“สุนทร สถาพร”สวมหมวกนายก HBA คนที่ 12 สมัยที่ 2 ติด ลุยผ่าตัดใหญ่-แฉความจริงอสังหาฯ ปี 69-70 โตแค่ตัวเลข จี้รัฐปลดล็อกสินเชื่อก่อนตลาดพัง ดัน One Stop Service-สแกนต่างชาติ อุ้ม SMEs หนีทุนใหญ่กลืน
อสังหาริมทรัพย์

“สุนทร สถาพร”สวมหมวกนายก HBA คนที่ 12 สมัยที่ 2 ติด ลุยผ่าตัดใหญ่-แฉความจริงอสังหาฯ ปี 69-70 โตแค่ตัวเลข จี้รัฐปลดล็อกสินเชื่อก่อนตลาดพัง ดัน One Stop Service-สแกนต่างชาติ อุ้ม SMEs หนีทุนใหญ่กลืน

"สุนทร สถาพร" ชนะเลือกตั้ง คว้าเก้าอี้นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร คนที่ 12 สองสมัยติด ลั่น ตลาดอสังหาฯ ไม่ใช่แค่เรื่องสร้างบ้าน-หมดยุคขายบ้านแบบเดิม แต่คือสมรภูมิรอด-ร่วงของเศรษฐกิจไทย ประกาศแผนเดือด 3 ระยะ เดินหน้าชนภาครัฐ ลุยแก้กฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ์-ปลดล็อก LTV-ทุบอุปสรรคสินเชื่อ-สแกนต่างชาติซื้อบ้าน ชี้ชัดต่างชาติชะลอตัวเร็วกว่าที่คิด กางข้อมูล REIC แฉความจริงปี 69-70 ตลาดไม่ได้ฟื้นจริงทุกเซกเมนต์! "บ้านมือสอง" ซุ่มเงียบกินส่วนแบ่ง 63%เผยโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยโตแค่ตัวเลข แต่ไร้กำลังซื้อจริง สะท้อนคนไทยกระเป๋าแบน เลือกซื้อแต่ของคุ้มค่า เตือนผู้ประกอบการยุคหน้า ไม่ปรับตัวสู้ศึก Green & Digital มีสิทธิ์ดับ! พร้อมดันระบบ Digital Filing สู้ One Stop Service หวังอุ้มรายย่อยป้องโดนทุนใหญ่กลืน

 

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร(HBA)  เปิดเผยว่า ภายหลังจาก ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ สมาคมฯ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้ง มีมติให้ตน ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร คนที่ 12 (วาระที่ 2) ระหว่างปี 2569–2571(2 ปี) ซึ่งแผนการดำเนินงานหลังจากนี้ไป จยังคงให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อฟื้นฟูตลาดที่อยู่อาศัย พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทุกเซกเมนต์ และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยที่มี Digital Transformation และ Green Transformation เป็นหัวใจสำคัญ

โดยนโยบายวาระที่ 2 จะสานต่อในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ตนดำรงตำแหน่งต่อเนื่องนั้น ได้แก่

ระยะสั้น : ประคับประคองตลาดและปลดล็อกอุปสรรค

HBA จะติดตามผลของมาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ ทั้งมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการสามารถส่งผ่านไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการจริง ขณะเดียวกันจะร่วมกับภาครัฐจัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ เพื่อให้การลงทุนและการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติอยู่บนระบบที่ถูกต้อง

ระยะกลาง : เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและลดความเหลื่อมล้ำของผู้ประกอบการ

HBA จะเสนอแนวทาง ปรับโครงสร้างสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนทุก Segment สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้ ขณะเดียวกันจะผลักดัน Upskill / Reskill ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้ Technology, Digital และ Green Innovation เพิ่ม Productivity และแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม

ระยะยาว : Digital Filing One Stop Service และ Green Net Zero

เรื่องสำคัญคือการผลักดัน Electronic/Digital Filing เพื่อเป็นฐานไปสู่ One Stop Service ลดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

อีกด้านคือ Digital Transformation from Green to Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีช่วยลดการใช้พลังงานและ Carbon Footprint ของบ้านและโครงการที่อยู่อาศัย พร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและมาตรฐานใหม่ ๆ ที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตและมาตรฐานที่อยู่อาศัยไทย

“เป้าหมายของ HBA ไม่ใช่เพียงทำให้ธุรกิจบ้านจัดสรรเติบโต แต่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยให้แข็งแรง มีนวัตกรรม ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชน”นายสุนทร กล่าว

