“สวทช.”ผนึก “Dr. Pong” ประกาศสงคราม Deep-Tech ปั้น “Ziamosome” ล้มยักษ์ข้ามชาติ ชิงเค้ก Longevity 5 แสนล้านบาท ดันเป้าแชร์ 5% นำร่องส่งออกเกาหลีใต้สำเร็จ
สุขภาพ

“สวทช.”ผนึก “Dr. Pong” ประกาศสงคราม Deep-Tech ปั้น “Ziamosome” ล้มยักษ์ข้ามชาติ ชิงเค้ก Longevity 5 แสนล้านบาท ดันเป้าแชร์ 5% นำร่องส่งออกเกาหลีใต้สำเร็จ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) ผนึกกำลัง ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ ประกาศยุทธศาสตร์ปฏิวัติวงการเทคโนโลยีชีวภาพระดับโลก ชูนวัตกรรมระดับลึก "Ziamosome" (สยามโซม) ระบบนำส่งสารนาโน GPS ทะลวงเซลล์เป้าหมายอย่างแม่นยำ ลบจุดอ่อนสารนำเข้าที่แพ้แดดไทย ปลุกชีพสมุนไพรไทยสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง พร้อมนำทัพไทยบุกชิงส่วนแบ่งตลาด Longevity Economy ตั้งเป้าปั๊มมูลค่าเศรษฐกิจพุ่งแตะ 5 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี

 

ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) หรือ สวทช. เปิดเผยถึงทิศทางอนาคตของประเทศไทยภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aging Society) ว่า ในเชิงเศรษฐกิจแล้ว สวทช. ไม่ได้มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความน่ากลัว แต่คือโอกาสทองของธุรกิจที่เรียกว่า Longevity Economies ที่จะต้องคว้ามาให้ได้ด้วยการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุน

ปัจจุบันมูลค่าตลาดของกลุ่มสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive Compounds) รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารเสริม และเวชสำอาง (Cosmeceuticals) มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องสูงกว่า 8% ต่อปี แม้ว่าโลกจะเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ก็ตาม อย่างไรก็ดี ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากการเป็นเพียง “ผู้ส่งออกวัตถุดิบดิบขั้นพื้นฐาน” หรือวัตถุดิบแบบหยาบที่ยังไม่แปรรูป ซึ่งมักจะเผชิญกับสงครามราคาที่ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง ไปสู่การพัฒนาสารสกัดที่มีมูลค่าสูงที่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนรูปและควบคุมคุณภาพ

การผสานความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยระดับประเทศและภาคเอกชนไทยในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างของการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติที่มีความพร้อมทั้งทางด้านห้องปฏิบัติการชั้นนำและทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ได้นำเอาเทคโนโลยีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการกักเก็บสารระดับนาโน (Nano Encapsulation) เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด ที่มุ่งมั่นพัฒนาอนุภาคนาโนรูปแบบใหม่ๆ เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ดร.พงศ์ ได้นำเอาจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในการจัดจำหน่าย การสร้างพันธมิตรทางการค้า และการขยายตลาดจากในประเทศไปสู่ระดับโลก เข้ามาช่วยต่อยอดผลงานวิจัยจากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์การสร้างความยั่งยืนร่วมกันที่จะส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ ทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สวทช. ได้ตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ในการผลักดันให้ประเทศไทยแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนวัตกรรมมูลค่าสูงนี้ให้ได้ 5% หรือคิดเป็นมูลค่าการสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่า (Value Add) ให้แก่ประเทศมากกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านการนำความได้เปรียบทางทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) มาแปรรูปยกระดับให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับพรีเมียม โดยใช้ 3 ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อน ได้แก่

1.การอัปเกรดตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Upgrade): เปลี่ยนวัตถุดิบต้นน้ำจากพืชและสมุนไพรเกษตรให้เป็นสารสกัดคุณภาพสูงตลอดห่วงโซ่การผลิต

2.การทดสอบมาตรฐานสากล (Scientific Validation): ส่งมอบผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งในด้านปริมาณสารสำคัญ ประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ และความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ฉลาดเลือกและมักศึกษาข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์

3.การแข่งขันด้วยเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-Tech & Green Technology): เลิกแข่งขันด้านราคาต่ำ แต่หันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีการกักเก็บสารระดับนาโน (Nanoencapsulation) ในการนำส่งสารออกฤทธิ์

