“OR” x “หยั่น หว่อ หยุ่น”ปลุกกระแสไวรัลเขย่าตลาดเครื่องดื่ม! ส่ง “เด็กสมบูรณ์” คอลแลบ “คาเฟ่ อเมซอน” รุกขยายพอร์ต Gen Z สะเทือน Red Ocean! ทลายทุกขีดจำกัดเครื่องปรุงรส สินค้าเกลี้ยง 2,000 สาขาใน 3 วัน
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“OR” x “หยั่น หว่อ หยุ่น”ปลุกกระแสไวรัลเขย่าตลาดเครื่องดื่ม! ส่ง “เด็กสมบูรณ์” คอลแลบ “คาเฟ่ อเมซอน” รุกขยายพอร์ต Gen Z สะเทือน Red Ocean! ทลายทุกขีดจำกัดเครื่องปรุงรส สินค้าเกลี้ยง 2,000 สาขาใน 3 วัน

OR เดินหน้าสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ในตลาดเครื่องดื่มไทย ผนึก “หยั่น ว่อ หยุ่น” แบรนด์ซีอิ๊วดำระดับตำนาน “เด็กสมบูรณ์”อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 80 ปี เปิดตัว “Baby Somboon Club” คอลแลบ  ระหว่าง “คาเฟ่ อเมซอน”และ “เด็กสมบูรณ์” รุกขยายตลาดกลุ่ม Gen Z เพิ่มในพอร์ตอีก 20% ท่ามกลางตลาดแข่งเดือด ระบุกระแสตอบรับล้นหลามจนสินค้าหมดเกลี้ยงกว่า 2,000 สาขาภายในเวลาเพียง 2 วัน สะท้อนยุทธศาสตร์การปรับตัวเป็น "ปลาเล็กที่เคลื่อนที่ไว" ของเด็กสมบูรณ์ และการไม่หยุดสร้างสีสันในตลาด Red Ocean ของ OR

 

ในยุคที่ผู้บริโภครุ่นใหม่โหยหาประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่าแค่สินค้าคุณภาพดี การจับมือกันของ 2 แบรนด์ที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดร่วมใดๆ เลยกลับกลายเป็นสูตรลับความสำเร็จที่สร้างกระแสได้อย่างถล่มทลาย และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรุงรส ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เด็กสมบูรณ์”, “ไอ-เชฟ” และ “แม็กชัพ” ได้จับมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ยักษ์ใหญ่ด้านไลฟ์สไตล์และค้าปลีกที่ครองใจคนไทยผ่านร้านกาแฟชื่อดัง เปิดตัว “เบบี้สมบูรณ์คลับ (Baby Somboon Club)” Collaboration ครั้งสำคัญที่นำจุดแข็งของ 2 แบรนด์จากคนละวงการ มาผสานกันอย่างสร้างสรรค์ ผ่านคอนเซปต์ “กาแฟ × ซีอิ๊ว” ซึ่งบางคนเห็นภาพขวดซีอิ๊วขนาด 30 มิลลิลิตร(มล.) ก็อาจเกิดความรู้สึกแปลกๆ นึกถึงภาพขวดซีอิ๊วขาวที่ใช้ปรุงอาหาร จะนำมาคอลแลบกับกาแฟหรือนมชมได้อย่างไร ซึ่งการร่วมมือของทั้ง 2 ค่ายนี้ ถือว่าสร้างประสบการณ์รสชาติใหม่ที่เหนือความคาดหมาย พร้อมตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาความแปลกใหม่ ความสนุก และประสบการณ์ที่สามารถบอกต่อได้

Collaboration ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำโลโก้สองแบรนด์มาวางเคียงกันเฉย ๆ แต่คือการนำจุดแข็งของทั้งสองวงการ ทั้งโลกของเครื่องปรุงรสและโลกของเครื่องดื่ม มาผสานกันอย่างสร้างสรรค์ผ่านคอนเซปต์สุดท้าทาย “กาแฟ × ซีอิ๊ว” โดยนำ ซอสคาราเมล อันเป็นเอกลักษณ์ของหยั่น หว่อ หยุ่น มาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่ม เกิดเป็นประสบการณ์รสชาติใหม่ที่ผสานความหวานละมุนแบบคาราเมลเข้ากับกลิ่นหอมเข้มข้นของกาแฟได้อย่างลงตัวเหนือความคาดหมาย

