JPARK ประกาศยุทธศาสตร์รุกหนัก เสือซุ่มซุ่มเงียบ ขยายฐานธุรกิจสู่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และมิกซ์ยูส ล่าสุดผนึกกำลังศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำร่องเปิดตัว “GJ PARK” โครงการมินิไลฟ์สไตล์มอลล์พร้อมอาคารจอดรถครบวงจร บนสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี มูลค่าโครงการเกือบ600 ล้านบาท ชูอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน พุ่งสูงถึง 12-15% มั่นใจสร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาทต่อปี คืนทุนไวภายใน 5 ปี พร้อมปูทางมุ่งสู่การตั้งกองทุน REIT ภายใน 5 ปี และกางแผนอนาคตปักธงขยายตลาดอาเซียนในประเทศ สปป.ลาว ,เมียนมา และมาเลเซีย

นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK ผู้นำด้านการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถของไทย เปิดเผยว่า ได้ประกาศรุกขยายธุรกิจครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว โครงการ “มินิไลฟ์สไตล์มอลล์และอาคารจอดรถครบวงจร” ในรูปแบบการเช่าพื้นที่ระยะยาว 30 ปีเป็นครั้งแรก โดยประเดิมโครงการแรกเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน (Pain Point) ด้านสถานที่จอดรถไม่เพียงพอของ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ SiGJ ตั้งอยู่บนถนนบรมราชชนนี อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นโรงพยาบาลในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยที่ผ่านมาศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มีจำนวนผู้เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 มีผู้ป่วยนอกประมาณ 763,530 ราย และคาดว่าในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นเป็น 844,000 ราย แต่พื้นที่จอดรถของศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก สามารถรองรับจากผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ได้ประมาณ 1,000คัน ซึ่งทำให้ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้รับบริการที่มีความต้องการที่จอดรถประมาณ 4,500คัน / วัน
ดังนั้นจึงได้ร่วมมือกับ บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK ดำเนินธุรกิจให้บริการที่จอดรถแบบครบวงจร เดินหน้าพัฒนา “GJ PARK” อาคารจอดรถ ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ออกแบบพื้นที่มาเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ บุคลากรทางการแพทย์ ญาติผู้ป่วย และประชาชนทั่วไป จุดเด่นของ GJ PARK คือสร้างอาคารจอดรถในพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็นพื้นที่จอดรถยนต์อย่างน้อย 1,000 คัน พื้นที่พาณิชยกรรมประมาณ 4,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนก่อสร้างประมาณ 590 ล้านบาท พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าอาคารจอดรถ โดยคาดการณ์รายได้ของโครงการนี้จะอยู่ที่เกือบ 100 ล้านบาทต่อปี หรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อปี และให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) สูงถึง 12-15% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ตั้งไว้เกิน 10%

“รูปแบบโครงการใหม่นี้เป็นการเช่าพื้นที่ดินระยะยาว 30 ปี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PVP ในภาษาทางราชการ) โดย JPARK เป็นผู้ลงทุนพัฒนาและสร้างอาคารทั้งหมดด้วยตนเอง โครงการนี้มีพื้นที่จอดรถรองรับได้ 1,000 คัน และมีพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ 4,000 ตารางเมตร จากขนาดพื้นที่อาคารรวมเกือบ 40,000 ตารางเมตร โดยมูลค่าการลงทุนรวมของโครงการอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ขออนุมัติวงเงินกู้ยืมจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBank จำนวน 300 ล้านบาทมาใช้ในการพัฒนา มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ภายใน 7 ปี แต่จากการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) คาดว่าจะสามารถคืนทุนและปิดโครงการได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี โดยเริ่มรับรู้รายได้เข้าสู่ระบบตั้งแต่งวดปลายไตรมาสที่ 3/2569 ซึ่งโครงการนี้ถูกวางรูปแบบให้เป็นมินิคอมมูนิตี้มอลล์ หรือไลฟ์สไตล์มอลล์ ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัท จากเดิมที่เน้นการรับบริหารจัดการพื้นที่จอดรถเป็นหลัก” นายสันติพล กล่าว
สำหรับอัตราค่าบริการจอดรถกำหนดไว้ที่ชั่วโมงละ 20 บาท โดยอาคารจอดรถเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์เปิดให้บริการถึงเวลา 20:00 น. ซึ่งโครงการได้เริ่มเปิดทดลองให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ (Soft Opening) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ครบ 100% แล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมากใกล้เคียงกับคาดการณ์ โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Occupancy Rate) บนชั้น 2 สูงกว่า 80%