“สวทช. ได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ บริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด ร่วมปฏิวัติวงการเทคโนโลยีชีวภาพและเครื่องสำอางไทย ด้วยการร่วมกันคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมระบบนำส่งสารระดับนาโนในชื่อ “สยามโมโซม” (Siamosome) ที่มีสัดส่วนมูลค่าห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ในประเทศสูงถึงร้อยละ 90 มุ่งทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของอุตสาหกรรมเวชสำอางนำเข้าที่เผชิญปัญหาเสถียรภาพการทนความร้อนในสภาพภูมิอากาศไทยและต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว ความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับสากล แต่ยังเป็นการผลักดันความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบสมุนไพรไทยให้แปรสภาพสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง ตอบโจทย์ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสุขภาพของประเทศ พร้อมวางแผนต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารเสริมและยาสมุนไพรในอนาคตเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีชีวภาพระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว

การผสานความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยระดับประเทศและภาคเอกชนไทยในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างของการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติที่มีความพร้อมทั้งทางด้านห้องปฏิบัติการชั้นนำและทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ได้นำเอาเทคโนโลยีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการกักเก็บสารระดับนาโน (Nano Encapsulation) เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด ที่มุ่งมั่นพัฒนาอนุภาคนาโนรูปแบบใหม่ๆ เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ดร.พงศ์ ได้นำเอาจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในการจัดจำหน่าย การสร้างพันธมิตรทางการค้า และการขยายตลาดจากในประเทศไปสู่ระดับโลก เข้ามาช่วยต่อยอดผลงานวิจัยจากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์การสร้างความยั่งยืนร่วมกันที่จะส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ ทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายหลักของประเทศไทยที่ผ่านมาคือ แม้จะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีพืชสมุนไพรและจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพ เช่น บัวบก ขมิ้น หรือกระชายดำ แต่ที่ผ่านมามักประสบปัญหาการถูกต่างชาติ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาซื้อวัตถุดิบต้นน้ำในราคาต่ำไปแปรรูปเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีมูลค่าสูง แล้วนำกลับมาขายให้คนไทยในราคาแพง ดังนั้น โจทย์สำคัญในการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันครั้งนี้ จึงอยู่ที่ความต้องการเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่มูลค่าใหม่ โดยให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ขายสารออกฤทธิ์ที่มีมูลค่าสูงเสียเอง ภายใต้การสร้างแบรนด์เทคโนโลยีที่เป็นชื่อของประเทศไทยเองเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก

หนึ่งในปัญหาสมุนไพรและสารสกัดธรรมชาติของไทยคือความไม่คงตัว เสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอสภาพแวดล้อม เช่น แสง ความชื้น หรืออากาศ ซึ่งส่งผลให้กลิ่น สี และประสิทธิภาพลดลง นาโนเทค สวทช. จึงได้นำเทคโนโลยี Nanoencapsulation เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างตรงจุด โดยการนำสารสำคัญที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น วิตามินซี สารสกัดจากชาเขียว หรือสารสกัดจากสาหร่าย มาห่อหุ้มไว้ตรงกลาง (Core) เพื่อปกป้องประสิทธิภาพสารให้มีความคงตัวสูงขึ้นและยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยของนาโนเทคยังมีความเชี่ยวชาญในการทำ Particle Engineering หรือการแปรรูปโครงสร้างอนุภาคให้ออกมาในขนาดที่ต้องการ เพื่อให้พื้นผิวของอนุภาคนาโนสามารถละลายน้ำได้ดีขึ้น หรือมีความสามารถในการยึดเกาะกับผิวหนังและอวัยวะเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน นาโนเทค สวทช. มีการดำเนินโปรแกรมสำคัญที่เรียกว่า "ไต" (Ties/Tri) ซึ่งมุ่งเน้นการแปลงความหลากหลายทางชีวภาพไปสู่สารออกฤทธิ์คุณภาพสูง ปัจจุบันมีสารออกฤทธิ์ที่มีความพร้อม (Active Compounds) มากกว่า 14 ชนิด ครอบคลุมทั้งกลุ่มเวชสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีการนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปจัดแสดงในงาน Vital Food บูธ B35 พร้อมทั้งเปิดตัวแพลตฟอร์มการสื่อสารระหว่างนักวิจัยและภาคเอกชนที่เรียกว่า "X Platform" เพื่อช่วยอธิบายผลการทดสอบแก่ผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด กล่าวถึงเบื้องลึกความร่วมมือและ Pain Point สำคัญของอุตสาหกรรมบิวตี้ไทย ว่า ที่ผ่านมาแบรนด์เครื่องสำอางไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสารสกัดและสารสำคัญ (Active Ingredients) จากต่างประเทศเกือบ 100% แม้ว่าประเทศไทยจะมีนักวิจัยที่เก่งและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กลับตกไปอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติทั้งหมด ทำให้มูลค่าเพิ่มตกอยู่กับต่างประเทศเช่น เทคโนโลยีนำส่งสารประเภท "ไลโปโซม" (Liposome) ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มักมีข้อจำกัดด้านสูตรการผลิต เนื่องจากบริษัท B2B ต่างประเทศมักกำหนดให้ใส่ในสัดส่วนเพียง 0.5% - 1% เท่านั้น ทำให้แบรนด์ไม่สามารถใส่สารออกฤทธิ์ได้สูงตามที่ต้องการ เช่น หากต้องการประสิทธิภาพจากวิตามินซีเข้มข้น แต่อยู่ในไลโปโซมนำเข้าที่ใส่ได้น้อย ประสิทธิภาพที่ได้ย่อมไม่ตอบโจทย์เต็มที่ นอกจากนี้ ไลโปโซมนำเข้าเหล่านั้นถูกวิจัยในสภาพแวดล้อมเมืองหนาว เมื่อนำมาเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย ไลโปโซมมักจะสลายตัวและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