ความน่าสนใจของแคมเปญนี้อยู่ที่การตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด ทั้งความต้องการสัมผัสสิ่งแปลกใหม่ ความสนุกสนานที่แฝงมากับความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ “บอกต่อได้” หรือเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดยุคปัจจุบัน การผนึกกำลังระหว่างแบรนด์เครื่องปรุงรสระดับตำนานกับผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์อย่าง OR ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการทดลองรสชาติใหม่ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ผ่านการสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งอีกด้วย

 

นายไกรพิท เปรมมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดกาแฟในประเทศไทย ตลาดยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เนื่องจากอัตราการบริโภคกาแฟต่อคนต่อปีของคนไทย ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยน้อยกว่าประเทศแถบเอเชีย เช่น เกาหลีแ ละญี่ปุ่น ถึงเกือบ 50% ปัจจุบันตลาดกาแฟในไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7% ต่อปี ซึ่งคาเฟ่ อเมซอน พยายามขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตล้อไปกับทิศทางของตลาด และเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการแล้วประมาณ 5,000 สาขาทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดจะมีโอกาสสำหรับการเปิดร้านกาแฟใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่การแข่งขันในธุรกิจนี้ก็ยังคงเป็นสภาวะทะเลเดือด (Red Ocean) ที่รุนแรงตลอดเวลา สะท้อนจากปรากฏการณ์ที่ร้านกาแฟและร้านอาหารชื่อดังระดับตำนานทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ร้านคาเฟ่สามารถเปิดใหม่ได้ทุกวันและสามารถปิดตัวได้ทุกวันเช่นกัน โดยปัจจัยชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงคือแบรนด์ต้องมอบ "ความคุ้มค่า" เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ไม่ใช่เพียงแค่การมาถ่ายรูปครั้งเดียวแล้วจากไป โดยผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินตั้งแต่ระดับราคาหลักสิบไปจนถึงหลักร้อย หากได้รับรู้ว่าสิ่งที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ต่อประเด็นการเข้ามาแข่งขันของเชนร้านกาแฟต่างประเทศและการขยายตัวของคู่แข่งรายใหม่ๆ ในตลาดนั้น คาเฟ่ อเมซอน มองว่ากระแสการแข่งขันดังกล่าวเป็นสีสันของวงการที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ตลาดคึกคักและเกิดการตื่นตัว แทนที่จะเกิดความกังวล แบรนด์กลับใช้โอกาสนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้พนักงาน ตลอดจนหน้าร้านสาขาทุกแห่งเกิดการร่วมมือกันเพื่อปรับตัวและยกระดับประสิทธิภาพในการแข่งขัน เนื่องจากหากแบรนด์ยืดหยุ่นและหยุดนิ่งอยู่กับที่ ก็อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในระยะยาวและเสี่ยงต่อการถดถอยได้ในที่สุด

สำหรับการร่วมมือกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง คาเฟ่ อเมซอน และ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด นั้นเกิดขึ้นจากการใช้เวลาพัฒนาและคิดค้นสูตรร่วมกันเป็นระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ก่อนที่จะเปิดตัวและนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว โดยแคมเปญดังกล่าวนี้ ได้วางตำแหน่งเป็นเมนูพิเศษระยะสั้น (Flash Menu) ที่มีเวลาจำหน่ายจำกัดเพียง 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของคาเฟ่ อเมซอน ที่เน้นออกเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ๆ ทุก 2 เดือนเพื่อสร้างความตื่นเต้นและสร้างสีสันให้กับตลาดและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

“หลังจากเริ่มเปิดตัวแคมเปญตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยลูกค้าหลายรายระบุว่าเห็นผลิตภัณฑ์ครั้งแรกแล้วนึกถึงขวดซีอิ๊วดำ ซึ่งความแปลกใหม่นี้ได้กลายเป็นจุดดึงดูดใจที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่ารสชาติของกาแฟและซีอิ๊วดำจะเข้ากันได้อย่างไร และต้องการเข้ามาลิ้มลองเครื่องดื่มเมนูนี้ด้วยตนเอง” นายไกรพิท กล่าว

