“MTL” ทลายค่ายกั้นประกันบำนาญ! ผ่าวิกฤตคนไทยไร้เงินออม ลุยเปลี่ยนผ่าน “Sick Care” สู่ “Well Care” เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series”ชูประกันบำนาญยุคใหม่ ไม่ตรวจสุขภาพ-เลือกจ่ายตรง Nursing Home ตัดวงจร “แก่แล้วจน”
ประกัน

“MTL” ทลายค่ายกั้นประกันบำนาญ! ผ่าวิกฤตคนไทยไร้เงินออม ลุยเปลี่ยนผ่าน “Sick Care” สู่ “Well Care” เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series”ชูประกันบำนาญยุคใหม่ ไม่ตรวจสุขภาพ-เลือกจ่ายตรง Nursing Home ตัดวงจร “แก่แล้วจน”

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศผ่าโครงสร้างประกันชีวิตไทยครั้งใหญ่ หวังตัดวงจรวิกฤต "สภาวะแก่ก่อนร่ำ" หลังพบสถิติสุดช็อก คนไทยแรงงานกว่า 30% ไร้เงินออมเกษียณ เผชิญช่วงเวลาป่วยหนักทุพพลภาพยาวนานถึง 10 ปี ก่อนเสียชีวิต ขณะที่เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูง 10-15% ต่อปี ล่าสุดสั่งปรับยุทธศาสตร์องค์กรจาก “Sick Care” สู่ “Well Care” พร้อมเปิดตัวประกันบำนาญระดับมิวเทชัน "Muang Thai Flexi Retire Series" ชูนวัตกรรมยืดหยุ่นสูงสุดครั้งแรกในประเทศไทย การันตีไม่ง้อตรวจสุขภาพ เลือกรับเงินก้อน 30% โดยไม่เสียสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 209,000 บาท พร้อมโอนตรงจ่าย Nursing Home ทั่วประเทศ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนอายุรับบำนาญได้สูงสุดถึง 70 ปี เลือกจ่ายเบี้ยตรงเข้าสถานดูแลผู้สูงอายุ 44 พันธมิตรได้ทันที หวังเปลี่ยน "ชีวิตที่เหลืออยู่" ให้เป็น "วัยอิสระ" ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 คุณสาระ2.jpg

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากร ทั้งการลดลงของวัยแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินออมที่ไม่เพียงพอหลังเกษียณและค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะองค์กรที่เคียงข้างสังคมไทยมาตลอด 75 ปี จึงมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สู่การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลใน 3 มิติสำคัญ เพื่อให้การมีอายุที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ ได้แก่ การมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Lifespan) การส่งเสริมให้มีสุขภาพที่แข็งแรงยาวนานขึ้น (Healthspan) และการมีความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอตลอดชีวิต (Wealthspan)

ในภูมิภาคอาเซียน มีประเทศไทยและสิงคโปร์ เพียง 2 ประเทศ ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรไทยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 79-82 ปี อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีการคาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคนหากไม่มีการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาฐานแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33, 39 และ 40 จำนวน 22 ล้านคน พบว่ามีประชากรแรงงานไทยมากกว่า 30% ที่ไม่มีหลักประกันเงินออมหลังเกษียณ และอีกกว่า 60% มีเงินออมสะสมต่ำกว่า 200,000 บาท สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 10% ถึง 15% ต่อปี ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-3% เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

Slide3-จำนวนปชก.ไทย จะเหลือ 33 ล้านคน.JPG

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์เคียงคู่กับสิงคโปร์ แต่แรงงานไทยมากกว่า 30% กลับไร้การออมเพื่อการเกษียณ ขณะที่เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูง 10-15% ต่อปี เมืองไทยประกันชีวิตจึงประกาศเปลี่ยนผ่านแนวคิดการดูแลลูกค้าจากการจ่ายค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วย (Sick Care) ไปสู่นวัตกรรมการดูแลคุณภาพชีวิตเชิงป้องกัน (Well Care) เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ”นายสาระ กล่าว

โจทย์สำคัญของการวางแผนชีวิตในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำให้อายุยืนยาวขึ้น หรือ Longevity เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ประชากรมีสุขภาพแข็งแรง (Healthy) และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากข้อมูลทางสถิติพบว่าคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82 ปี ทว่ากลับมีช่วงห่างหรือ Gap ของการมีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ ทุพพลภาพ หรือต้องเผชิญกับโรคเจ็บป่วยยาวนานถึง 10 ปี การบีบช่องว่าง 10 ปีนี้ให้สั้นลงจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างการดูแลสุขภาพกายและการสร้างความมั่นคงทางการเงิน

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายของธุรกิจประกันสุขภาพในปัจจุบันคือการรับมือกับค่าบริการทางการแพทย์และเบี้ยประกันสุขภาพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกับสถานพยาบาลพันธมิตรกว่า 700 แห่ง และยกระดับการทำงานเชิงลึกกับโรงพยาบาลพาร์ทเนอร์ 161 ถึง 176 แห่ง เพื่อควบคุมมาตรฐานและดูแลผู้เอาประกันภัยให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว พร้อมทั้งศึกษาโมเดลบริหารเบี้ยประกันภัยจากต่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้อัตราเบี้ยประกันของผู้สูงอายุปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Slide6-30%ของคนไทยไม่มีเงินออม.JPG

ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัยที่ต้องการความยืดหยุ่น เมืองไทยประกันชีวิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญรุ่นใหม่ และเพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและลงมือทำจริงในการตอบรับโลกยุคใหม่ ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นสูง ชูนวัตกรรมยืดหยุ่นสูงสุดครั้งแรกในไทย เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเกษียณได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบการดูแลที่ครบวงจรตั้งแต่การวางแผนทางการเงินไปจนถึงการบริการด้านสุขภาพ ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต และตอบโจทย์การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity is  a Trend) โดยลูกค้าสามารถเลือกสเปกการชำระเบี้ย เลือกระดับอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้สูงถึง 70 ปี และสามารถปรับเปลี่ยนอายุการรับเงินในภายหลังได้อย่างเสรี ควบคู่กับการได้รับอนุมัติพิเศษจากกรมสรรพากรให้ผู้เอาประกันเลือกรับเงินบำนาญก้อนใหญ่ ณ วันเกษียณได้โดยไม่เสียสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 209,000 บาท พร้อมทั้งขยายเครือข่าย Senior Living และ Nursing Care 44 แห่งทั่วประเทศ และยกระดับการพัฒนาบุคลากรผ่านหลักการ Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) หรือ ESG เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

โดยบริษัทฯได้นำเสนอแนวทางการดูแลคุณภาพชีวิตผู้บริโภคผ่านกรอบความคิด 4 มิติ ได้แก่ Life Span, Health Span, Wealth Span และ Joy Span จากข้อมูลพบว่า คนไทยมีช่องว่างระหว่างอายุขัย (Life Span) และช่วงเวลาการมีสุขภาพดี (Health Span) ห่างกันถึง 10-11 ปี ซึ่งหมายถึงการต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิงก่อนเสียชีวิต เมืองไทยประกันชีวิตจึงได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์จากการเน้นย้ำเพียงการจ่ายค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย หรือ Sick Care มาเป็นการมุ่งเน้นการดูแลสุขภาวะเชิงป้องกัน หรือ Well Care เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยสามารถพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตในฐานะ "วัยอิสระ" ได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี

Slide4-ค่ารักษาเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป.JPG

ทั้งนี้“Muang Thai Flexi Retire Series” ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของแบบประกันบำนาญ ที่ถูกยกระดับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยวางแผนอนาคตเพื่อชีวิตที่ยืนยาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในมิติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเปิดตัวนวัตกรรมประกันชีวิตแบบบำนาญรุ่นใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่ม "วัยอิสระ" ได้มอบความยืดหยุ่นในการวางแผนทางการเงินสูงสุดครั้งแรกในประเทศไทย ผู้เอาประกันสามารถเลือกระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันได้ตามความสะดวก อาทิ การชำระเบี้ยครั้งเดียว, ชำระ 5 ปี หรือชำระต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 55 ปี หรือ 60 ปี พร้อมทั้งสามารถเลือกกำหนดอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้ตั้งแต่ระดับอายุ 55 ปี, 60 ปี, 65 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งถือเป็นระดับอายุรับบำนาญที่สูงที่สุดในตลาด ณ ปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ประกันบำนาญชุดนี้ยังถือเป็นกรมธรรม์แรกในไทยที่เปิดให้ผู้เอาประกันสามารถเปลี่ยนแปลงอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้ในภายหลัง หากต้องการขยายระยะเวลาการทำงานต่อหรือต้องการเกษียณก่อนกำหนด โดยไม่ต้องกังวล ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม ไม่ต้องมีการพิจารณารับประกันภัยใหม่ นอกเหนือจากนี้ ผู้เอาประกันยังเลือกรับเงินบำนาญได้ทั้งรูปแบบรายปี หรือรายเดือน ตลอดจนเลือกรับเงินบำนาญแบบปรับขึ้นเป็นขั้นบันได (Step-up) เช่น 12%, 18% และ 21% เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามวัย พร้อมรับเงินบำนาญสูงขึ้นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ หรือลูกค้าสามารถเลือกรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30% และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 209,000 บาท  หมดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเพราะเป็นแบบประกันภัยที่สามารถพิจารณารับประกันภัยแบบการันตีไม่ตรวจสุขภาพ 

Slide7-เป้าหมายทำให้ 3 เส้นสอดคล้องกัน.JPG

 สำหรับแบบประกันภัย Muang Thai Flexi Retire Series ประกอบด้วย “เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) หรือ “เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) จ่ายเบี้ยครั้งเดียวเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์  “เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5”  ดี 55, 60, 65  บำนาญปรับได้ตามใจเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 9055, 9060, 9065 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

“จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงินคือ การที่เมืองไทยประกันชีวิตได้หารือและได้รับการอนุมัติพิเศษจากกรมสรรพากร เพื่ออนุญาตให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกรับเงินบำนาญก้อนใหญ่ ณ วันเกษียณอายุได้ โดยไม่สูญเสียสิทธิ์ในการนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีประกันบำนาญสูงสุด 209,000 บาท ซึ่งถือเป็นการทลายข้อจำกัดเดิมของกรมธรรม์บำนาญในอดีต นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการอนุมัติกรมธรรม์ด้วยการใช้เกณฑ์การรับประกันภัยแบบการันตีอนุมัติ โดยผู้สมัครไม่ต้องตรวจสุขภาพและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถเข้าถึงการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณได้อย่างเท่าเทียมและก้าวข้ามข้อจำกัดด้านสุขภาพ” นายสาระ กล่าว

Slide8.JPG

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการสร้าง Longevity Ecosystem ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตร Senior Ecosystem ในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ เข้าถึง และเติมเต็มชีวิตให้มีความอุ่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) จำนวน 44 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและภูมิภาค อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ในการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงวัย โดยผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญของเมืองไทยประกันชีวิต ในกรณีที่เข้าใช้บริการบ้านพักผู้สูงอายุ สามารถแจ้งความประสงค์ให้จ่ายเงินบำนาญให้กับสถานบริการบ้านผู้สูงอายุที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรได้โดยตรง พร้อมเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์เร็ว ๆ นี้  อีกทั้งมีแผนงานที่จะทยอยเพิ่มจำนวนพันธมิตรให้ครอบคลุมทั่วประเทศในระยะถัดไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการสร้างเครือข่ายสถานพยาบาล (Hospital Network) ที่บริษัทเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต การสร้างระบบนิเวศนี้จะช่วยรองรับการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบได้อย่างครอบคลุม

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการขออนุมัติหลักการเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินบำนาญ จากเดิมที่จะต้องโอนเงินเข้าบัญชีของผู้เอาประกันภัยเพียงอย่างเดียว ให้สามารถยิงเงินบำนาญตรงไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุหรือ Home Care ที่เป็นพันธมิตรได้โดยตรง แนวทางดังกล่าวมุ่งหวังให้เงินออมบำนาญที่ผู้เอาประกันภัยสะสมมาตลอดชีวิตถูกนำไปใช้จ่ายตรงตามเจตนารมณ์ในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตในวัยชราอย่างแท้จริง ซึ่งการขับเคลื่อนทั้งหมดนี้แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาระดับประเทศ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพ เพื่อให้คนไทยก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่หลากหลายจากพันธมิตร ครอบคลุมทั้ง โครงการที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่เพื่อผู้สูงวัยที่ยังกระฉับกระเฉง แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสะดวกสบาย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมพยาบาลและผู้ดูแลมืออาชีพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและการดูแลด้านสุขภาพอย่างครบครัน บริการรถรับ-ส่งพร้อมผู้ดูแล สำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปพบแพทย์ เดินทางสะดวก ปลอดภัย อุ่นใจทุกเส้นทางด้วยทีมดูแลมืออาชีพ และโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เน้นการบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้สบายใจใกล้ชิดครอบครัว 

