“กรมธุรกิจพลังงาน”สู้ศึกสงครามโลก-ฝ่าวิกฤติพลังงาน ผนึก 25 ค่ายยักษ์ ดัน “E20” ขึ้นแท่นเบนซินหลัก อัดโปรแต้มคูณสองปูพรม 5,000 ปั๊มทั่วประเทศ มั่นใจเครื่องไม่พัง-อุ้มเกษตรกร 6 หมื่นล้าน
พลังงาน-อุตสาหกรรม

“กรมธุรกิจพลังงาน”สู้ศึกสงครามโลก-ฝ่าวิกฤติพลังงาน ผนึก 25 ค่ายยักษ์ ดัน “E20” ขึ้นแท่นเบนซินหลัก อัดโปรแต้มคูณสองปูพรม 5,000 ปั๊มทั่วประเทศ มั่นใจเครื่องไม่พัง-อุ้มเกษตรกร 6 หมื่นล้าน

กรมธุรกิจพลังงาน จับมือ 13 ค่ายรถ 5 ค่ายมอเตอร์ไซค์ และ 7 ยักษ์ค้าปลีกน้ำมัน ประกาศยุทธศาสตร์ "ฝ่าวิดฤติตะวันออกกลาง" ลุยปูพรมดัน น้ำมัน E20 ขึ้นเป็นเบนซินพื้นฐาน  ของประเทศภายใน ต.ค. นี้ อัดโปรเด็ดราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 5 บาทต่อลิตร ยันรถยนต์กว่า 273 รุ่น มอเตอร์ไซค์อีก 138 รุ่น เติมได้ปลอดภัย 100% การันตีประกันไม่หลุด เครื่องไม่พัง ช่วยประเทศลดนำเข้าน้ำมันดิบ 60,000 ล้านบาท เงินสะพัดเข้ากระเป๋าเกษตรกรไทยเต็มพิกัด ลั่นรัฐเตรียมปรับโครงสร้างใหญ่ ดัน E20 เป็นน้ำมันเบนซินหลักของประเทศ พร้อมสั่งลุยตรวจสอบ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ซุ่มสต็อกดีเซลป้องเหตุฉุกเฉิน ยันปั๊มทั่วไทยกว่า 5,000 แห่งพร้อมจ่ายน้ำมัน อัดโปรแรงแจกแต้มคูณสองสะเทือนวงการ

 

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานว่า ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงอย่างง่ายดาย ส่งผลกระทบให้ตลาดน้ำมันโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรงและมีราคาปรับตัวขึ้นลงรายวัน จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานจึงได้เตรียมแผนงานและมาตรการรองรับอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตและแปรรูปได้เองภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอต่อการส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ในประเทศมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้แล้ว แต่พบว่าในปัจจุบันการเลือกใช้น้ำมัน E20 ของผู้บริโภคยังคงมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพการรองรับของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในระดับสูง คือ มีรถยนต์กว่า 4 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 80% ที่สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน E20 ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.88 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีสาเหตุมาจากประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ทราบข้อมูลว่ารถยนต์ของตนเองสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้หรือไม่ และยังมีผู้บริโภคอีกบางส่วนที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าน้ำมัน E20 อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้อัตราเร่งไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่มากกว่าปกติ โดยปัจจุบันภาครัฐใช้มาตรการราคาจูงใจทำให้ E20 มีราคาขายปลีกถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึงลิตรละ 5 บาท ด้วยเหตุนี้ การเร่งสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและปลดล็อกทุกข้อกังวลของประชาชน จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อให้การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย และส่งผลดีต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดยังมีช่องว่างและโอกาสในการเติบโตอีกมหาศาลหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถยนต์อีกกว่าหลายล้านคันให้หันมาเลือกใช้พลังงานทางเลือกที่มีราคาประหยัดและย่อมเยากว่าน้ำมันเบนซินประเภทอื่น กรมธุรกิจพลังงานขอให้คำมั่นและยืนยันอย่างหนักแน่นแก่ผู้บริโภคว่า น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้งาน การเติมน้ำมัน E20 ในยานพาหนะรุ่นที่ผู้ผลิตให้การรับรองจะไม่ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ต่อระบบเครื่องยนต์และหัวฉีดอย่างแน่นอน ผู้บริโภคจึงสามารถเลือกใช้งานได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย”นายสราวุธ กล่าว