ในด้านของกลยุทธ์การตลาด คาเฟ่ อเมซอน ไม่ได้มุ่งเน้นหรือคาดหวังเป้าหมายยอดขายเป็นอันดับแรก แต่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แก่วงการการตลาดและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยที่ตกอยู่ในภาวะนิ่งสนิทมาเป็นเวลานาน โดยแคมเปญนี้คือ "Cross-Platform Campaign" ซึ่งเป็นการนำแบรนด์ต่างขั้วจากนอกอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสมาผสมผสานและทำงานร่วมกันในรูปแบบเครื่องดื่ม ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้จริง การสร้างสรรค์นี้ไม่เพียงสร้างสีสันแต่ยังมุ่งหวังให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการธุรกิจ โดยเบื้องหลังการพัฒนาสูตรนั้น ทาง OR ได้ใช้ระยะเวลาในการเจรจากับกลุ่มหยั่น หว่อ หยุ่นฯ ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าแก่ของไทยที่อยู่คู่ครัวเรือนมานานกว่า 80 ปี และแทบทุกบ้านต้องมีขวดซีอิ๊วดังกล่าวนี้ติดไว้ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาสูตรที่สามารถนำไซรัปพิเศษหรือรสชาติของซีอิ๊วมาผสมผสานกับกาแฟสูตรซิกเนเจอร์อันเข้มข้นและหอมกรุ่นของคาเฟ่ อเมซอน ได้อย่างลงตัวที่สุดก่อนจะตัดสินใจเปิดตัวสู่สาธารณชน

 

การคอลแลบครั้งนี้ ได้นำจุดแข็งด้านเครื่องดื่มยอดนิยมของคนไทยที่มีเครือข่ายกว่า 4,800 สาขาทั่วประเทศ มาผสานกับความรสชาติซีอิ๊วอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กสมบูรณ์ เพื่อสร้าง Product Experience ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง สร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ เกิดเป็น 2 เมนูไฮไลต์ ได้แก่

-เอสเปรสโซเย็นซีอิ๊วคาราเมล (Iced Espresso Caramel Soy Sauce) ราคา 89 บาท เอสเปรสโซเข้มข้น ผสานความหอมหวานของคาราเมลและซีอิ๊วดำไซรัป เติมมิติให้รสชาติกาแฟมีความเข้ม หอม กลมกล่อม พร้อมรสหวานเค็มที่ซ่อนอยู่ในแบบที่คาดไม่ถึง

-นมสดปั่นซีอิ๊วคาราเมล (Milky Frappe Caramel Soy Sauce) – ราคา 89 บาท นมสดปั่นเนื้อเนียนนุ่ม ผสานความหอมหวานของคาราเมลกับรสกลมกล่อมของซีอิ๊วดำไซรัป ให้ความหวานมันละมุน พร้อมมิติของรสชาติที่แตกต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป

"ผลลัพธ์จากการวิจัยและทดสอบรสชาติร่วมกันหลายครั้งทำให้OR ตัดสินใจเลือกเปิดตัวเครื่องดื่มพิเศษ 2 รสชาติ ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรสชาติที่มียอดขายอันดับหนึ่งอย่าง 'เอสเย็น' (Es-Yen) ที่คนไทยคุ้นเคยและชื่นชอบเป็นทุนเดิม ขณะที่อีกหนึ่งรสชาติได้รับการออกแบบมาให้ผสานกับซอสคาราเมลสีดำเพื่อเลียนแบบเอกลักษณ์ของซีอิ๊วดำ หากต้องการสัมผัสรสชาติอันเข้มข้นที่แท้จริง ควรรับประทานคู่กับเมนูนมปั่นของทางร้าน"นายไกรพิท กล่าว

