โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดสถิติสุดช็อก คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญวิกฤติโรคตาแห้งพุ่งสูงถึง 52.4% ชี้พฤติกรรมชีวิตติดจอ-PM 2.5 กำลังทำลายดวงตาโดยไม่รู้ตัว เผยผลการศึกษาตะลึง อาการตาแห้งขั้นวิกฤติต้องทรมานจากความเจ็บปวดเทียบเท่า “คนไข้โรคหัวใจขาดเลือด” แถมสุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้า ล่าสุดพบเด็กเพียง 9 ขวบจ้องจอนาน ทำต่อมไขมันเปลือกตาฝ่อสลายไปแล้วกว่า 85% เตือนหยอดน้ำตาเทียมไม่ช่วยแก้ต้นเหตุ หากปล่อยไว้อาจสูญเสียดวงตาถาวร ล่าสุดเดินหน้าปฏิวัติวงการจักษุแพทย์ ยกระดับ “Dry Eye Clinic” นำเทคโนโลยี IDRA วิเคราะห์ชั้นน้ำตาเชิงลึก Precision Diagnosis พร้อมอัดนวัตกรรมบำบัดด้วยแสง IPL- LLLT เข้าฟื้นฟูต่อมไขมันเปลือกตาถึงระดับไมโตคอนเดรีย เจาะลึกแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล ชูอัตราความสำเร็จผ่าตัดตารวมสูงเกิน 95% กางโรดแมปขยายฐานคนไข้ต่างประเทศเต็มกำลัง เผยสถิติสุดแกร่งคว้าสัดส่วนคนไข้ต่างชาติพุ่งสูงถึง 60% เมียนมา นำโด่ง ตามด้วยบังกลาเทศ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา บินตรงเข้ารับการรักษาต่อเนื่องทุกเดือน ล่าสุดเดินหน้าปักธงรุกต่างแดน เตรียมเปิดศูนย์แห่งใหม่ในบังกลาเทศ ตรวจคัดกรอง-ส่งต่อเคสผ่าตัดตาข้ามแดนแบบครบวงจร ดึงเม็ดเงินการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้าประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคตาแห้ง (Dry Eye)เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้ง(Dry Eye Clinic) ภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ

จากตัวเลขสถิติที่น่าตกใจ พบว่าโรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยถึง 1 ใน 3 ของประชากรโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia : SEA) ที่มีอัตราผู้เผชิญปัญหานี้สูงถึง 52.4% ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ป่วยตาแห้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 61% จากพฤติกรรมการใช้งานหน้าจอที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มุ่งเน้นการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและทีมแพทย์เฉพาะทางครบทุกสาขา เพื่อการวินิจฉัยเชิงลึกถึงต้นตอของปัญหาได้อย่างแม่นยำ พร้อมประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากการจัดอันดับของนิตยสาร นิวส์วีค (Newsweek) ให้เป็นโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำของเอเชียประจำปี 2569 ครองอันดับ 1 ในเอเชียด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ และอันดับ 3 ในเอเชียด้านการผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งถือเป็นการครองแชมป์อันดับ 1 ของประเทศไทยในทั้งสองด้านติดต่อกันเป็นปีที่ 2 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่เป็นเลิศและความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการทั่วโลก

”การส่งมอบบริการทางการแพทย์ที่ยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เสมอมา โดยโรคตาแห้งเป็นหนึ่งในโรคทางตาที่กำลังทวีความรุนแรงและบั่นทอนสุขภาวะของผู้คนในชีวิตประจำวันอย่างมาก จากข้อมูลสถิติทางการแพทย์พบว่าประชากรโลกถึง 1 ใน 3 กำลังเผชิญกับโรคนี้ โดยเฉพาะในยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนยาวนานขึ้น ส่งผลให้อัตราการเกิดโรคตาแห้งพุ่งสูงขึ้นถึง 61% ยิ่งเมื่อเจาะลึกข้อมูลเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพบสถิติที่น่าเป็นห่วงว่ามีผู้มีปัญหาตาแห้งสูงถึง 52.4% ซึ่งสะท้อนว่าโรคดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความระคายเคืองเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่เป็นปัญหาสุขภาพดวงตาที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในทุกช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญ“ดร.อาทิรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อรับมือโรคตาแห้งและภาวะต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน (MGD) ที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตของประชากรในยุคดิจิทัลอย่างรุนแรง ชี้ผลการศึกษาพบคนไทยมีอัตราการเป็นโรคตาแห้งในระดับประชากรสูงถึง 14% และหากเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่เดินเข้ามาตรวจในโรงพยาบาลจะมีสัดส่วนสูงถึง 30-40% ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสถิติพุ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นทั่วโลกถึง 50% เนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคของคนเอเชียที่มีเปลือกตาเล็กและท่อน้ำมันสั้นกว่าชาวตะวันตก ประกอบกับพฤติกรรมชีวิตติดจอและการเผชิญมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง PM 2.5

ด้าน พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ความท้าทายของระบบสาธารณสุขในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยทั่วโลกที่มีปัญหาทางดวงตาและการมองเห็นมากกว่า 50% ที่ไม่ได้รับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนขาดความตระหนักรู้และละเลยต่อสัญญาณเตือนของโรค ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงมุ่งมั่นที่จะปิดช่องว่างนี้ ด้วยการเปิดตัว ”คลินิกตาแห้ง“(Dry Eye Clinic)แบบครบวงจรภายใต้ศูนย์จักษุ ชูแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา อีกทั้งเป็นการยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานระดับสากล โดยเน้นกลยุทธ์การวินิจฉัยเชิงลึกแบบเจาะลึกเพื่อวิเคราะห์และค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการตาแห้งในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อส่งมอบแผนการรักษาที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริงแทนการรักษาแบบทั่วไป ทั้งเป็นการรองรับการให้บริการตรวจรักษาที่สะดวกและรวดเร็วสำหรับผู้ป่วยนอก ทางโรงพยาบาลได้จัดสรรพื้นที่บริเวณศูนย์จักษุ ชั้น 18 (OPD ตา ชั้น 18) ไว้อย่างกว้างขวางพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุด ภายใต้การดูแลสนับสนุนของทีมผู้บริหารในการจัดหาเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ตรงจุด แม่นยำ และลดอัตราความผิดพลาดในการรักษากระจกตาให้เหลือน้อยที่สุด โดยพื้นที่ให้บริการมีห้องตรวจรักษาพยาบาลรองรับผู้ป่วยเต็มเวลามากถึง 40 ห้อง ควบคู่ไปกับทีมอาจารย์แพทย์เฉพาะทาง บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่เทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการดูแลอย่างใกล้ชิดและครบวงจรในทุกๆ วัน
จุดเด่นที่ทำให้การรักษาของศูนย์จักษุบำรุงราษฎร์มีความเป็นเลิศคือการทำงานร่วมกันแบบสหสาขาวิชาชีพ เนื่องจากระบบดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความเกี่ยวข้องและต้องทำงานประสานสอดคล้องร่วมกับระบบทางกายภาพด้านอื่นๆ ของร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ในกรณีที่คนไข้ของศูนย์จักษุมีปัญหาสุขภาพดวงตาอันเป็นผลพวงมาจากโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังทางกายภาพอย่างเช่นโรคเบาหวานขึ้นตา ทางโรงพยาบาลจะมีการประสานงานส่งตัวผู้ป่วยเพื่อขอรับคำปรึกษาและวางแผนรักษาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแผนกโรคเบาหวานและแผนกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อร่วมกันดูแลรักษาคนไข้ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและป้องปราบโรคอื่นที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคต
จากการรวบรวมสถิติผลการรักษาและการผ่าตัดที่สำคัญของศูนย์จักษุในรอบปีที่ผ่านมา อาทิ การผ่าตัดต้อกระจก การผ่าตัดกระจกตา และการผ่าตัดจอตา พบว่าทีมจักษุแพทย์สามารถบันทึกสถิติความสำเร็จในขั้นตอนการผ่าตัดรักษาได้สูงงดงามเกินกว่า 95% ของเคสทั้งหมด ซึ่งผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมนี้เกิดจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์และการนำนวัตกรรมกล้องผ่าตัดรุ่นล่าสุดเข้ามาช่วยควบคุมเพิ่มความแม่นยำสูงสุดในระหว่างขั้นตอนการทำหัตถการผ่าตัดรักษาโรคกระจกตาและจอตาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ต้อกระจกซึ่งถือเป็นเคสผ่าตัดที่มีปริมาณการรักษาสูงที่สุด ทางโรงพยาบาลได้มีเครื่องมือยืนยันในการคำนวณและวัดค่าเลนส์แก้วตาเทียมก่อนที่จะนำไปใส่ในตาผู้ป่วย เพื่อรับประกันความแม่นยำสูงสุดและลดความผิดพลาดในการมองเห็นหลังผ่าตัด