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้น้ำมัน E20 จากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน สำหรับให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรุ่นรถของตนเองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมกันนี้ ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังร่วมยืนยันผลการทดสอบว่าน้ำมัน E20 สามารถใช้งานได้จริงโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อเครื่องยนต์ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นที่รองรับ

สำหรับในส่วนของการดูแลคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานนั้น กรมธุรกิจพลังงานได้มีการกำกับดูแลอย่างเข้มข้นตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันไปจนถึงสถานีบริการน้ำมัน ผู้บริโภคจึงสามารถมั่นใจคุณภาพของน้ำมันได้อย่างแน่นอน และในส่วนของความพร้อมในการผลิตเอทานอลเพื่อนำมาผลิตน้ำมัน E20 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานก็ได้ร่วมยืนยันว่าศักยภาพการผลิตเอทานอลเพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคพลังงานสำหรับผลิตเป็นน้ำมัน E20 ขณะที่ทางฝั่งผู้ค้าน้ำมันพร้อมใจกันยืนยันเรื่องความพร้อมในการกระจายน้ำมัน E20 ให้มีจำหน่ายอย่างทั่วถึงในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตลอดจนจะมีการเตรียมออกแคมเปญสิทธิประโยชน์และโปรโมชันส่วนลดพิเศษ เพื่อจูงใจและคืนกำไรให้แก่ประชาชนที่หันมาเติมน้ำมัน E20 อีกด้วย นายสราวุธฯ กล่าว

ล่าสุดกรมฯได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลุ่มค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ กลุ่มค่ายรถจักรยานยนต์ 5 แบรนด์ และผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 7 แบรนด์ ผนึกกำลังในการแถลงความร่วมมือครั้งใหญ่ในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการใช้น้ำมัน E20 โดยการผนึกกำลังในครั้งนี้มุ่งเป้าหมายสำคัญไปที่การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและส่งผลกระทบให้ตลาดน้ำมันโลกมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนี้ ยังชูจุดเด่นในด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วยการใช้มาตรการทางกลไกราคากำหนดให้น้ำมัน E20 มีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซินประเภทอื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งในทางกายภาพแล้ว น้ำมัน E20 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วน 20% จะมีอัตราการระเหยที่ช้ากว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 (ซึ่งมีเอทานอลผสม 10%) อย่างชัดเจน ขณะที่ค่าความร้อนจากการเผาไหม้ก็ใกล้เคียงกันมาก จึงถือเป็นเชื้อเพลิงที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์รถยนต์รุ่นใหม่ๆ นับตั้งแต่ปี 2008(พ.ศ.2551) โดยเฉพาะ

การร่วมมือร่วมใจสนับสนุนและเลือกใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์โดยตรงให้แก่ผู้บริโภคในด้านความคุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร และสนับสนุนเสถียรภาพของราคาพืชผลของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนผู้ใช้รถหันมาเลือกใช้น้ำมัน E20 เพื่อผสานพลังในการนำพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์พลังงานโลกครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงขอให้ร่วมกันเป็นกระบอกเสียงในการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงประโยชน์ของการใช้น้ำมัน E20 ให้แพร่หลายต่อไป

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วยพันธมิตรค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ วอลโว่ บีวายดี ดีพอล ฟอร์ด เกรท วอลล์ มอเตอร์ และจีลี่ ร่วมด้วยค่ายรถจักรยานยนต์ 5 แบรนด์ ได้แก่ ยามาฮ่า ฮอนด้า ซูซูกิ คาวาซากิ และโรยัล เอ็นฟีลด์ พร้อมด้วยผู้ค้าน้ำมันชั้นนำอีก 7 แบรนด์ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น บางจาก พีที เซลล์ คาลเท็กซ์ ซัสโก้ และไซโนเปคซัสโก้

