1,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 70% ของยอดขายผ่านหน้าร้านออฟไลน์ทั้งหมดในช่วงปีที่ผ่านมา

-ด้านที่สาม คือ การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในช่องทางอีคอมเมิร์ซเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเทรนด์การซื้อผ่านกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะตัว (Exclusive Products) ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่ม Gen Z โดยตรง โดยสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 60% ของงบประมาณการพัฒนาสินค้าออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการแย่งส่วนแบ่งตลาดกับหน้าร้านออฟไลน์ นวัตกรรมทางดิจิทัลเหล่านี้นำมาซึ่งความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพกำลังพล โดยช่องทางออนไลน์สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 1,200 ล้านบาท ด้วยจำนวนทีมงานดูแลระบบเพียง 27 คน เมื่อเทียบกับฝั่งออฟไลน์ที่ใช้พนักงานประจำรวมกว่า 1,700 คน

นอกจากนี้ MC ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยเครือข่ายพันธมิตรช่วยขายในระบบแอฟฟิลิเอต (Affiliate) นอกบริษัทกว่า 200,000 คน การขยายสตูดิโอไลฟ์สดในพื้นที่ของแบรนด์เพิ่มขึ้นจากเดิม 3-4 แห่งขึ้นเป็น 10 แห่ง ควบคู่กับการผลักดันพนักงานหน้าร้านประจำสาขากว่า 140 สาขาให้ทำกิจกรรมไลฟ์สดขายสินค้าได้ทันที ส่งผลให้แบรนด์แม็คครองอันดับหนึ่งในหมวดหมู่สินค้าแฟชั่นและเสื้อผ้าบุรุษบนแพลตฟอร์ม TikTok อย่างเหนียวแน่น โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้คือระบบบริหารคลังสินค้าและการจัดส่ง (Fulfillment) ที่บริษัทลงทุนพัฒนาและจัดการเองทั้งหมด ทำให้สามารถส่งสินค้าได้ภายใน 4 ชั่วโมงสำหรับลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียวสำหรับยอดสั่งซื้อจาก TikTok

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการรักษาและพัฒนาสินค้าดั้งเดิมสำหรับกลุ่ม Gen X เช่น กางเกงยีนส์ทรงกระบอกมาตรฐาน (Regular Fit) หรือทรงใส่สบาย (Relax Fit) เพื่อไม่ให้กระทบต่อความพึงพอใจของกลุ่มลูกค้าเก่าแก่ โดยชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพสินค้าที่เหนือกว่าแบรนด์ยีนส์ราคาถูก 300-400 บาทในตลาดออนไลน์ทั่วไปอย่างชัดเจน เนื่องจากยีนส์ของแม็คผลิตจากเนื้อผ้าคุณภาพพรีเมียมมาตรฐานญี่ปุ่น และใช้การเย็บตะเข็บคู่ (Double Stitch) ตามรูปแบบดั้งเดิมที่มีความแข็งแรงทนทานสูง ส่งผลให้ยอดขายยีนส์ของบริษัทยังคงเติบโตอย่างมั่นคงด้วยมูลค่าทะลุ 1,100 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของยอดขายรวมทั้งหมดของบริษัท

ทั้งนี้ในมิติด้านความมั่นคงทางการเงิน MC นับเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งเนื่องจากมีสถานะเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินเลย และมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีเยี่ยมเกือบ 100% ของกำไรสุทธิติดต่อกันมากว่า 5 ปี โดยให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเฉลี่ยถึงประมาณ 9 - 9.5% ต่อปี ซึ่งคณะผู้บริหารและคณะกรรมการยังคงมุ่งมั่นรักษาระดับอัตราการจ่ายนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่ผู้ถือหุ้นในฐานะหุ้นคุณค่า (Value Share) ที่ยั่งยืนต่อไป

 

You can share this post!