“จระเข้”เผยภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยปี 2569 ส่อร่อแร่ หลัง SCB EIC ประเมินมูลค่ารวมทรงตัวที่ 1.41 ล้านล้านบาท เจอพิษสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ-สต็อกบ้านค้างกดดันภาคเอกชนหดตัว 1% ท่ามกลางวิกฤติความท้าทาย "จระเข้ คอร์ปอเรชั่น" ประกาศก้าวสู่ปีที่ 35 ชี้ช่องรอดตลาดปรับปรุงซ่อมแซมและรีโนเวทบ้านมือสองที่โตสวนกระแส งัดแผนครึ่งปีหลังส่ง 5 แบรนด์ย่อยลุยตั้งแต่สายเซฟ สาย DIY ยันพรีเมียม ควบคู่ดัน "J-Expert Ecosystem" พร้อมปักธงดันสัดส่วนส่งออก LMV แตะ 20% อย่างมั่นคง

ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยปี 2569 โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB EIC ว่า มีมูลค่าทรงตัวที่ราว 1.41 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาครัฐราว 860,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการในเมือง และภาคเอกชนราว 551,000 ล้านบาท ปรับลดลง 1% จากสต็อกที่อยู่อาศัยคงค้างและการชะลอตัวของโครงการที่พักระดับกลางถึงล่าง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ เซกเมนต์ที่ยังเติบโตได้ชัดเจนคือ การรีโนเวต ซ่อมแซม และบำรุงรักษา อาทิ งานกันซึม งานซ่อมแซมพื้นและถนน โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่มาจากโครงการรัฐ โรงแรม อาคารพาณิชย์ และพื้นที่ค้าปลีก นอกจากนี้ วัสดุก่อสร้างและตกแต่งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอาคารสีเขียว (Green Building), สุขภาพของผู้อยู่อาศัย (Healthy Living) และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ (Climate Resilience) กำลังเข้ามาเป็นรากฐานสำคัญของวงการก่อสร้างยุคใหม่ ในขณะที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพอากาศ และวิถีชีวิตที่ยั่งยืนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 แม้ว่าจะทรงตัวและชะลอเล็กน้อยในภาพรวม แต่ยังมีบางเซกเมนต์ที่เติบโตได้ ผู้เล่นที่เล็งเห็นทิศทางใหม่ของตลาดและพร้อมปรับตัว เร่งพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้ จะเติบโตได้อย่างมั่นคงและฝ่าความท้าทายไปได้ โดยจระเข้ มุ่งพัฒนาโซลูชันงานก่อสร้างครบวงจรจาก Pain Point จริงในวงการ ทั้งของช่าง ผู้บริโภค ตลอดจนนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง”ดร.จิรัฏฐ์ กล่าว
และเนื่องในโอกาสที่ธุรกิจก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 อย่างแข็งแกร่ง บริษัทฯพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมารีโนเวทบ้านมือสองแทนการซื้อบ้านใหม่เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ควบคู่ไปกับการจัดทัพแบรนด์สินค้า 5 แบรนด์ย่อยเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างระบบนิเวศช่างฝีมือ “J-Expert Ecosystem” เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างไทยสู่ระดับสากล และวางเป้าหมายระยะยาวในการสร้างความยั่งยืนด้วยการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง
สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันกำลังเผชิญสภาวะชะลอตัวจากความไม่แน่นอนของผู้บริโภค ปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน และปริมาณสินค้าคงเหลือสะสมจำนวนมากในตลาด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติดังกล่าวยังคงมีโอกาสเติบโตอย่างโดดเด่นในกลุ่มตลาดปรับปรุงซ่อมแซมหรือรีโนเวทบ้านมือสอง เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างมีกำลังซื้อบ้านใหม่ลดลงและยื่นขอสินเชื่อได้ยากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มักรับโอนบ้านต่อจากบิดามารดาและปรับปรุงพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตการทำงานที่บ้าน นอกจากนี้ตลาดก่อสร้างในกลุ่มโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กรุงเทพฯ โซนบางนา ภูเก็ต และเกาะสมุย ยังคงเติบโตอย่างร้อนแรงจากปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก แม้จะมีปัจจัยท้าทายจากรูปแบบทัวร์และกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจเองก็ตาม