ทั้งนี้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วน 20% โดยเอทานอลดังกล่าวผลิตมาจากผลผลิตทางการเกษตรที่เพาะปลูกได้เองภายในประเทศทั้งหมด โดยแบ่งวัตถุดิบเป็นสองส่วนสำคัญคือ กากน้ำตาลซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอ้อย และมันสำปะหลัง การรณรงค์ให้ประชาชนหันมาเติมน้ำมัน E20 จึงเป็นกลไกส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรไทยโดยตรง ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่พืชเศรษฐกิจและทำให้เงินตราหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมียานยนต์ที่รองรับจำแนกเป็นรถยนต์จาก 13 แบรนด์หลัก รวมกว่า 200 รุ่น และรถจักรยานยนต์อีกเป็น 100 รุ่น ที่ได้รับการยืนยันว่าพร้อมเติมน้ำมัน E20 ออกเทน 95 นี้ได้อย่างปลอดภัย

“การแถลงความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ในการร่วมมือกับผู้บริหารจาก 13 ค่ายรถยนต์ชั้นนำ 5 ค่ายรถจักรยานยนต์ และผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 เพื่อร่วมกันรณรงค์และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกระทรวงพลังงานได้เตรียมความพร้อมส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้เองในประเทศเพื่อลดการนำเข้า พร้อมชูมาตรการราคาจูงใจให้ E20 มีราคาที่ประหยัดกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 อย่างชัดเจน แนวทางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาและการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน การหันมาสนับสนุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลที่สกัดจากพืชผลทางการเกษตรในประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบการพึ่งพาตนเองทางพลังงานของไทยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน”นายสราวุธ กล่าว

ปัจจุบันผู้ใช้รถสามารถเข้าถึงและเลือกเติมน้ำมัน E20 ได้อย่างสะดวกสบาย เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่ต่างพร้อมใจกันจัดจำหน่ายและแพร่กระจายหัวจ่ายน้ำมัน E20 อย่างครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นอกจากประโยชน์โดยตรงทางด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของผู้บริโภคแล้ว การหันมาเลือกเติมน้ำมัน E20 ยังส่งผลดีเชิงบวกในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก การสนับสนุนการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ จะช่วยกระจายรายได้และสร้างแรงขับเคลื่อนที่สำคัญให้แก่ภาคเกษตรกรรมไทย ช่วยยกระดับราคาพืชผล และสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งทางพลังงานให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อก้าวผ่านวิกฤติพลังงานครั้งนี้ไปด้วยกัน

สำหรับทิศทางนโยบายในอนาคต กรมธุรกิจพลังงานได้รับบัญชาและแนวทางโดยตรงจากท่านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการผลักดันให้น้ำมัน E20 ก้าวขึ้นเป็นน้ำมันพื้นฐานหลัก (Mainstream) ของประเทศไทย ซึ่งการปรับเปลี่ยนสู่โครงสร้างน้ำมันหลักนี้จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพิจารณาลดประเภทหัวจ่ายน้ำมันบางประเภทในสถานีบริการลง โดยกรมฯ จะทำการประเมินยอดการใช้งานจริงตลอดระยะเวลาการดำเนินแคมเปญรณรงค์ครั้งนี้ หากพบว่ายอดความต้องการใช้ E20 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะนำมาใช้เป็นดัชนีชี้วัดเพื่อเร่งกระบวนการลดชนิดน้ำมันประเภทอื่นและประกาศให้ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานกลุ่มเบนซินอย่างเป็นทางการ ซึ่งแผนพัฒนาโครงสร้างน้ำมันเชื้อเพลิงนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้

