พบ 33.35% ช็อตฟีลคนทำงาน! ผลสำรวจฟ้องชาวเน็ตไทยผวา AI สั่งปลด-แย่งชิงชามข้าว แม้ 36.01% จะใช้สั่งงานคิดคอนเทนต์
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

พบ 33.35% ช็อตฟีลคนทำงาน! ผลสำรวจฟ้องชาวเน็ตไทยผวา AI สั่งปลด-แย่งชิงชามข้าว แม้ 36.01% จะใช้สั่งงานคิดคอนเทนต์

ผลสำรวจลึกโซเชียลลิสเตนนิ่งรับปี 2569 โดย RealWatch Lab กระตุกขวัญคนทำงานทั่วประเทศ เมื่อสถิติกว่า 33.35% เผยเสียงสะท้อนสุดสะพรึงว่ากังวลถูก AI แย่งอาชีพจนตกงาน! แม้อีกฟากตัวเลข 36.01% จะโชว์ภาพการดึง AI มาช่วยงานสายสร้างสรรค์ (Creative Work) ก็ตาม สอดรับกระแสผวาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่กำลังไล่บดขยี้ความมั่นคงของแรงงานมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงาน Global AI Diffusion เผยอัตราการใช้ AI ในวัยทำงานไทยเติบโตก้าวกระโดดแซงหน้าญี่ปุ่น ดันไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 ของโลก ทว่าข้อมูลโซเชียลลิสเตนนิ่งล่าสุดกลับฟ้องชัด คนทำงานไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ "กระอักกระอ่วน" แม้จะใช้ AI ช่วยคิดคอนเทนต์และจัดการเอกสารเป็นหลัก แต่ 1 ใน 3 กลับยอมรับตรงๆ ว่ากังวลเรื่องการโดนปลดออก สะท้อนภาพสะพรึงที่ตรงกับกระแสโลก หลังอดีตนักวิจัยเอไอระดับท็อปออกมาเตือน บริษัทเทคโนโลยีกำลัง "เดิมพันด้วยชีวิตมนุษย์"

จากรายงาน Global AI Diffusion ฉบับล่าสุดของไมโครซอฟท์ พบว่าสัดส่วนการใช้งาน AI อย่างจริงจังในกลุ่มประชากรวัยทำงานทั่วไทย เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มาเป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของสัดส่วนผู้ใช้ AI สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามหลังเพียงเกาหลีใต้ ที่มีอัตราเติบโต 43.2% และนำหน้าญี่ปุ่นที่คิดเป็นอัตราเติบโต 34.1%

และพบว่าอัตราการเติบโตในการใช้ AI ในประเทศไทยดังกล่าว “เรียลวอทช์ แล๊ป(RealWatch Lab)” ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology ได้สำรวจการใช้งาน AI ของชาวเน็ตไทยที่เผยแพร่สาธารณะผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน AI และความกังวลในการใช้ AI ของชาวเน็ตไทยระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม 2569 พบว่า มีการพูดถึง AI จำนวนทั้งสิ้น 26,399 ข้อความ แบ่งเป็นส่วนที่เขียนเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับ AI จำนวน 17,414 ข้อความ และ ส่วนที่เขียนถึงการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันและการทำงานจำนวน 4,107 ข้อความ และ เป็นส่วนที่เขียนถึงความกังวลและผลกระทบจาก AI จำนวน 4,878 ข้อความ

36.01% ใช้งาน AI ในงานสร้างสรรค์ (Creative Work)

จากผลการสำรวจในส่วของการนำ AI ไปใช้ในการทำงาน พบว่า 5 อันดับแรกที่ชาวเน็ตไทยใช้งาน AI ได้แก่

อันดับแรก เป็นการใช้งานไปในงานสร้างสรรค์คิดเป็นสัดส่วน 36.01% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้งาน AI ในการสร้างคลิปวีดีโอ เป็นสื่อการเรียน การสอน, ใช้ AI ช่วยเล่น FM (Football Manager) หรือ เกมส์วางแผนจัดการทีมฟุตบอล, ใช้ AI ในการทำคลิปขายของ online เป็นต้น

อันดับสอง ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานด้านเอกสารคิดเป็นสัดส่วน 31.07% โดยข้อความระบุว่า ใช้งาน AI ด้านการจัดการเอกสารทำได้เร็วมาก, ใช้ AI ในการเขียนสคริป และ วิเคราะห์งานให้ลูกค้า, ใช้ AI สรุปงานทำได้เร็วมาก เป็นต้น

อันดับสาม ใช้ในการปรับกระบวนการทำงานในองค์กร คิดเป็นสัดส่วน13.61% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาวางแผนทำ Workflow ในงานทำได้เร็วมาก, ใช้ในการช่วยวางแผนออกแบบโครงสร้างทำได้ดีมาก เป็นต้น

อันดับสี่ นำมาใช้ช่วยในการเรียน การสอน คิดเป็นสัดส่วน 11.08% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาช่วยทำการบ้าน, ช่วยให้ทำการบ้านได้เร็วขึ้น AI เป็นเครื่องมือในการค้นข้อมูลได้เร็วมาก เป็นต้น

อันดับห้า ใช้ AI ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเฉพาะทาง คิดเป็นสัดส่วน 8.23% โดยข้อความระบุว่า ใช้มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น, เอาข้อมูลหุ้นเก่ามาให้ AI ประมวลผลคาดการณ์ราคาในอนาคต, นำมาช่วยแก้ไขการออกแบบ Code, สถาปนิก ใช้ AI ช่วยคำนวณการออกแบบโครงสร้าง เป็นต้น

กังวลว่าจะตกงาน” สูงสุด 33.35%

นอกจากประเด็นเรื่องการใช้งานแล้ว จากการสำรวจยังพบว่า ชาวเน็ตไทยทั้งผู้ที่ใช้งาน AI และ ไม่ได้ใช้งาน AI ยังคงมีความกังวลในการใช้งาน AI ในหลากหลายประเด็น โดย 5 ประเด็นหลักที่มีการพูดถึงในโซเชียล มีเดียสูงสุดได้แก่

อันดับแรก เป็นความกังวลว่าจะตกงาน เพราะ AI มาทำงานแทนคน มีความกังวลสูงสุดที่ 33.35%โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า AI มาทำงานแทนคน แล้วคนจะไปทำอะไร, ตกงานกันหมดทั้งคนเก่าคนใหม่, ใครใช้ AI เก่ง ได้ไปต่อ เป็นต้น

อันดับสอง เป็นความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน AI คิดเป็นสัดส่วน 30.96% โดยข้อความระบุว่า AI ตอบผิดมาก, AI เป็นแค่เครื่องมือ เวลาใช้งานต้องระวัง, AI คิดนอกกรอบไม่ได้, ใช้งาน AI ต้องระวัง ทำผิดบ่อย เป็นต้น

อันดับสาม เป็นความกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวกับเศรษฐกิจและสังคม คิดเป็นสัดส่วน 15.15% โดยระบุว่า AI เป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพ สร้างผลกระทบทางสังคม, AI เป็นโจรมาก เยอะเลย, AI จะทำให้คนตกงานเยอะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น

อันดับสี่ เป็นความกังวลว่าทักษะของมนุษย์จะลดลงเพราะพึ่งพา AI มากเกินไป คิดเป็นสัดส่วน 15.03% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้แต่ AI อย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้สมองแล้ว, AI ทำให้มนุษย์คิดน้อยลง, ส่งเสริมแต่ AI ไม่ส่งเสริมให้คนใช้ปัญญา เป็นต้น

อันดับห้า เป็นความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล คิดเป็นสัดส่วน 5.51% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้ AI แล้ว ข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลไหม, ข้อมูลเราจะโดนแฮกไหม, AI จะแอบขายข้อมูลเราไหม เป็นต้น

จากผลสำรวจทั้งการใช้งานและความกังวลในการใช้งานสะท้อนให้เห็นว่า ชาวเน็ตไทยมีความเข้าใจในการทำงานของ AI และมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพื่อตอบโจทย์กับการทำงานในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น และ มีความเข้าใจกระบวนการทำงานของ AI ที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากมนุษย์ในการใช้งาน และ มีความรู้เท่าทันถึงปัญหาของ AI ที่ยังมีประเด็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้งาน

ถึงแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ ในขณะเดียวกันชาวเน็ตไทย ยังคงกังวลเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ ที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยจาก OpenAI และ Anthropic ที่ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือ AI หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกรณี เจคอบ ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ประกาศลาออกจากบริษัท พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทของตนเองและ OpenAI กำลัง "เดิมพันด้วยชีวิตของผู้คน" โดยค็อกซัน แสดงความเห็นว่า ผู้สร้าง AI บางส่วนเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าว อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน

You can share this post!