นอกเหนือจากการร่วมคอลแลบ 2 เมนูนี้แล้ว คาเฟ่ อเมซอน ยังเตรียมสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอีกระลอก โดยในอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์นี้ จะมีโปรเจกต์เซอร์ไพรส์รอบ 2 ร่วมกับหยั่น หว่อ หยุ่นฯอีกด้วย อีกทั้งในอนาคตยังมีแผนการคอลแลบร่วมกับพันธมิตรรายอื่นอีกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของสินค้าเบเกอรี่ ป๊อปคอร์น และเครื่องดื่ม เนื่องจากคาเฟ่ อเมซอน มีศักยภาพในการขยายความร่วมมือข้ามแบรนด์ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

สำหรับเป้าหมายด้านกลุ่มลูกค้า แคมเปญดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดเจเนอเรชันใหม่อย่าง "Gen Z" โดยเฉพาะ พร้อมๆ กับการรักษากลุ่มลูกค้าฐานเดิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม "Gen Y" ที่คิดเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ปัจจุบันคาเฟ่ อเมซอน มีสัดส่วนลูกค้ากลุ่ม Gen Z อยู่ที่ประมาณ 20% และแบรนด์ตั้งเป้าหมายที่จะรุกตลาดกลุ่ม Gen Z ให้เข้ามาใช้บริการและเพิ่มสัดส่วนในพอร์ตให้ได้อีกประมาณ 20%

ซึ่งมองว่ากลุ่ม Gen Z คือกลุ่มประชากรที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะพวกเขาคือผู้ใหญ่ที่จะมีกำลังซื้อหลักในอนาคต และมีพฤติกรรมรักการใช้โซเชียลมีเดีย คาเฟ่ อเมซอน จึงเน้นสร้างสรรค์เครื่องดื่มในลักษณะ "Instagrammable" ที่ออกแบบมาให้สวยงาม น่าถ่ายภาพลงอินสตาแกรมเพื่อแชร์ต่อในสังคมออนไลน์ ซึ่งกระบวนการทดลองชิมนี้จะดึงดูดใจให้เกิดการซื้อครั้งแรกด้วยความสงสัย ก่อนจะนำไปสู่การซื้อซ้ำ ทั้งนี้ หากเมนูพิเศษนี้ประสบความสำเร็จและมีเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ก็พร้อมจะพิจารณาที่จะขยายระยะเวลาแคมเปญออกไปอีกในอนาคต

 

นายวสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการบริหารและผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของแคมเปญความร่วมมือสุดแปลกใหม่นี้ เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของตน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามและได้ลิ้มลอง "กาแฟเกลือ" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดสร้างสรรค์ว่า หากสามารถนำเกลือมาผสมกับกาแฟเพื่อสร้างรสชาติที่กลมกล่อมได้ ซีอิ๊วซึ่งมีรสเค็มและเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็น่าจะสามารถนำมาผสมผสานกับกาแฟได้เช่นเดียวกัน เมื่อเดินทางกลับมาประเทศไทย แบรนด์เด็กสมบูรณ์จึงมุ่งมั่นพัฒนาสูตรเครื่องดื่มนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้รับโอกาสสำคัญจากพาร์ทเนอร์รายใหญ่อย่าง คาเฟ่ อเมซอน ที่เปิดกว้างและให้โอกาสแบรนด์เด็กสมบูรณ์ได้แสดงตัวตนและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

“หลังจากที่แคมเปญถูกปล่อยออกสู่ตลาดเพียงไม่กี่วัน กระแสตอบรับกลับดีเกินความคาดหมายอย่างถล่มทลาย โดยเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับจำหน่ายตลอดทั้งเดือนหรือ 30 วัน กลับขายหมดเกลี้ยงในหลายสาขาภายในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ข้อมูลล่าสุดระบุว่าจากจำนวนสาขาของคาเฟ่ อเมซอน ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 4,000 สาขา ปรากฏว่ามีสาขาที่สินค้าหมดไปแล้วกว่า 50% หรือประมาณ 2,000 สาขาภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ปรากฏการณ์นี้สร้างความประหลาดใจและความยินดีให้แก่ทีมงานอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ทีมงานยอมรับว่ามีความกังวลว่าผู้บริโภคจะยอมรับแนวคิดสุดขั้วนี้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทางโรงงานของเด็กสมบูรณ์กำลังเร่งกระบวนการผลิตสินค้าอย่างเต็มกำลังเพื่อจัดส่งไปยังหน้าร้านสาขาต่างๆ ให้ทันต่อความต้องการ และขอให้ผู้บริโภคใจเย็น ๆ เพื่อรอลิ้มลองรสชาติที่แปลกใหม่นี้” นายวสุพล กล่าว

นายวสุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ (Big Move) ในการพิสูจน์ว่า ซอสปรุงรสในขวดที่เคยถูกจำกัดบทบาทอยู่เพียงแค่ในห้องครัวหรือวางอยู่ข้างจานอาหาร สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ออกมาอยู่ในรูปแบบของเครื่องดื่มยอดนิยมได้สำเร็จ แบรนด์เด็กสมบูรณ์เคยปูทางความแปลกใหม่นี้มาแล้วผ่านการทำแคมเปญไอศกรีมซีอิ๊วดำ และการคอลแลบกับคาเฟ่ อเมซอน ครั้งนี้ ยิ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ โดยแบรนด์มุ่งหวังปรับเปลี่ยนภาพจำของผู้บริโภคว่า “เด็กสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แบรนด์เครื่องปรุงรสที่เน้นการผัดแกงทอดทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์ที่ส่งมอบทั้งรสชาติและความทรงจำอันดีให้แก่ผู้คน” โดยแคมเปญกาแฟซีอิ๊วดำนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจในฐานะนวัตกรรมเครื่องดื่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก ซึ่งไม่มีประเทศใดเคยทำมาก่อน

ทั้งนี้การเจาะกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่อย่าง "Gen Z" ถือเป็นเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่เด็กสมบูรณ์พยายามขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ด้วยการทำตลาดที่ยาวนานของแบรนด์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมากว่า 80 ปี แบรนด์มีความตระหนักดีว่าจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ดูเก่าแก่หรือกลายเป็น "คนแก่สมบูรณ์" ไปตามกาลเวลา ดังนั้น การสร้างสรรค์แคมเปญที่มีความสนุกสนาน แปลกใหม่ และน่าตื่นเต้น จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสดใหม่และความเยาว์วัยให้กับแบรนด์อยู่เสมอ นอกเหนือจากการออกเมนูเครื่องดื่มสุดล้ำแล้ว แบรนด์ยังได้มีการเปิดตัวมาสคอต (Mascot) รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้างการจดจำและเป็นตัวแทนสื่อสารภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย น่ารัก และร่วมสมัย เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

“แม้จะมีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยืนยันว่าปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่สำคัญที่สุดคือการรักษาคุณภาพ มาตรฐานด้านรสชาติ และความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์เฉกเช่นวันแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา แบรนด์ให้ความสำคัญกับความทรงจำและความผูกพันที่ผู้บริโภคมีต่อผลิตภัณฑ์ ดังสะท้อนจากเสียงสะท้อนของลูกค้าที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เช่น กลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศที่ส่งข้อความมาขอบคุณสำหรับการคิดค้นนวัตกรรม "ซีอิ๊วเม็ด" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ซอสเม็ดรูปแบบใหม่ที่พกพาสะดวก โดยพวกเขาบอกว่าซีอิ๊วเม็ดนี้มีความหมายต่อจิตใจอย่างยิ่งเมื่อต้องไปใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในต่างแดนอันไกลโพ้น เพราะรสชาติของซีอิ๊วช่วยให้พวกเขานึกถึงอาหารฝีมือแม่และบ้านเกิด หรือกรณีของเจ้าของร้านอาหารริมทางรายหนึ่งที่เข้ามาขอบคุณแบรนด์ที่ผลิตซอสคุณภาพดีออกมา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาทำมาหากินและส่งเสียบุตรจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนให้แบรนด์มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและมื้ออาหารแห่งความสุข”นายวสุพล กล่าว

ในส่วนของทิศทางการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตนั้น หยั่น หว่อ หยุ่น ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) และรวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่ภาพจำของแบรนด์ขนาดใหญ่จะต้องเน้นการผลิตสินค้าในปริมาณมากระดับแมส (Mass Production) เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันแบรนด์เปลี่ยนแนวคิดการดำเนินงานโดยเปรียบเปรยตนเอง "จะไม่ยอมเป็นปลาใหญ่ที่อุ้ยอ้ายอีกต่อไป แต่จะเป็นปลาเล็กที่เคลื่อนที่ได้ไวและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว" กลยุทธ์นี้สะท้อนผ่านการปรับงบลงทุนและรูปแบบของโรงงานผลิต โดยแทนที่จะสร้างโรงงานสเกลขนาดใหญ่เพื่อผลิตสินค้าประเภทเดียวในปริมาณมหาศาล แบรนด์กลับเลือกสร้างโรงงานขนาดเล็กเพิ่มเติมขึ้นมาประมาณ 5-6 แห่งเพื่อใช้เป็นโรงงานทดลองระดับต้นแบบ (Pilot Plant) ซึ่งทำให้สามารถย่อสเกลการผลิตเพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในตลาดได้อย่างรวดเร็วและประเมินแนวโน้มได้อย่างแม่นยำก่อนที่จะตัดสินใจขยายกำลังการผลิต

ดังนั้น การก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แบรนด์รถยนต์บนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีตที่มีเพียงไม่กี่แบรนด์ยอดนิยม เป็นตัวอย่างที่ชี้ชัดว่าผู้บริโภคต้องการทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง นวัตกรรมอย่าง "ซีอิ๊วเม็ด" จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อมอบประสบการณ์และทางเลือกใหม่ที่หลุดพ้นจากแพทเทิร์นการใช้งานขวดแก้วแบบเดิมๆ ที่ใช้มานานกว่า 80 ปี แม้ว่าในทางปฏิบัติซอสรูปแบบเม็ดจะยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนซอสรูปแบบน้ำได้เต็ม 100% ในปัจจุบันก็ตาม นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้เล็งเห็นถึงเมกะเทรนด์โลกที่ผู้คนหันมาลงทุนและใส่ใจเรื่องสุขภาพมากกว่าการแสดงออกเชิงวัตถุนิยมเหมือนในอดีต นำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ลดปริมาณน้ำตาล (Sugar-free) เพื่อรองรับแนวโน้มตลาดรักสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

สำหรับการบุกตลาดต่างประเทศ หยั่น หว่อ หยุ่น ถือเป็นแบรนด์ที่มีความยืดหยุ่นสูงในการปรับแต่งรสชาติให้สอดคล้องกับรสนิยมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น การส่งออกผลิตภัณฑ์ "น้ำจิ้มไก่" ไปยัง 70 ประเทศทั่วโลก ที่มีการพัฒนาและปรับสูตรเฉพาะตัวสูงถึง 70 สูตร เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคบางประเทศที่ชอบรสหวานจัด หรือบางประเทศที่ต้องการรสชาติเผ็ดจัดหรือหวานน้อย ความยืดหยุ่นในลักษณะของกลุ่ม "ปลาเล็ก" หลาย ๆ ตัวเช่นนี้ ทำให้แบรนด์สามารถตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกและคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดสากลได้มากกว่าการผลิตสูตรมาตรฐานสูตรเดียว ปัจจุบัน ตลาดหลักในต่างประเทศของเด็กสมบูรณ์ประกอบไปด้วย ภูมิภาคยุโรป สหรัฐอเมริกา และภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับจากสินค้าเครื่องปรุงรสทั่วไป ไปสู่การนำเสนอวัฒนธรรมการกินของไทย หรือ "Soft Power" ไปทั่วโลก โดยเปรียบเทียบอาหารไทยที่มีมิติรสชาติครบถ้วน ทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม มัน เสมือนกับวงดนตรีออเคสตร้าที่มีความไพเราะและสมบูรณ์แบบในตัวเอง และแบรนด์พร้อมจะเป็นหนึ่งใน "Sauce Power" ที่พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมความอร่อยของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล

 

You can share this post!