ส่วนกรณีที่มาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลเรื่องธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) มีการสต็อกน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับใช้ปั่นกระแสไฟฟ้ายามฉุกเฉินภายในอาคารในปริมาณสูงเกือบ 500,000 ลิตร (ตรวจสอบพบตัวเลขจริงราว 400,000 กว่าลิตรแต่ไม่ถึง 500,000 ลิตร) นั้น ทางกรมฯได้รับรายงานและรับทราบนโยบายดังกล่าวแล้ว โดยกรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ จะมีการนำกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์พิจารณาจากคณะกรรมการ Data Center ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งและลงนามแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีมาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการกำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและไม่สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง โดยตามข้อกำหนดทางกฎหมายในปัจจุบัน หากสถานที่ใดมีการจัดเก็บและใช้น้ำมันสำรองในปริมาณดังกล่าว แม้จะไม่เข้าข่ายเป็น "คลังน้ำมัน" แต่ก็ถือเป็น "สถานที่เก็บน้ำมัน" ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน ซึ่งกรมฯ กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลสถานบริการประเภทนี้เพิ่มเติมทั่วประเทศ

“กรมธุรกิจพลังงานจึงเร่งปูพรมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเตรียมสรุปแผนการผลักดันน้ำมัน E20 ให้กลายเป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Mainstream) ของประเทศภายในเดือนตุลาคมนี้ ควบคู่ไปกับการแถลงชี้แจงมาตรการตรวจสอบกรณีข้อกังวลเรื่องสถานประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) มีการสต็อกน้ำมันดีเซลสำรองในอาคารปริมาณสูงเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนเผยสถิติน้ำมันดีเซลคงค้างในประเทศและการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ยังไม่นิ่ง”นายสราวุธ กล่าว

นายสราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐมีแนวคิดบรรจุแนวทางผลักดันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ซึ่งเป็นน้ำมันออกเทน 95 ให้กลายเป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานหลัก (Mainstream) ของประเทศในแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมเดินหน้าทบทวนข้อจำกัดของน้ำมันบางประเภท เช่น แก๊สตัว 9 ว่ายังมีความจำเป็นต้องคงไว้ในระบบหรือไม่ โดยยังคงจัดเตรียมแก๊สโซฮอล์ E95 รองรับไว้บางส่วน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะประเมินทิศทางและสภาวการณ์ของตลาดอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นแคมเปญรณรงค์ในรอบนี้

ขณะที่ความพร้อมด้านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ในปัจจุบันมีความครอบคลุมทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยมีปั๊มน้ำมันที่พร้อมให้บริการรวมกันมากกว่า 5,000 แห่ง และมีจำนวนหัวจ่ายรวมกันใกล้เคียง 10,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ สำหรับเป้าหมายความต้องการใช้งานจริงทางภาครัฐได้กำหนดเป้าหมายขั้นต่ำในการส่งเสริมการใช้งานไว้ว่ายอดใช้จะต้องเติบโตมากกว่า 6 ล้านลิตรต่อวันภายในสิ้นปี2569 นี้ ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยด้านราคาขายปลีกของน้ำมัน E20 ที่มีความประหยัดและต่ำกว่าแก๊สโซฮอล์กลุ่มอื่นถึง 5 บาทต่อลิตร สอดคล้องกับผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ร่วมยืนยันว่า ยอดขายน้ำมัน E20 ปรับตัวเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปั๊มจากเครือข่ายที่มีอยู่กว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมชี้แรงหนุนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมาใช้งานในวงกว้างคือการสร้างความมั่นใจร่วมกับทางสมาคมยานยนต์เพื่อยืนยันรุ่นรถยนต์ที่รองรับอย่างชัดเจน

แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ทิศทางใหม่ โดยกรมธุรกิจพลังงานมีแนวคิดสำคัญที่จะขับเคลื่อนและผลักดันให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ก้าวขึ้นมาเป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Mainstream) ของประเทศ เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมัน E20 นั้นเป็นน้ำมันออกเทน 95 คุณภาพสูงที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเป็นแกนหลักของการใช้พลังงานในกลุ่มเบนซินทั้งหมด