เพื่อทลายขีดจำกัดเหล่านี้ บริษัทฯ จึงร่วมมือกับ นาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยี “สยามโซม” (Ziamosome - สะกดด้วยตัว Z เพื่อแสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทยในเวทีสากล) โดยร่วมทดสอบทั้งด้านความคงตัว (Stability) และประสิทธิภาพ (Efficacy) ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ร้อนชื้นของประเทศไทย และทดสอบกับสภาพผิวของคนไทยโดยเฉพาะ ผ่านการทดสอบที่ศูนย์ Skin Research Lab (SRL) และ CL

เทคโนโลยี Ziamosome เป็นนวัตกรรมนำส่งสารประเภท "นาโนไนโซม" (Nano-niosome) ที่มีขนาดอนุภาคตรงตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด จุดเด่นสำคัญคือการเป็น "Targeted Delivery System" ที่เปรียบเสมือนมีระบบนำทาง GPS หรือกุญแจไขเพื่อเข้าสู่เซลล์เป้าหมายโดยตรง (เช่น เซลล์ที่สร้างเม็ดสีผิว) ทำให้ประสิทธิภาพการบำรุงล้ำลึก ตรงจุด และปลอดภัยสูงสุดโดยไม่กระจายตัวไปทำลายส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง

ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้ ได้สะท้อนออกมาใน 2 มิติหลักที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการเครื่องสำอางระดับโลก ได้แก่

1.การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "G89": ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ตัวใหม่ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม โดยแบรนด์ ดร.พงศ์ ใส่สารสกัดอัจฉริยะ Ziamosome เข้าไปสูงถึง 89% (ปลดล็อกขีดจำกัดเดิมจากสารสกัดนำเข้าที่ใส่ได้เพียง 0.5% - 1%) เพื่อมอบผลลัพธ์การบำรุงที่เข้มข้นที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

2.การส่งออกลิขสิทธิ์เทคโนโลยีสู่ประเทศเกาหลีใต้: ล่าสุดมีบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่จาก ประเทศเกาหลีใต้ ตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อสารสกัดนวัตกรรม Ziamosome นี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถของ Deep-Tech สัญชาติไทยว่าได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้จริง และช่วยลบความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า "งานวิจัยไทยดีแต่เก็บไว้บนหิ้ง"

ความสำเร็จของ Ziamosome ยังได้รับการการันตีด้วยการคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมความงามอันทรงเกียรติระดับโลกจากสถาบัน GD และสถาบัน BSB จากประเทศฝรั่งเศส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เราต้องการเปลี่ยนแนวคิดของอุตสาหกรรมไทย จากเดิมที่เราภูมิใจแค่คำว่า 'Made in Thailand' ซึ่งตอนนี้แม้แต่บริษัทจีนก็มาตั้งโรงงานผลิตในไทยได้ แต่เป้าหมายถัดไปของประเทศคือยุคของ 'Technology from Thailand' ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นและวิจัยจากประเทศไทยอย่างแท้จริง การร่วมมือกับ นาโนเทค สวทช. ในครั้งนี้ช่วยให้เราเดินข้ามหุบเขามรณะของงานวิจัยมาสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ และหากคนไทยมีความเชื่อมั่น ยอมรับในเทคโนโลยีและสินค้าไทยแบรนด์ไทย ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมนวัตกรรมไทยจะสามารถก้าวไปได้ไกลและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”นพ.ยุวพงศ์ กล่าว

