“พิพัฒน์” หารือ “JETRO”–“หอการค้าญี่ปุ่น” รับฟังเสียงนักลงทุน เร่งแก้คอขวดโลจิสติกส์ “แหลมฉบัง–ICD–สุวรรณภูมิ” ดันขนส่งทางราง เสริมความเชื่อมั่นลงทุนไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พิพัฒน์” หารือ “JETRO”–“หอการค้าญี่ปุ่น” รับฟังเสียงนักลงทุน เร่งแก้คอขวดโลจิสติกส์ “แหลมฉบัง–ICD–สุวรรณภูมิ” ดันขนส่งทางราง เสริมความเชื่อมั่นลงทุนไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ Mr. ABE Ichiro ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (JETRO Bangkok) พร้อมคณะผู้บริหารหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC Bangkok) เข้าพบหารือแนวทางสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนญี่ปุ่นในประเทศไทย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย

โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบัง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือ ณ กระทรวงคมนาคม

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน กระทรวงคมนาคมจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคธุรกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นระบบคมนาคม การขนส่งสินค้า และโลจิสติกส์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและการตัดสินใจลงทุน

ในการหารือ JETRO Bangkok ได้นำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากบริษัทกว่า 500 แห่ง พบว่าดัชนีแนวโน้มธุรกิจ (DI) อยู่ที่ -6 และคาดว่าครึ่งปีหลังอยู่ที่ -7 โดยภาคธุรกิจยังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนโลจิสติกส์ แม้บางอุตสาหกรรมได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ การลงทุนเครื่องจักร และเทคโนโลยี AI

ภาคธุรกิจญี่ปุ่นได้เสนอให้ไทยเร่งเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยง “ท่าเรือแหลมฉบัง–ICD ลาดกระบัง–ระบบราง” รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่ง และเพิ่มความแน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เร่งแก้ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ โดยท่าเรือแหลมฉบังอยู่ระหว่างแก้ปัญหาความแออัดและการจราจรของรถบรรทุก ทั้งการจัดพื้นที่ การปรับปรุงถนนสายหลักภายในท่าเรือ และการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์เปล่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางระหว่าง ICD ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อลดการพึ่งพารถบรรทุก ลดต้นทุน ลดการจราจรและการปล่อยคาร์บอน โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณประมาณ 55 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ICD พร้อมเร่งกระบวนการจัดหาผู้ประกอบการตามรูปแบบ PPP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในระยะยาว

สำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีแผนเพิ่มขีดความสามารถด้าน Cargo และเขตปลอดอากร (Free Zone) ทั้งการพัฒนาอาคารขนถ่ายสินค้าแห่งที่ 3 การขยายพื้นที่รองรับผู้ประกอบการ และเตรียมนำระบบ Electronic Delivery Order (EDO) ในรูปแบบ One-Stop Service รวมถึง Digital Warehouse และระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเชื่อมโยง “บก–ราง–น้ำ–อากาศ” เป็นระบบเดียวกัน กระทรวงคมนาคมจึงอยู่ระหว่างพัฒนา Transport Data Center (TDC) เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ สนับสนุนการบริหารโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยนายพิพัฒน์เห็นว่าการเดินหน้าสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดควรดำเนินควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและไทยยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค

กระทรวงคมนาคมพร้อมรับฟังข้อเสนอจาก JETRO และนักลงทุนญี่ปุ่น และจะเร่งแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง ICD ลาดกระบัง ระบบราง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้การขนส่งรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

You can share this post!