“แรงบันดาลใจในการพัฒนาโมเดลนี้เกิดจากการเล็งเห็นปัญหาสำคัญ (Pain Point) ของโรงพยาบาลที่มีความต้องการพื้นที่จอดรถสูงถึง 4,000-5,000 คัน ซึ่งก่อนที่จะมีโครงการนี้ ผู้ใช้บริการโรงพยาบาลและญาติผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเครียดและต้องขับรถวนหาที่จอดนานถึง 2-3 ชั่วโมง การสร้างอาคารจอดรถ 1,000 คันจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มาติดต่อโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว โดยในวันธรรมดามีผู้เข้ามาใช้บริการเต็มพื้นที่ และมีปริมาณรถหมุนเวียน (Turnover) เข้าใช้บริการวันละกว่า 1,000 คัน ซึ่งความต้องการจริงในพื้นที่ยังคงมีมากถึง 4,000-5,000 คัน ทั้งนี้ ตัวเลขการจอดดังกล่าวคำนวณจากช่องจอดปกติโดยไม่นับรวมการจอดรถซ้อนคัน ซึ่งหากรวมการจอดซ้อนคันจะสามารถรองรับรถเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 20-30% จากตัวอาคารที่มีความสูงทั้งหมด 7 ชั้น” นายสันติพล กล่าว
โดยโครงการ GJ PARK ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการยกระดับพื้นที่จอดรถให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเดินทางและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างสะดวก รวดเร็ว และเป็นระบบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลาย สำหรับระบบบริหารจัดการภายใน GJ PARK บริษัทฯ ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้าน Parking Management มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอนการใช้บริการ อาทิ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์อัตโนมัติ หรือ License Plate Recognition (LPR) ระบบแนะนำพื้นที่จอดรถ หรือ Parking Guidance และระบบชำระค่าบริการแบบไร้เงินสด หรือ Cashless Payment รวมถึงระบบสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้การเข้า–ออกอาคารจอดรถมีความคล่องตัวมากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาพื้นที่ว่างได้สะดวก ลดระยะเวลาในการวนหาที่จอดรถ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการหมุนเวียนของรถยนต์ภายในอาคาร โดย JPARK ให้ความสำคัญทั้งในด้านความสะดวก ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ นอกจากการเพิ่มพื้นที่รองรับรถยนต์แล้ว GJ PARK ยังได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมและบริการโดยรอบ ภายในโครงการมีพื้นที่สำหรับร้านค้าและบริการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ามาใช้บริการ และช่วยเพิ่มศักยภาพของอาคารจอดรถให้สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่รองรับยานพาหนะ
สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาว JPARK สนใจที่จะขยายโมเดลไลฟ์สไตล์มอลล์และอาคารจอดรถนี้เพิ่มเติม โดยตั้งเป้าพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อีกประมาณ 3-4 แห่ง ในอนาคต ในอัตราเฉลี่ยปีละ 1 โครงการใหญ่ และวางเป้าหมายที่จะนำกลุ่มสินทรัพย์โครงการรูปแบบนี้มัดรวมจัดตั้งเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นเครื่องมือในการระดมทุนและขยายธุรกิจต่อไป ซึ่งการคัดเลือกพื้นที่โครงการใหม่จะเน้นทำเลที่มีปริมาณการจราจรและความต้องการสูง (Traffic) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก โดยขนาดโครงการที่เหมาะสมจะต้องไม่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าระดับมาตรฐานเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อความคุ้มค่าในการลงทุน เน้นโครงการที่มีขนาดอาคารเกือบ 40,000 ตารางเมตร และมีช่องจอดระดับ 1,000 คัน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลและสนามบิน เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมักขาดแคลนงบประมาณในการสร้างระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอาคารจอดรถ ซึ่งตรงกับ Pain Point ที่บริษัทมุ่งแก้ไข แตกต่างจากโรงพยาบาลเอกชนที่มีอาคารจอดรถพร้อมอยู่แล้ว


ในส่วนของภาพรวมธุรกิจ JPARK ประเมินว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก 2569 และยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทั้งปีไว้ที่ 20-30% ตามเดิม นอกเหนือจากโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งนี้ บริษัทยังมีการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถสนามบินนครศรีธรรมราช จำนวน 1,000 ช่องจอด ซึ่งปรับปรุงเสร็จและเริ่มเปิดให้บริการเฟสแรก 400 ช่องจอดตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2569 บริษัทฯยังเตรียมเปิดให้บริการโครงการขนาดกลางรูปแบบสัญญาเช่าพื้นที่และรับรู้รายได้ (PS) อายุสัญญา 3 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติมอีก 1 โครงการ รองรับได้ประมาณ 400-500 ช่องจอด ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ปัจจุบัน JPARK มีพื้นที่จอดรถภายใต้การดูแลและบริหารรวมกว่า 60 แห่ง โดยสัดส่วนประมาณ 80-90% อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัดเน้นให้บริการในสนามบินหลัก ได้แก่ สนามบินนครศรีธรรมราช สนามบินขอนแก่น และสนามบินอุบลราชธานี เป็นต้น

อีกทั้งบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ไทย เช่น สปป.ลาว ,เมียนมา และมาเลเซีย โดยมุ่งเน้นการให้บริการหมวดเทคโนโลยีและบริการร่วมกับภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการศึกษาและทดสอบการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับระบบการแข่งขันและรักษาความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจบริหารพื้นที่จอดรถของประเทศต่อไป