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางการทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำมันดังกล่าว ทางภาครัฐจะพิจารณาศึกษาข้อจำกัดและประเมินความเหมาะสมของน้ำมันบางประเภทอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะน้ำมันกลุ่มแก๊สตัว 9 ว่ายังคงมีความจำเป็นต่อระบบตลาดในปัจจุบันอยู่หรือไม่ ทว่าเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและลดผลกระทบเชิงเปลี่ยนผ่านแก่ผู้บริโภคที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันกลุ่มเดิม ภาครัฐจะยังคงจัดเตรียมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E95 รองรับผู้ใช้ทางเลือกนี้ไว้จำนวนหนึ่งควบคู่กันไปด้วย โดยรายละเอียดข้อกำหนดและทิศทางการจัดทำนโยบายขั้นสุดท้ายจะถูกประเมินผ่านการตรวจสอบสภาวการณ์ใช้งานจริงและความพึงพอใจของประชาชนอย่างใกล้ชิดหลังจากที่แคมเปญกระตุ้นการรณรงค์ในรอบนี้เสร็จสิ้นการดำเนินงานลงเป็นที่เรียบร้อย

ด้านความพร้อมทางกายภาพและโครงสร้างการให้บริการค้าปลีกน้ำมัน ทางกรมฯยืนยันว่าโครงข่ายการจัดจำหน่ายน้ำมัน E20 ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งและแผ่กระจายตัวอย่างครอบคลุมกว้างขวางทั่วประเทศเป็นอย่างดี โดยตัวเลขสถิติสถานีบริการน้ำมันที่มีน้ำมัน E20 จำหน่ายในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 5,000 ปั๊มแล้ว และเมื่อพิจารณาในด้านของสถิติจำนวนหัวจ่ายน้ำมัน E20 คาดว่าจะมีปริมาณที่สูงและใกล้เคียงระดับ 10,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเครือข่ายจำหน่ายในฝั่งผู้ค้าน้ำมันมีความพร้อมสูงมากที่จะรองรับความต้องการใช้งานของประชาชนที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกที่มีราคาประหยัดเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับเป้าหมายด้านปริมาณการใช้งานน้ำมัน E20 นั้น แม้จะมีการกำหนดตัวชี้วัดผลงานหลัก (KPI) ร่วมกันในระดับนโยบายของหน่วยงานรัฐ แต่ในขั้นตอนนี้จะยังเน้นการเฝ้าติดตามตัวเลขและประเมินทิศทางการตอบรับจากตลาดผู้บริโภคอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเชิงปริมาณขั้นต่ำที่ภาครัฐและภาคีเครือข่ายตั้งเป้าหมายร่วมกันคือการส่งเสริมและผลักดันให้ยอดการใช้น้ำมัน E20 ของประเทศพุ่งสูงทะลุเกินระดับ 6 ล้านลิตรต่อวันให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อยกระดับความมั่นคงในการพึ่งพาพลังงานสะอาดของประเทศ