Slide9-ความเป็นจริงของสภาพสังคมไทย.JPG

 “เมืองไทยประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในการยกระดับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem ควบคู่กับการเปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series และการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ครอบคลุมในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ แต่คือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวางแผนเกษียณที่แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดเป็นหลักประกันอันมั่นคง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกยุคสมัย นอกจากนี้บริษัทได้ส่งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจประเมินมาตรฐานความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัยของสถานดูแลในเครือข่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เอาประกันและครอบครัว ทั้งนี้ กรมธรรม์ยังถูกออกแบบให้รองรับการสับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ โดยเปิดให้ผู้เอาประกันนำเงินบำนาญหรือเงินปันผลจากกรมธรรม์ไปชำระค่าบริการสถานดูแลผู้สูงวัยในเครือข่ายได้โดยตรง พร้อมทั้งมอบสิทธิประโยชน์พิเศษผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click โดยไม่ต้องสะสมคะแนน" นายสาระ กล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรและการพัฒนาบุคลากรนั้น บริษัทฯขอยืนยันจุดยืนในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG โดยมองเป็นภารกิจหลักขององค์กรมากกว่าการทำกิจกรรม CSR ทั่วไป ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 สำหรับสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน บริษัทได้เร่งดำเนินโครงการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling & Reskilling) ผ่านการจับมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไปสู่ระบบ Rotational Platform และการเรียนรู้แบบ Reverse Mentoring เพื่อปลูกฝังภาวะผู้นำ (Leadership Mindset) ทักษะการสื่อสาร ตลอดจนความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

“อายุเป็นเพียงตัวเลขทางชีววิทยาที่สามารถบริหารจัดการได้ (Chronological Age vs Biological Age) และเป้าหมายสูงสุดของเมืองไทยประกันชีวิตคือการสร้างรากฐานความมั่นคงให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ มีอิสระ และคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีในตนเองอย่างยั่งยืน”นายสาระ กล่าวในที่สุด

 44 พาร์ทเนอร์-1.jpg

44 พาร์ทเนอร์ 2.jpg

 

“ทีทีบี” โชว์ผลงานสุดแข็งแกร่ง ประกันชีวิต “ทีทีบี ยูเอส มัลติ-แอสเซต อินเด็กซ์ พรินซิเพิล โพรเทค 15/5” เติบโตขึ้นกว่า 400% โดดเด่นในตลาด ทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์และผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิง

“ทีทีบี” โชว์ผลงานสุดแข็งแกร่ง ประกันชีวิต “ทีทีบี ยูเอส มัลติ-แอสเซต อินเด็กซ์ พรินซิเพิล โพรเทค 15/5” เติบโตขึ้นกว่า 400% โดดเด่นในตลาด ทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์และผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิง

“กรุงเทพประกันชีวิต” เดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ชีวิตดี เปิดตัวประกันสะสมทรัพย์ใหม่ “บีแอลเอ เซฟวิ่ง 168” และ “บีแอลเอ เซฟวิ่ง แอนด์ แคร์ 168” เชื่อมการวางแผนการเงินกับการดูแลสุขภาพ รับสังคม Longevity

“กรุงเทพประกันชีวิต” เดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ชีวิตดี เปิดตัวประกันสะสมทรัพย์ใหม่ “บีแอลเอ เซฟวิ่ง 168” และ “บีแอลเอ เซฟวิ่ง แอนด์ แคร์ 168” เชื่อมการวางแผนการเงินกับการดูแลสุขภาพ รับสังคม Longevity

You can share this post!