ด้านแผนกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทฯพร้อมลุยเสริมแกร่งรุกธุรกิจ เน้นการเติบโตที่สมดุล เปิดช่องทางและโอกาสใหม่ทางธุรกิจรองรับทุกความท้าทาย ย้ำเป้าหมายสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างอย่างยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมก่อสร้างสีเขียวระดับภูมิภาค ผ่าน 5 แนวทาง (5 Business Execution Priorities) ขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่
1.Expert Innovation: พัฒนานวัตกรรมจาก Pain Point จริงของผู้ใช้งานและผู้อยู่อาศัย
2.International Standard: ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และ ESG สู่ระดับสากล ตอกย้ำภาพลักษณ์จระเข้ในฐานะผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างภายใต้มาตรฐานสากล
3.Thailand Market Leader: รักษาความเป็นผู้นำในตลาดไทยและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
4.Global Expansion: ขยายสู่ตลาด LMV และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย พร้อมมุ่งสู่บทบาทผู้นำวงการก่อสร้างสีเขียว
5.Future Potential: สร้าง Growth Engine ใหม่ เสาะหาโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจในระยะยาว

ทั้งนี้เพื่อตอบรับกับความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน บริษัทฯได้วางโครงสร้างแบรนด์สินค้าในเครือ จำนวน 5 แบรนด์หลัก เพื่อครอบคลุมตลาดทุกระดับ ได้แก่
-แบรนด์เรือธง"Jorakay USA" ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการนำสูตรและสั่งซื้อเคมีภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานอเมริกันเข้ามาผสมผสานกับมาตรฐานการติดตั้งของสหรัฐอเมริกาเพื่อทำตลาดระดับมาตรฐานถึงพรีเมียมในไทย
-แบรนด์ "ชาลาวัน" ที่ถูกส่งเข้ามาทำตลาดกลุ่มประหยัด เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวซีเมนต์ ยาแนว และวัสดุตกแต่งที่ไม่มีส่วนผสมของเคมีภัณฑ์ โดยมุ่งเป้าการขายไปยังประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก
-แบรนด์ที่ 3 คือ "Gator" ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประหยัดเช่นเดียวกัน แต่ครอบคลุมไปถึงเคมีภัณฑ์บางประเภทและเน้นทำตลาดในประเทศเวียดนาม
-แบรนด์ที่ 4 คือ "สีจระเข้" ซึ่งเน้นผลิตภัณฑ์สีแนวรักษ์โลกภายใต้แนวคิดสีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน โดยใช้ปูนซีเมนต์และปูนขาวเป็นเบสธรรมชาติ ปราศจากสารระเหยอินทรีย์เพื่อช่วยระบายความชื้นและปกป้องอาคาร
-แบรนด์น้องใหม่ล่าสุด "จระเข้ Easy" ที่พัฒนาขึ้นมาเจาะกลุ่มตลาดดีไอวาย (DIY) และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง โดยออกแบบให้มีขนาดบรรจุภัณฑ์ที่กะทัดรัดและจำหน่ายในลักษณะชุดอุปกรณ์ครบเซ็ตที่มีทั้งถุงมือและเกรียงปาดพร้อมใช้งานทันที
ในการขับเคลื่อนธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวซีเมนต์และยาแนวซึ่งเป็นแกนหลักของบริษัท จระเข้ยังคงมุ่งเน้นความสำคัญในเรื่องของมาตรฐานการใช้งานที่ถูกต้องและคุณภาพที่ยั่งยืน อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ "จระเข้เขียว" ที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มช่างว่าเป็นต้นทุนของความภูมิใจที่ช่วยให้งานผ่านการตรวจสอบและส่งมอบได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันบริษัทยังพัฒนากาวซีเมนต์เฉพาะทางสำหรับหินธรรมชาติเพื่อป้องกันการเกิดคราบขาวซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังการติดตั้งไปแล้วครึ่งปีหากใช้กาวซีเมนต์ทั่วไป