ทั้งนี้ข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ มีการกล่าวว่า สถิติการใช้น้ำมัน E20 ในปัจจุบันมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากสถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบันที่ช่วยผลักดันให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและหันมาทดลองเติมน้ำมัน E20 เพื่อพิสูจน์การทำงานของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยหนุนด้านส่วนต่างราคาขายปลีกที่น้ำมัน E20 มีราคาประหยัดและต่ำกว่าแก๊สโซฮอล์กลุ่มอื่นถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สร้างความคุ้มค่าและลดค่าใช้จ่ายในการขับขี่ได้อย่างชัดเจน ทิศทางการเติบโตดังกล่าวยืนยันได้จากตัวเลขยอดขายที่ปรับตัวเติบโตขึ้นอย่างงดงามในทุกสถานีบริการของบริษัท ซึ่งมีจำนวนปั๊มน้ำมันกระจายตัวครอบคลุมกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้สะท้อนความเห็นสำคัญว่า กุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและทลายความลังเลใจของผู้ใช้รถได้ดีที่สุดคือการสร้างความมั่นใจร่วมกัน โดยเฉพาะหากทางสมาคมยานยนต์ออกมาร่วมแถลงข่าวยืนยันข้อมูลทางเทคนิคและรายชื่อรุ่นยานพาหนะที่รองรับการใช้งานอย่างชัดเจนแก่สาธารณชน จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหันกลับมาเลือกใช้น้ำมัน E20 อย่างมั่นใจในปริมาณที่เติบโตรวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ในระดับร้อยละ 70-80 ของความสามารถในการจัดเก็บสูงสุด (Maximum Operating Level) ซึ่งถือเป็นระดับการบริหารจัดการที่ปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเป็นฤดูฝน ส่งผลให้ยอดการใช้น้ำมันดีเซลลดลง ประกอบกับทางกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้ปรับตัวด้วยการลดกำลังการผลิตลงบางส่วน ทำให้ภาพรวมอุปทานน้ำมันยังอยู่ในสภาวะสมดุล ส่วนประเด็นความคืบหน้าการพิจารณาส่งออกน้ำมันดีเซลนั้น ทางสภาอุตสาหกรรมและกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้เข้าพบเพื่อหารือร่วมกับท่านรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอเรื่องต่อไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเชิงนโยบายต่อไป ขณะที่สถานะการส่งออกน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ประเทศไทยมีการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ ได้แก่ พม่า ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ทว่าสำหรับนโยบายการพิจารณาส่งออกน้ำมันดีเซลยังคงต้องรอฟังทิศทางจากภาครัฐอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงมีความผันผวนสูงและยากแก่การคาดเดา ซึ่งไทยจำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมสำรองภายในประเทศให้มีเสถียรภาพสูงสุด” นายสราวุธ กล่าว

ด้าน นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง 28 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่มีการใช้จริงประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 50–60% ของกำลังการผลิต สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในการรองรับความต้องการใช้เอทานอลในภาคเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปริมาณวัตถุดิบ การผลิต การสำรอง และการจัดส่งเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ และได้ย้ำว่าทุกลิตรของเอทานอลที่ผลิตและใช้ภายในประเทศ คือการนำทรัพยากรของประเทศไทยมาสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย

การร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในยุทธศาสตร์ "รวมพลังขับเคลื่อนพลังงานสะอาด สร้างความมั่นคงทางพลังงานไทย ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก" มุ่งรณรงค์และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงพลังงานยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการพึ่งพาตนเองทางพลังงาน โดยมีโรงงานผลิตเอทานอลสำหรับเชื้อเพลิงในประเทศถึง 28 โรง มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 7.2 ล้านลิตรต่อวัน ทว่าปัจจุบันมียอดการใช้งานจริงเพียง 5 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้มีกำลังการผลิตสำรองเหลือเฟืออีกกว่า 2-3 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบในประเทศอย่างกากน้ำตาลและมันสำปะหลังของเกษตรกรไทย

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยี โดยมีค่ายรถยนต์สมาชิก 16 แบรนด์ รองรับ E20 รวม 273 รุ่น และค่ายรถจักรยานยนต์อีก 5 แบรนด์ รองรับ 138 รุ่น การันตีใช้งานได้อย่างปลอดภัยเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์และอยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่พร้อมใจขยายเครือข่ายให้บริการเกือบ 5,000 ปั๊มทั่วประเทศ ชูจุดขายด้านราคาจำหน่ายที่ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ถึง 5 บาทต่อลิตร และระเบิดแคมเปญอัดแต้มสะสมทวีคูณตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้ E20 ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าหากมีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้สูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี และเม็ดเงินกว่า 75% จะไหลกลับคืนสู่ภาคเกษตรกรไทยโดยตรง

“ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงโดยเฉพาะรวมทั้งสิ้น 28 โรง โรงงานเหล่านี้มีกำลังการผลิตรวมกันสูงถึงประมาณ 7.2 ล้านลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้งานเอทานอลในภาคการคมนาคมขนส่งในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลือสำรองสำหรับรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้อีกถึง 2-3 ล้านลิตรต่อวันอย่างสบายใจ”นายอดิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้วัตถุดิบหลักที่นำมาใช้ในการผลิตเอทานอลในปัจจุบันล้วนเป็นพืชผลทางการเกษตรที่เกษตรกรไทยเพาะปลูกเองภายในประเทศทั้งสิ้น ได้แก่ กากน้ำตาล (ซึ่งเป็นส่วนพลอยได้จากการหนีบอ้อยในโรงงานน้ำตาล) และมันสำปะหลัง การส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 จึงเป็นการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยสร้างรายได้โดยตรงให้แก่กลุ่มเกษตรกรไทย อีกทั้งยังช่วยให้กระทรวงพลังงานสามารถวางแผนและบริหารจัดการพลังงานได้ตลอดทั้งปีเนื่องจากเป็นพืชผลทางการเกษตรที่หมุนเวียนได้ ส่งผลให้ประเทศลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ และสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอกประเทศ

นางสาวยุพิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้แสดงความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมในการตอบรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของประเทศ โดยกล่าวว่า ค่ายรถยนต์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรวมทั้งสิ้น 16 แบรนด์ ได้แก่ BMW, Mini, BYD, Changan (ฉันอัน), Ford, Chery (Zies), Great Wall Motor, Honda, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, Nissan, Suzuki, Toyota, Lexus และ Volvo มีรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการใช้งานน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้อย่างสมบูรณ์แบบรวมทั้งสิ้น 273 รุ่น

ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำ 5 บริษัท ได้แก่ Honda, Yamaha, Kawasaki, Suzuki และ Royal Enfield ก็มีความพร้อมทางเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ โดยมีรถจักรยานยนต์ที่รองรับน้ำมัน E20 รวมกันถึง 138 รุ่น ทั้งนี้ ทางสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยขอร่วมสร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดให้แก่ผู้ใช้รถว่า ยานพาหนะทุกรุ่นที่ผู้ผลิตให้การรับรองสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้อย่างปลอดภัย 100% การใช้งานจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อระบบการทำงาน ประสิทธิภาพ หรือความทนทานของเครื่องยนต์ อีกทั้งตัวรถยังคงได้รับสิทธิ์การคุ้มครองตามเงื่อนไขการรับประกันของค่ายผู้ผลิตตามปกติ โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลรุ่นรถที่รองรับได้ง่ายๆ ผ่านคู่มือประจำรถ, ศูนย์บริการ, ตัวแทนจำหน่าย หรือข้อมูลประชาสัมพันธ์จากกรมธุรกิจพลังงาน

นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวว่า แม้น้ำมัน E20 จะเป็นเชื้อเพลิงที่มีประโยชน์สูงและใช้เอทานอลในประเทศเป็นส่วนผสมถึง 20% แต่ในปัจจุบันยอดความต้องการใช้น้ำมัน E20 กลับคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 18% ของยอดใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทั้งหมดของประเทศเท่านั้น ซึ่งแสดงว่ายังมีผู้ใช้รถยนต์อีกเป็นจำนวนมากที่มีรถยนต์รองรับการเติม E20 ได้แต่ยังคงเลือกเติมน้ำมันชนิดอื่นอยู่เนื่องจากขาดข้อมูลที่ถูกต้อง

เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ภาครัฐจึงได้กำหนดโครงสร้างราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีราคาจำหน่ายที่ต่ำกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลให้น้ำมัน E20 กลายเป็นน้ำมันที่มีความคุ้มค่าด้านต้นทุนต่อระยะทางเดินทาง (Fuel Economy) ดีที่สุดในกลุ่มน้ำมันเบนซินทั้งหมดในปัจจุบัน การหันมาเลือกเติมน้ำมัน E20 จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนและลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายวันและลดค่าครองชีพของประชาชนชาวไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR  ได้วิเคราะห์ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ โดยจากการคำนวณสถิติเชิงลึก พบว่าหากประเทศไทยสามารถร่วมมือกันรณรงค์และผลักดันให้ผู้ใช้รถหันมาใช้งานน้ำมัน E20 อย่างเต็มประสิทธิภาพทั่วประเทศ จะช่วยให้ประเทศลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้มูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 กว่าล้านบาทต่อปี ที่สำคัญที่สุดคือ เม็ดเงินที่ประหยัดได้จากการลดการนำเข้าน้ำมันดิบนี้ กว่า 75% จะไหลกลับคืนสู่กระเป๋าของเกษตรกรไทยโดยตรง ผ่านการรับซื้ออ้อยและมันสำปะหลังเพื่อนำมาแปรรูปเป็นเอทานอล ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลสามารถร่วมมือกับเอกชนผลักดันการใช้งานน้ำมันทดแทนครอบคลุมทั้งกลุ่มเบนซิน (E20) และกลุ่มดีเซล (B20) ได้อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะสามารถลดมูลค่าการนำเข้าพลังงานจากต่างชาติได้เกือบ 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างระบบฐานรากเศรษฐกิจไทยให้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 ทุกรายต่างประสานเสียงยืนยันความพร้อมในการให้บริการ โดยปัจจุบันมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่พร้อมจ่ายน้ำมัน E20 ครอบคลุมทั่วประเทศเกือบ 5,000 แห่ง โดยแต่ละค่ายได้จัดแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อต้อนรับการรณรงค์ครั้งใหญ่ในรอบหลายปี ดังนี้

- OR (PTT Station) พร้อมให้บริการผ่านเครือข่ายปั๊มกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ มุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมจัดเตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาทดลองใช้

- บางจาก (Bangchak) ผู้บุกเบิกตลาด E20 มายาวนานเกือบ 20 ปี พร้อมให้บริการผ่านสถานีบริการกว่า 1,700 แห่ง จากเครือข่ายทั้งหมด 2,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ ล่าสุดส่งแคมเปญ "Green Miles ครบรอบ 20 ปี" เอาใจกลุ่มไรเดอร์ที่สมัครสมาชิกระบบ โดยจะได้รับคะแนนสะสมพิเศษเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่าเมื่อเติมน้ำมัน E20

- PTG (PT) พร้อมให้บริการจำหน่ายน้ำมัน E20 ผ่านสถานีบริการจำนวน 1,216 สาขาทั่วประเทศ จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิกบัตร "แมกซ์การ์ด" (Max Card) เมื่อเติมน้ำมัน E20 ระหว่างวันที่ 1 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 นี้ รับแต้มสะสมทันทีคูณสอง (2x แต้ม) จำกัดสิทธิ์รับคะแนนพิเศษสูงสุด 500 แต้มต่อเดือน

- เชลล์ (Shell) ประกาศจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย E20 ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมอบสิทธิ์พิเศษให้สมาชิกบัตร "เชลล์ โกพลัส" (Shell GO+) เมื่อเติมน้ำมัน E20 ครบทุก 500 บาท รับคะแนนสะสมทวีคูณเป็น 2 เท่าแบบไม่จำกัดจำนวนแต้ม แคมเปญเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 นี้ ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัวแคมเปญแบรนดิ้งในไตรมาสที่ 4 ชูเทคโนโลยีระดับโลก (World Class Technology) เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านคุณภาพน้ำมัน E20 ของเชลล์

- คาลเท็กซ์ (Caltex - Star Fuels) มีสถานีบริการพร้อมจำหน่ายน้ำมัน E20 รวมกว่า 350 แห่งทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมด้านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้และชี้ช่องทางประหยัดพลังงานที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

- ซัสโก้ (Susco และ Esso บาย ซัสโก้ จัดแคมเปญคืนกำไรตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 นี้ โดยลูกค้าที่เติมน้ำมัน E20 ที่ปั๊มซัสโก้และปั๊มเอสโซ่ (บาย ซัสโก้) จะได้รับคะแนน "Smart Member" ทวีคูณเป็น 2 เท่า ซึ่งคะแนนสะสมนี้สามารถนำไปแลกรับสินค้าพรีเมียม, แลกทองคำ (เมื่อสะสมคะแนนจำนวนมาก), หรือนำคะแนนไปแลกรับบริการและสินค้าใน "ร้านช่าง" ที่ตั้งอยู่ภายในปั๊มซัสโก้ได้ทันที

 

 

You can share this post!