ขณะเดียวกัน ความพร้อมและความใส่ใจในการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งส่งผลให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับยกย่องจากนิตยสาร นิวส์วีค (Newsweek) ให้ครองตำแหน่งโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำของเอเชียประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยสามารถสร้างชื่อเสียงระดับประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าอันดับ 1 ในเอเชียทางด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ และอันดับ 3 ในเอเชียทางด้านการผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งผลงานดังกล่าวส่งผลให้บำรุงราษฎร์ครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้านติดต่อกันเป็นปีที่ 2 อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงหยาดเหงื่อแรงกายและความทุ่มเททั้งความรู้ ความสามารถ ตลอดจนหัวใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยของทีมจักษุแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วนในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้รับบริการเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นในระยะยาวต่อไป
“ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด”พญ.เมทินี กล่าว
สำหรับแนวทางการรักษา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้นำเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ นับเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกในไทยที่นำระบบตรวจวิเคราะห์ชั้นน้ำตาและถ่ายภาพต่อมไขมันด้วยเครื่อง IDRA มาให้บริการตั้งแต่ปี 2019 (พ.ศ.2562)ควบคู่ไปกับนวัตกรรมการรักษาด้วยแสงความเข้มสูง IPL เพื่อลดการอักเสบ และหน้ากากแสงสีแดงพลังงานต่ำ(Low-Level Laser Therapy : LLLT ) คือเทคโนโลยีการบำบัดด้วยคลื่นแสงพลังงานต่ำในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 630–680 นาโนเมตร ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ และฟื้นฟูเซลล์ต่อมไขมันลึกระดับไมโตคอนเดรีย โดยไม่ทำให้เกิดความร้อนหรือทำลายเนื้อเยื่อ อีกทั้งเข้าไปฟื้นฟูและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่อมไขมันที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ภายใต้การดูแลของทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมครบทั้ง 13 สาขาตามการรับรองของแพทยสภา เพื่อรองรับกลุ่มคนไข้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% นำโดยกลุ่มผู้ป่วยจากเมียนมา บังกลาเทศ ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา ที่บินตรงเข้ามารับการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน

“ในส่วนของนโยบายและการขยายเครือข่ายบริการในต่างประเทศ ปัจจุบันบำรุงราษฎร์ได้จัดตั้งคลินิกประสานงานในต่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไข้แล้ว เช่น ในประเทศเมียนมา ที่ให้บริการตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อนส่งตัวคนไข้ข้ามแดนเข้ามารักษากับแพทย์เฉพาะทางที่ไทย และอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามแผนงานจัดตั้งศูนย์ประสานงานแห่งใหม่ในประเทศบังกลาเทศเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการนัดหมายผ่าตัดอย่างครบวงจร สำหรับด้านค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาที่คลินิกตาแห้ง ทางโรงพยาบาลมุ่งเน้นการจัดทำในรูปแบบของแพ็กเกจการรักษาเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ป่วย โดยอัตราค่าบริการขั้นพื้นฐานสำหรับกรณีที่มีอาการไม่รุนแรงจะเริ่มต้นในระดับหลักพันบาทต้นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและความจำเป็นในการใช้เครื่องมือแพทย์เพื่อทำสปาตาหรือใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์กระตุ้นต่อมไขมันในคนไข้แต่ละราย นอกจากนี้ ทางคลินิกยังส่งเสริมการให้บริการสแกนประเมินอาการตาแห้งเบื้องต้นผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อเป็นแนวทางช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินระดับความเสี่ยงด้วยตนเองและสามารถเข้าถึงความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลรักษาดวงตาได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็น”พญ.เมทินี กล่าว

ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว
ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลฯพร้อมขับเคลื่อนการรักษาดวงตายุคใหม่เพื่อรับมือกับภัยเงียบ โรคตาแห้ง (Dry Eye) และ โรคต่อมไขมันที่เปลือกตาอักเสบเรื้อรัง (Meibomian Gland Dysfunction : MGD) ที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตของผู้คนในยุคดิจิทัลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพฤติกรรมการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนติดต่อกันเพียง 2 ชั่วโมง สามารถกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรมที่มีอาการแสบตา ตาพร่า และเคืองตาได้ทันที อีกทั้งผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกายังระบุว่า ความทุกข์ทรมานจากโรคตาแห้งในขั้นรุนแรงนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจจนเกิดภาวะซึมเศร้า และมีระดับความเจ็บปวดทางกายภาพเทียบเท่ากับอาการเจ็บหน้าอกของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด

โดยกุญแจสำคัญของการรักษาคือการวินิจฉัยที่แม่นยำเพื่อหาต้นตอเฉพาะบุคคล ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้นำเข้าเทคโนโลยีเครื่อง IDRA มาใช้วิเคราะห์ประเมินคุณภาพน้ำตาและถ่ายภาพต่อมไขมันเปลือกตาอย่างละเอียด ทำให้พบว่าสาเหตุหลักมาจากต่อมไขมันอุดตัน รวมถึงการสะสมของ แบคทีเรียและตัวไรขนตา ที่พบได้สูงถึง 54% ในประชากรทั่วไปและพุ่งสูงถึง 95% ในผู้สูงอายุ ซึ่งปล่อยสารพิษกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังจนนำไปสู่ความเสื่อมของเซลล์ ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลพร้อมส่งมอบแนวทางการรักษาที่ตรงจุดและล้ำสมัยกว่าการหยอดน้ำตาเทียมในอดีต ด้วยโปรแกรมอายสปาทางการแพทย์ ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีแสงความเข้มสูง IPL เพื่อสยบการอักเสบของเส้นเลือดฝอย และนวัตกรรมแสงสีแดง (LLLT ) คือเทคโนโลยีการบำบัดด้วยคลื่นแสงพลังงานต่ำในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 630–680 นาโนเมตร ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์โดยไม่ทำให้เกิดความร้อนหรือทำลายเนื้อเยื่อ อีกทั้งเข้าไปฟื้นฟูและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่อมไขมันที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
“ความสำคัญของดวงตาและการมองเห็นกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ผู้คนปฏิเสธการใช้งานหน้าจอไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ การเล่นแท็บเล็ต หรือการใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวันล้วนเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการผิดปกติทางตาได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสถิติระบุว่าผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือติดต่อกันตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป จะเผชิญกับกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง ตาล้า แสบตา เคืองตา คันตา รู้สึกระคายเคืองเหมือนมีเศษทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา ตลอดจนมีอาการตาพร่ามัวที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นละอองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่เข้ามาซ้ำเติมให้อาการระคายเคืองตาและอาการตาแดงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น”ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าว