 

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2569-2570 มองว่าในช่วงไตรมาส 4/2569 ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐ แต่ยังเป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อ ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู โดยข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ระบุว่า H1/2569 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอยู่ที่ 167,665 หน่วย เพิ่ม 17.6% และมีมูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% โดยบ้านจัดสรรยังเป็นตลาดหลัก คิดเป็น 70% ของมูลค่าการโอน ขณะที่คอนโดมิเนียมเติบโตเร็วกว่าในเชิงจำนวนและมูลค่า  แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63% สะท้อนว่า Real Demand ยังมีอยู่ แต่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับ ราคา ความคุ้มค่า และทำเล มากขึ้น ขณะที่ตลาดต่างชาติชะลอตัว โดย H1/69 การโอนคอนโดของต่างชาติลดลง 8.8% จึงต้องเน้น “คุณภาพของ Demand” มากกว่าปริมาณ

สำหรับปี 2570 REIC คาดว่ามูลค่าการโอนจะเพิ่มขึ้น 3.1% เป็น 908,358 ล้านบาท แต่จำนวนหน่วยจะลดลง 0.9% เหลือ 320,617 หน่วย สะท้อนว่าตลาดจะโตจาก มูลค่าและราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น มากกว่าการเพิ่มจำนวนหน่วย ขณะที่สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่คาดว่าจะเพิ่ม 2% เป็น 582,688 ล้านบาท

“ผมจึงมองว่า Q4 ปีนี้เป็นช่วงสร้างฐานการฟื้นตัว และปี 2570 น่าจะดีขึ้น แต่จะเป็นการฟื้นแบบ Selective โดย Mass–Middle และ Real Demand จะเป็นตัวหลัก ส่วน Luxury และตลาดต่างชาติจะเลือกเฉพาะ Product และทำเลที่มีคุณภาพ” นายสุนทร กล่าว

นอกจากนี้จากการที่ได้ฟังการบรรยายข้อมูลของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI) พบว่า ในปี 2570 ไม่ควรมองเพียงว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะโตจำนวนเท่าไหร่ แต่ต้องมองว่าเศรษฐกิจไทยจะสร้างกำลังซื้อใหม่ได้อย่างไร โดยตลอดวาระแรกที่ผ่านมา HBA ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการเสนอและผลักดันมาตรการเพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการรณรงค์ Greener Thai Home เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และในวาระที่สอง ตนอยากให้ HBA เดินหน้าต่อจากบทบาทของการช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น ไปสู่การสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยแข่งขันได้ในระยะยาว โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้ประกอบการทุกขนาดอย่างใกล้ชิด

“หลังจากฟังการบรรยายของ ดร.สมเกียรติ ได้มีการประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในปี 2569 นี้มีโอกาสขยายตัวได้ประมาณ 2.4% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าอยู่ที่ 2% ซึ่งเป็นสัญญาณบวก แต่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยยังอยู่ที่ ความเหลื่อมล้ำและการกระจายประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ ถ้ารายได้ไม่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง กำลังซื้อที่อยู่อาศัยก็จะฟื้นได้จำกัด ดังนั้น การลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI จึงควรสร้าง Local Economic Linkage ให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงนำเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ต้องทำให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น และรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ตรงนี้จะเชื่อมโยงกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เพราะ เมื่อเศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง คนมีรายได้และ SMEs มีความสามารถในการแข่งขัน ก็จะเกิด Real Demand สำหรับที่อยู่อาศัยตามมา” นายสุนทร กล่าว

นายสุนทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกัน REIC ประเมินว่าปี 2570 มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะเติบโต 3.1% แต่จำนวนหน่วยลดลง 0.9% ดังนั้มองว่า ปีหน้าอุตสาหกรรมต้องเน้น “คุณภาพของการเติบโต” มากกว่าการเติบโตด้านจำนวน  และอีกโจทย์ที่เห็นจากภาพเศรษฐกิจระยะยาวคือ พลังงาน การขนส่ง ความหนาแน่นของเมือง และต้นทุนการอยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นในอสังหาริมทรัพย์ ทั้ง Smart Home, Energy Efficiency, Solar, AI และระบบบริหารจัดการอาคาร

“ดังนั้น อสังหาริมทรัพย์ในปี 2570 ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องยนต์ด้านการก่อสร้าง แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน สร้างรายได้ท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายสุนทร กล่าวในที่สุด

 

You can share this post!