ในอดีต อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าระบบนำส่งสารประเภทลิโพโซม (Liposome) จากบริษัทข้ามชาติในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนที่สูงมากจนผู้ประกอบการไทยสามารถใส่สารนำส่งเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ได้เพียงในสัดส่วนที่น้อยมาก เช่น ประมาณร้อยละ 0.5 ถึง 1 เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น สารนำเข้าเหล่านั้นไม่ได้ผ่านการทดสอบในสภาวะภูมิอากาศของประเทศไทย เมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแสงแดดที่รุนแรง สารลิโพโซมนำเข้ามักจะสลายตัวและสูญเสียเสถียรภาพไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นวัตกรรม "สยามโมโซม" ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเน้นเรื่องความเสถียร (Stability) ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยต่อผิวของคนไทยอย่างสูงสุดเป็นสำคัญ

เมื่อพิจารณาในแง่โครงสร้างห่วงโซ่มูลค่า นวัตกรรม "สยามโมโซม" มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ที่เกิดขึ้นภายในประเทศสูงถึงร้อยละ 90 ของห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด โดยหลีกเลี่ยงการผลิตสารที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน (Commodity) ที่มีลักษณะการผลิตแบบเน้นปริมาณและแข่งขันสูง เช่น วิตามินซี แต่จะมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบโภคภัณฑ์เหล่านั้นมาห่อหุ้มและปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยเพื่อเพิ่มมูลค่า ระบบการนำส่งสารดังกล่าวทำหน้าที่เสมือนการปรับจูนคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์ให้สามารถซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ลดผลข้างเคียง และทำให้ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นจุดที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์และทีมนักวิจัยมูลค่าสูง

ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับนาโนเทคในครั้งนี้ ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับการนำเข้าในอดีต โดยเมื่อซัพพลายเชนทั้งหมดถูกย้ายมาผลิตภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญจนสามารถแข่งขันกับบริษัทผลิตสารเคมีต่างประเทศได้ และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สูตรเข้มข้นอย่าง G89 สามารถบรรจุระบบนำส่งสารดังกล่าวได้สูงถึงร้อยละ 89 ในราคาที่เข้าถึงได้และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม การที่บริษัทต่างชาติไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกันนี้ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุตสาหกรรม B2B ที่มักมุ่งเน้นแต่การลดต้นทุนเพื่อตอบสนองตลาดผู้ซื้อรายใหญ่ และมักเลือกใช้เทคโนโลยีภายในภูมิภาคของตนเอง เช่น บริษัทฝรั่งเศสที่เลือกใช้เทคโนโลยีจากฝรั่งเศสเท่านั้น ขณะที่แบรนด์ของไทยสามารถมองเห็นความต้องการของตลาดปลายทางได้โดยตรงและใช้หลักฐานผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการทดสอบเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ระดับมาตรฐานสากล (Benchmark) มาเป็นตัวพิสูจน์

สำหรับกลไกการทำงานของ "สยามโมโซม" นั้น เป็นระบบนำส่งสารที่ทำงานโดยการกักเก็บสารสำคัญที่ร่างกายต้องการหรือสารออกฤทธิ์ต่างๆ เอาไว้ภายใน โดยมีความพิเศษที่บริเวณพื้นผิวของอนุภาคจะมีตัวจับที่ทำหน้าที่เสมือน "เข็มทิศนำทาง" คอยนำพาสารสำคัญที่ถูกกักเก็บไว้เดินทางเข้าสู่เซลล์เป้าหมายหรืออวัยวะเป้าหมายได้อย่างแม่นยำสูงสุด ส่งผลให้ร่างกายและผิวพรรณสามารถดูดซึมสารออกฤทธิ์เหล่านั้นไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวเท่านั้น แต่มีแผนงานระยะยาวที่จะขยายและต่อยอดเทคโนโลยีสยามโมโซมไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง โดยระยะถัดไปจะเริ่มขยายไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplements) รวมถึงการประยุกต์ใช้ร่วมกับยาสมุนไพรต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป

 

 

 

You can share this post!