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงอาการตาล้าธรรมดาจากการทำงานหนักจึงละเลยการรักษา แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่เด่นชัดของ โรคตาแห้ง ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้ในระดับวิกฤติสามารถบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมหาศาลจนทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติและเกิดความเครียดสะสม โดยผลการศึกษาทางคลินิกจากประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า ระดับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยโรคตาแห้งรุนแรงนั้น มีค่าเทียบเท่ากับระดับอาการเจ็บหน้าอกของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ขณะที่ผลคะแนนชี้วัดความซึมเศร้าของผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ที่สูงน่ากังวลใจเช่นเดียวกัน แต่หากได้รับการรักษาโรคตาแห้งอย่างถูกต้องและตรงจุดก็จะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไข้ ช่วยให้หายจากสภาวะซึมเศร้า และสามารถกลับมาทำงานรวมถึงใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) โดย Low-Level Light Therapy (LLLT) ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตาในระดับเซลล์ ส่วน Intense Pulsed Light (IPL) ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา สำหรับผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Dropsหรือ Platelet-Rich Plasma (PRP) เพื่อช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบPersonalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีก่อน เทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านโรคตาแห้งยังมีข้อจำกัด การรักษาในสมัยนั้นจึงเป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆ โดยแพทย์จะสั่งจ่ายน้ำตาเทียมและยาสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว ซึ่งคนไข้จะมีอาการดีขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ แต่เมื่อหยุดยาก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ทว่าในปัจจุบัน วิทยาการของจักษุแพทย์ได้พัฒนาลึกซึ้งไปถึงระดับโมเลกุลในลักษณะเดียวกับการรักษาเพื่อชะลอวัย (Anti-aging) ทำให้ทราบว่าปัจจัยภายนอกอย่างการใช้สายตาและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงตัวกระตุ้น แต่ต้นเหตุที่แท้จริงเกิดจากปัจจัยภายในเปลือกตา นั่นคือความบกพร่องของต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตันหรืออักเสบเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรคเอ็มจีดี (MGD: Meibomian Gland Dysfunction) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแห้งที่พบได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน

โดยน้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่
-ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา
-ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง
-ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้นแต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์(Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน

ทั้งนี้โครงสร้างดวงตาของมนุษย์จะมีต่อมไขมันที่เรียกว่า Meibomian Glands กระจายตัวอยู่ที่เปลือกตาบนและเปลือกตาล่างประมาณ 20 ถึง 25 ต่อมในแต่ละข้าง รวมกันทั้งหมดประมาณ 80 ถึง 100 ต่อมทั่วดวงตา ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาเคลือบน้ำตาชั้นนอกสุดเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาระเหยเร็วเกินไป แต่เมื่อเกิดภาวะท่อทางเดินน้ำมันอุดตันหรือต่อมไขมันเสื่อมสภาพ จะทำให้น้ำมันที่ผลิตออกมาขาดคุณภาพ ส่งผลให้น้ำตาระเหยไวและเกิดอาการตาแห้งอักเสบตามมา โดยพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา ความผันผวนของฮอร์โมนในร่างกาย ตลอดจนความเสื่อมตามธรรมชาติล้วนส่งผลร้ายให้ต่อมไขมันเปลือกตาเสื่อมสภาพลงอย่างต่อเนื่อง
“ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับภัยเงียบที่แฝงอยู่บริเวณขอบตา นั่นคือ แบคทีเรียและตัวไรขนตาหรือเดโมเด็กซ์ (Demodex) ซึ่งพบได้สูงถึง 54% ในกลุ่มประชากรทั่วไปที่เข้ามาตรวจ และตัวเลขอัตราการตรวจพบจะขยายตัวสูงขึ้นตามอายุ โดยในผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีจะตรวจพบไรขนตาสูงถึง 70% และในผู้ที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปจะพบสูงมากถึง 95% แม้ผู้ป่วยหลายรายจะยืนยันว่าตนเองดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย สระผม และแปรงฟันทุกวัน แต่บริเวณขอบตาและโคนขนตากลับเป็นจุดที่ผู้คนละเลยและไม่เคยทำความสะอาดอย่างแท้จริง ส่งผลให้ตัวไรขนตาเหล่านี้เข้าไปอาศัยและปล่อยสารพิษออกมาบริเวณรากขนตาอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการติดเชื้อและการอักเสบเรื้อรังจนเซลล์บริเวณขอบตาเสื่อมสภาพและทำลายต่อมไขมันเปลือกตาในที่สุด”นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว
นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความซับซ้อนของโรคตาแห้ง การตรวจวินิจฉัยแบบเดิมจึงไม่เพียงพออีกต่อไป คลินิกตาแห้ง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงได้นำนวัตกรรมเครื่องวิเคราะห์ชั้นน้ำตาและเปลือกตา IDRA เข้ามาช่วยในการตรวจคัดกรองอย่างละเอียด เพื่อให้ออกมาเป็นตัวเลขและกราฟประเมินที่ชัดเจนและจับต้องได้ (Objective Metrics) ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.ความเสถียรของฟิล์มน้ำตา (Tear Break-up Time) ซึ่งหากหลังการกะพริบตาแล้วน้ำตาระเหยตัวเร็วกว่า 10 วินาทีจะถือว่าเริ่มแย่
2.ความหนาของน้ำตาชั้นไขมันนอกสุด ซึ่งค่าปกติควรอยู่ที่ 100 ไมครอน หากต่ำกว่า 60 ไมครอนเริ่มแย่ ต่ำกว่า 40 ไมครอนถือว่าแย่มาก และหากต่ำกว่า 20 ไมครอนถือเป็นระดับวิกฤติ
3.ความสูงของแอ่งน้ำตาเพื่อวัดปริมาณน้ำตาชั้นกลาง ซึ่งค่าปกติจะมีความหนาอยู่ที่ 1.0 มิลลิเมตร หากต่ำกว่า 0.4 มิลลิเมตรเริ่มมีปัญหา และหากต่ำกว่า 0.2 มิลลิเมตรจะถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ
4.การตรวจถ่ายภาพต่อมไขมันเปลือกตา (Meibography) เพื่อดูโครงสร้างและการฝ่อสลายของต่อมไขมัน

จากการตรวจอย่างละเอียดด้วยเครื่อง IDRA ทำให้จักษุแพทย์สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติได้แม้ในผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการรุนแรง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและชะลอวัยให้แก่ดวงตา (Anti-aging) เพื่อไม่ให้โรคลุกลามไปจนถึงระดับที่ยากจะเยียวยาในวัยผู้ใหญ่ ดังจะเห็นได้จากเคสตัวอย่างที่คุณแม่มีอาการตาแห้งรุนแรงในระดับที่ 4 และเมื่อนำลูกมาตรวจก็พบภาวะต่อมไขมันอุดตันเช่นเดียวกันแม้จะยังไม่มีอาการชัดเจน นอกจากนี้ยังพบบ่อยครั้งว่าเด็กอายุเพียง 9 ขวบที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และมือถือปริมาณมาก มีสถิติการสูญเสียต่อมไขมันเปลือกตาไปแล้วสูงถึง 80-85% โดยมีพฤติกรรมกะพริบตาไม่สุดบ่อยๆ จนพ่อแม่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคจิตหรือนิสัยส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วเด็กกะพริบตาถี่เพราะมีภาวะตาแห้งขั้นรุนแรงแฝงอยู่ ซึ่งการตรวจพบและสกัดวงจรอตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยป้องกันไม่ให้ดวงตาเสื่อมโทรมเมื่ออายุมากขึ้น
"ความสำคัญและภัยเงียบของ โรคตาแห้ง ในปัจจุบันกลายเป็นประเด็นที่คนทำงานและทุกกลุ่มอายุไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป โดยโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่สามารถพบได้ในทุกช่วงวัยรวมถึงในเด็กเล็กที่กะพริบตาถี่อันมีสาเหตุหลักมาจากภาวะตาแห้งจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงของโรคตาแห้งยังเกี่ยวโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัว หรือแม้กระทั่งการใช้สารบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย เช่น การใช้ยารักษาโรคต้อหินทั่วไป ซึ่งตัวยาของโรคต้อหินนี้จะเข้าไปทำลายบริเวณเปลือกตาและกระตุ้นให้เกิดปัญหาต่อมไขมันเปลือกตาอุดตันหรือ MGD ตามมา รวมถึงยาลดสิวและยาแก้แพ้ที่มีผลทำให้ตาแห้งอย่างรุนแรงซึ่งจำเป็นต้องหยุดยาเป็นเวลาหลายเดือนก่อนการผ่าตัดแก้ไขสายตาหรือการทำเลสิก"นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