“ยืนยันว่าถึงแม้บริษัทจะต้องเผชิญหน้ากับความกดดันทางด้านต้นทุนวัตถุดิบหรือสภาวะสงคราม แต่บริษัทจะไม่มีการปรับลดมาตรฐานคุณภาพของสินค้าลงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากคุณภาพของวัสดุที่ไม่สร้างภาระในการซ่อมแซมให้แก่ผู้อยู่อาศัยในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ก่อสร้างซึ่งยังมีช่องว่างในตลาดอีกมาก อาทิ ระบบกันซึมห้องน้ำ ดาดฟ้า หลังคา และซีเมนต์ซ่อมรอยลอกร่อนบางพิเศษขนาด 2 มิลลิเมตรที่สามารถใช้งานฉาบทับพื้นผิวเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องทุบทิ้ง ซึ่งมีความทนทานสูงระดับงานหนักที่รถบรรทุกหรือรถโฟล์กลิฟต์ในคลังสินค้าสามารถวิ่งผ่านได้อย่างสะดวก”ดร.จิรัฏฐ์ กล่าว
ทั้งนี้เพื่อบูรณาการการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ จระเข้ได้ริเริ่มการสร้างระบบนิเวศ "J-Expert Ecosystem" ซึ่งประกอบด้วยนวัตกรรมสินค้า การขยายตลาดต่างประเทศ การบริหารช่องทางจำหน่ายที่สมดุล และการถ่ายทอดความรู้ผ่านสถาบันฝึกอบรม ในส่วนของช่องทางการจำหน่ายนั้น บริษัทมีจุดเด่นในการรักษาสมดุลระหว่างโมเดิร์นเทรดชั้นนำและร้านค้าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม โดยได้จัดตั้งโมเดล "จระเข้ Shop" เพื่อเป็นศูนย์กลางที่เพียบพร้อมไปด้วยพนักงานแนะนำสินค้าที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเปรียบเสมือนวิศวกรเพื่อคอยให้คำแนะนำเชิงเทคนิค ตลอดจนเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงผู้รับเหมาคุณภาพให้แก่ลูกค้า ขณะเดียวกัน "จระเข้ Academy" ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรและยกระดับฝีมือแรงงานภายนอก ผ่านความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการจัดสอบและออกใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพให้แก่ช่างปูกระเบื้องเพื่อนำไปใช้อัปเกรดวิชาชีพตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังได้จัดกิจกรรมแข่งขันฝีมือช่างระดับภูมิภาคภายใต้แคมเปญ "จระเข้ X" เป็นปีที่สองติดต่อกันในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเน้นคัดเลือกช่างท้องถิ่นตัวจริงมาแข่งขันปูกระเบื้องและงานติดตั้งระบบกันซึมตามมาตรฐานหน้างานจริง เพื่อสร้างแพลตฟอร์มในการแลกเปลี่ยนทักษะและฝีมือแรงงานระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
ดร.จิรัฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมถึง แผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ว่า บริษัทฯมีนโยบายกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกให้อยู่ที่ 15-20% ของรายได้รวม โดยยังคงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในกลุ่มตลาด LMV (ลาว เมียนมา และเวียดนาม)
ซึ่ง เวียดนามถือเป็นตลาดที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก จึงขับเคลื่อนผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการขยายตัวของเมือง โดยจระเข้มีฐานที่มั่นคงในภูมิภาคผ่าน JORAKAY Vietnam Co., Ltd. พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมมากในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 นี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวที่มากกว่าการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่าย
-สปป.ลาว ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นเนื่องจากเสถียรภาพของค่าเงินในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
-เมียนมา แม้ว่าจะมีปริมาณความต้องการและกำลังซื้อในระดับที่น่าสนใจ แต่ก็มีความท้าทายจากมาตรการควบคุมของภาครัฐและกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าที่เข้มงวดทำให้การส่งออกเป็นไปได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังคงส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมถึงการมองหาพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจไปสู่ภูมิภาคที่ห่างไกลอย่างแอฟริกาใต้ในอนาคต อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจต่างประเทศยังคงมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งความแตกต่างในข้อกฎหมายและกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ตลอดจนปัญหาพิกัดศุลกากรและการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนและเวียดนามที่ทะลักเข้ามาทำตลาด

ในด้านการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม บริษัทฯได้วางแนวคิดการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่เป็นสีเขียวไปจนถึงตัวผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทยึดหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เริ่มต้นจากคุณภาพของสินค้าเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แทนที่จะเน้นการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำแล้วหมุนกลับมารีไซเคิลใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 (Scope 1 and 2) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชน "จระเข้ จูเนียร์ แบดมินตัน" ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 การรณรงค์สอนการคัดแยกขยะพลาสติกในโรงเรียนรอบข้างออฟฟิศและโรงงานเพื่อนำมารีไซเคิลเป็นถังขยะพลาสติกส่งมอบคืนให้แก่สังคม รวมถึงการเดินหน้าโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการปลูกป่าชายเลนต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งต้องดูแลยาวนานถึง 10 ปี และแผนการปลูกป่าบกเพิ่มเติมจำนวน 100 ไร่ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีในปีถัดไป เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