สำหรับแนวทางการรักษานั้น แพทย์เปรียบเทียบไขมันที่อุดตันบริเวณเปลือกตาเหมือนกับน้ำมันพืชที่ถูกนำไปแช่ในตู้เย็นจนแข็งตัวและเปลี่ยนเป็นสีขาว ขั้นตอนแรกในการรักษาจึงต้องเริ่มจากการทำให้ออยล์หรือไขมันที่แข็งตัวเหล่านั้นนุ่มลงและละลายออกไปด้วยการประคบอุ่นและทำการนวดเปลือกตาเพื่อระบายไขมันอุดตัน ซึ่งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีนวัตกรรมการทำ อายสปา (Eye Spa) ทางการแพทย์ โดยใช้เครื่องมือควบคุมอุณหภูมิความร้อนที่เหมาะสมและคงที่ในระดับที่สอดคล้องกับหลักวิชาการแพทย์ ร่วมกับการนวดเปลือกตาด้วยเทคนิคเฉพาะโดยพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
หากการทำสปาตาและประคบอุ่นยังไม่เพียงพอ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังมีเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วย นวัตกรรมแสงความเข้มสูง(Intense Pulsed Light : IPL) ซึ่งไม่ใช่เลเซอร์แต่เป็นพลังงานแสงที่มีช่วงความยาวคลื่นเฉพาะ โดยกลไกการทำงานของ IPL จะเน้นไปที่การลดการอักเสบของต่อมไขมันที่เปลือกตา MGD ซึ่งมักจะมีเส้นเลือดฝอยผิดปกติเติบโตขึ้นบริเวณขอบตาจำนวนมากเพื่อนำสารกระตุ้นการอักเสบเข้ามา เมื่อจักษุแพทย์ทำการฉายแสง IPL ไปยังบริเวณดังกล่าว เม็ดเลือดแดงที่มีสีจะช่วยดูดซับพลังงานแสงส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทำให้เส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติเหล่านั้นหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อาการแดงและกระบวนการอักเสบเรื้อรังลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจักษุแพทย์จะวางแผนการรักษาเป็นคอร์สร่วมกับการทำอายสปาตามระดับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันทางโรงพยาบาลได้ยกระดับการรักษาไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี แสงสีแดงพลังงานต่ำ LLLT (Low-level Light Therapy : LLLT) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการรักษาลึกซึ้งถึงระดับโมเลกุลและระดับเซลล์ โดยพลังงานแสงสีแดงนี้จะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ต่อมไขมันที่อ่อนแอและเสื่อมสภาพให้เกิดการสร้างพลังงานเปรียบเสมือนการประจุพลังงานไฟฟ้าเข้าไปในเซลล์เพื่อกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูตัวเองและการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ (Regenerative and Recovery) การรักษาควบคู่กันระหว่าง IPL และ LLLT จึงเป็นมิติใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของต่อมไขมันเปลือกตาและแก้ปัญหาตาแห้งจากต้นเหตุได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกเหนือจากเทคโนโลยีระดับสูงแล้ว ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางจะร่วมประเมินและสั่งจ่ายน้ำตาเทียมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล โดยสามารถเลือกสูตรน้ำตาเทียมที่มีคุณสมบัติจำเพาะ เช่น น้ำตาเทียมสูตรเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นสูตรน้ำ หรือสูตรที่มีส่วนผสมของไขมันเพื่อชดเชยน้ำมันที่ขาดหายไป ควบคู่ไปกับการตรวจสังเกตพฤติกรรมการกะพริบตาของคนไข้ เนื่องจากผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน มักจะมีพฤติกรรมการกะพริบตาไม่สุดทำให้น้ำมันไม่ถูกบีบออกมาเคลือบดวงตา ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ญาติคอยเตือนให้ฝึกกะพริบตาอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญที่สุด หากตรวจวิเคราะห์โครงสร้างน้ำตาแล้วพบว่าร่างกายไม่มีการผลิตน้ำตาออกมาเลย จักษุแพทย์จะสงสัยถึงความเกี่ยวพันกับโรคทางระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคเอสแอลอี (SLE) หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และพร้อมประสานงานส่งต่อผู้ป่วยไปยังทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพสาขาอื่นทันทีเพื่อตรวจรักษาอาการร่วมกันอย่างเป็นระบบและปลอดภัยที่สุด

“ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบันเทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย”นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว
นวัตกรรมการวินิจฉัยโรคตาแห้งของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกระดับด้วยการนำเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ชั้นน้ำตาและต่อมไขมันผ่าน เครื่องตรวจวิเคราะห์ IDRA ซึ่งเข้ามาช่วยแปลงผลการตรวจร่างกายให้เป็นตัวเลขอ้างอิงและกราฟประเมินที่ชัดเจน โดยเครื่องมือดังกล่าวสามารถถ่ายภาพวิเคราะห์โครงสร้างต่อมไขมันเปลือกตา (Meibography) เพื่อระบุระดับความสูญเสียของต่อมไขมันเป็นเปอร์เซ็นต์อย่างแม่นยำ เช่น ตรวจพบการสูญเสียไป 25% 50% 70% หรือสูงถึง 90% ทั้งยังวัดค่าความหนาของชั้นน้ำตาในหน่วยไมครอนหรือมิลลิเมตรเพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของโรคซึ่งแบ่งออกเป็น 4 เกรด การวินิจฉัยที่แม่นยำนี้ช่วยสร้างความตระหนักรู้และช่วยให้คนไข้เข้าใจพยาธิสภาพของโรคดวงตาของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคนไข้สามารถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพผลการตรวจดวงตาและโครงสร้างต่อมไขมันเก็บไว้เพื่อใช้ติดตามอาการร่วมกับจักษุแพทย์ในแต่ละครั้งของการตรวจรักษา

"เทคโนโลยีและรูปแบบการรักษาโรคตาแห้งในปัจจุบันได้พัฒนาไปสู่ระดับโมเลกุลที่ช่วยสกัดวงจรความเสื่อมและชะลอวัยของดวงตาแทนการรักษาแบบดั้งเดิมในอดีตที่ทำได้เพียงหยอดน้ำตาเทียมชั่วคราว โดยเครื่องมือหลักที่นำมาใช้รักษาคือ IPL ซึ่งมีต้นกำเนิดจากการรักษาทางผิวหนังและพบว่าช่วยให้คนไข้มีอาการตาแห้งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลไกของ IPL จะทำงานโดยส่งพลังงานแสงเข้าไปถูกดูดซับด้วยเม็ดสีเพื่อลดการอักเสบ ทว่ามีข้อจำกัดหรือข้อห้ามใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีสีผิวเข้มจัดเนื่องจากอาจสะสมความร้อนสูงเกินไป ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยนวัตกรรมหน้ากากแสงสีแดงพลังงานต่ำ LLLT ซึ่งทำงานโดยส่งพลังงานแสงอุ่นๆ สบายตาเข้าไปกระตุ้นลึกถึงระดับไมโตคอนเดรียในเซลล์ต่อมไขมันเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างและการทำงานให้ดีขึ้น โดยใช้เวลาในการรักษาครั้งละประมาณ 15 นาที ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการกลัวแสงจ้าหรือมีประวัติเป็นโรคไมเกรนชนิดเห็นแสงออร่าอาจต้องระมัดระวังและแจ้งจักษุแพทย์เพื่อประเมินประวัติสุขภาพก่อนเข้ารับการรักษา"”นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ความถี่และระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและพฤติกรรมของคนไข้แต่ละราย โดยในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเซลล์ในระยะแรกทุกๆ เดือนติดต่อกันประมาณ 8-12 ครั้ง หรืออาจขยายเป็น 20-30 ครั้งในรายที่จำเป็น ทั้งนี้ หากคนไข้หยุดการรักษาและขาดการดูแลต่อมไขมันต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเกิน 9 เดือน ปัญหาการอุดตันและการอักเสบก็อาจจะวกกลับมาเป็นใหม่ได้เสมือนโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเลือดสูง อย่างไรก็ดี หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตา เช่น การฝึกกระพริบตาให้สุดเพื่อช่วยบีบน้ำมันออกมาเคลือบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางมาตรวจติดตามอาการที่โรงพยาบาลได้ในระยะยาว ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขั้นวิกฤติ เช่น ผู้ป่วยกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome) หรือผู้ป่วยที่ผ่านการปลูกถ่ายไขกระดูกที่มีภาวะตาแห้งรุนแรงมากเป็นพิเศษ จักษุแพทย์จะมีการพิจารณาตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดและยกระดับการรักษาโดยใช้น้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่สกัดจากพลาสม่าหรือน้ำเลือดของคนไข้เอง (Autologous Serum) ตลอดจนการพิจารณาผ่าตัดปลูกถ่ายต่อมน้ำตาเพื่อรักษาดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด