“เมอร์เซเดส-เบนซ์” กางยุทธศาสตร์ใหญ่สู้ศึกรถยนต์หรู ชูนวัตกรรม EV ทรานส์ฟอร์มดีไซน์ส่ง “GLC” ไฟฟ้า 100%’ ลุยตลาดยุคแข่งขันสูง พร้อมปรับโครงสร้างราคา MSRP หั่นลดโหดสุดกว่า 1 ล้านบาท ดัดหลังรถไฟฟ้าจีน-ย้ำค่ายญี่ปุ่นไม่มีวันตาย!
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” กางยุทธศาสตร์ใหญ่สู้ศึกรถยนต์หรู ชูนวัตกรรม EV ทรานส์ฟอร์มดีไซน์ส่ง “GLC” ไฟฟ้า 100%’ ลุยตลาดยุคแข่งขันสูง พร้อมปรับโครงสร้างราคา MSRP หั่นลดโหดสุดกว่า 1 ล้านบาท ดัดหลังรถไฟฟ้าจีน-ย้ำค่ายญี่ปุ่นไม่มีวันตาย!

Mercedes-Benz ลุกขึ้นเขย่าตลาดรถยนต์ไทย เดินหน้าปรับแผนล้มดีไซน์เดิม ส่ง “The all-new electric GLC” ทรงไอคอนิกท้าชนตลาด พร้อมตัดราคาหลอก MSRP ลงสูงสุด 1 ล้านบาท ดัดหลังค่ายรถชอบตั้งราคาเว่อร์แล้วค่อยลดภายหลัง หั่นราคาขายปลีก C-Class, E-Class ไปจนถึง GLS ลงสูงสุดกว่า 1,000,000 บาท พร้อมตบหน้ากระแส EV ทะลัก ยันปักหลักประกอบในไทย ไม่นำเข้า 0% ตามกระแส คาด CLA ไฟฟ้า และ GLC ไฟฟ้าตัวใหม่ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ Home Run ทั่วประเทศ

 

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ต่ำกว่าเป้าหมายของภาครัฐ แต่ตลาดรถยนต์ระดับหรูยังคงมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (Resilience) จากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายกับสินค้าหรูหราราคาเกิน 3.3 - 3.7 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้น แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีคุณค่าทางอารมณ์ และตั้งราคาอย่างเหมาะสม ผู้บริโภคก็ยังคงพร้อมที่จะตัดสินใจซื้อ

สำหรับภาพรวมการแข่งขันในตลาดแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์จากประเทศจีนที่มีจำนวนหลั่งไหลเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยภาษีนำเข้า 0% และภาษีสรรพสามิตระดับต่ำ จนเกิดสงครามราคา รวมทั้งข้อกังขาเกี่ยวกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นนั้น ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ เชื่อมั่นว่า ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยังมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะตัว จึงจะไม่ล้มหายตายจากไปอย่างแน่นอน

ในด้านยุทธศาสตร์ระบบขับเคลื่อน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นในแนวคิดการสร้างความอุ่นใจสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค (Peace of Mind) ด้วยการนำเสนอทางเลือกพลังงานที่ครอบคลุม ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลสันดาปภายใน (ICE) ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ผสานจุดเด่นของสองระบบ และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ 100% (BEV) สัดส่วนการจำหน่ายของแต่ละระบบขับเคลื่อนจะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าและปัจจัยแวดล้อม เช่น ราคาน้ำมันในตลาด อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า 100% จะเพิ่มขึ้นไปถึง 1 ใน 3 (33%) หรือมากกว่านั้นในอนาคตอันใกล้จากการทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานและการชาร์จไฟให้แก่พนักงานและผู้บริโภค พร้อมทั้งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จตามโรงแรม ช้อปปิ้งมอลล์ และสถานที่สำคัญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

“เพื่อตอบรับกับสภาพตลาดดังกล่าว เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้ปรับยุทธศาสตร์ด้านราคา ด้วยการปรับโครงสร้างราคาแนะนำขาย (MSRP) ใหม่ให้มีความโปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยปรับลดราคาป้ายลงตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท ในกลุ่มรถสปอร์ตและรถยนต์รุ่นใหญ่ กลยุทธ์นี้เน้นการตั้งราคาขายปลีกที่เหมาะสมตั้งแต่แรก แทนการตั้งราคาไว้สูงแล้วมอบส่วนลดจำนวนมากในภายหลัง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมและรับข้อเสนอทางการเงินที่คุ้มค่า”มร.คริสเตียน กล่าว

ล่าสุดได้อวดโฉมแรกของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุด “The all-new electric CLA” โมเดลที่เข้ามากำหนดมาตรฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ ต่อเนื่องด้วยการประกาศรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขาย ภายใต้ FLEX Campaign กับแนวคิดที่สร้างขึ้นจากกลยุทธ์ Customer Centricity สู่การนำเสนอแพ็กเกจที่ทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีทั้งความยืดหยุ่นและประสบการณ์ที่ไร้กังวล โดยความสำเร็จของแคมเปญดังกล่าว สะท้อนผ่านตัวเลขทางการตลาดในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่แสดงความสนใจผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Leads) ด้วยตัวเลขกว่า 188% และมีการส่งต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายฯ (Leads Assigned) ในสัดส่วน 181% เมื่อเทียบกับตัวเลขรวมในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

“รถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นไฮไลต์สำคัญในกลุ่มเอสยูวีหรูหราขนาดกลาง (Luxury Midsize SUV) ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งระยะทางขับขี่ที่ไกลมากกว่า 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ระบบอัจฉริยะขั้นสูง และงานออกแบบที่เน้นความสปอร์ตทันสมัย คาดหวังว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จระดับ "Home Run" เจริญรอยตามรุ่น CLA ไฟฟ้า สำหรับการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในงาน Motor Expo 2026 โดยกำหนดการส่งมอบรถยนต์จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2570ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 บริษัทจะทยอยส่งมอบรถยนต์รุ่น CLA ให้แก่ลูกค้าจำนวนมากที่เฝ้ารอคอยอยู่” มร.คริสเตียน กล่าว

การเปิดตัวในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ (Paradigm Shift) ในด้านการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จากเดิมที่เคยพัฒนาแพลตฟอร์มและงานดีไซน์แยกเฉพาะในตระกูล EQ เช่น EQE และ EQS มาสู่การรักษาเค้าโครงอันเป็นเอกลักษณ์ประจำแต่ละรุ่น (Model Lineup Identity) ไว้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด หรือไฟฟ้า 100% บริษัทยอมรับว่าบทเรียนจากการจำหน่าย EQS และ EQE ในช่วงราคา 7-8 ล้านบาท ทำให้เห็นว่ารูปทรงดั้งเดิมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง รถยนต์อย่าง GLC ไฟฟ้าจึงยังคงเค้าโครงของ GLC ไว้อย่างชัดเจน แต่เสริมด้วยกระจังหน้าสีโครเมียมสไตล์ไอคอนิกและองค์ประกอบตกแต่งที่แสดงถึงความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โดยการออกแบบกระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ปี 1914 (พ.ศ.2457) และรุ่นตำนาน W111/W112 ทั้งนี้ การออกแบบกระจังหน้าตำแหน่งดาวตรงกลางจะสงวนไว้สำหรับกลุ่มรถยนต์สปอร์ตหลัก (Core Segment) เช่น GLC ส่วนกระจังหน้าแบบดาวลอย (Floating Star) จะใช้ในรุ่นระดับสูงขึ้นไปตั้งแต่ E-Class เป็นต้นไป ปัจจุบัน GLC รุ่นนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในต่างประเทศ โดยมียอดจองเต็มล้นในหลายประเทศแถบยุโรปทั้ง เบเนลักซ์ (เบลเยียม ,เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบิร์ก) ,เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีน

“โดยในวันนี้ อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย คือการเผยโฉม The all-new electric GLC หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere ในงาน IAA Mobility เมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง Iconic Design ยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และระบบปฏิบัติการที่ล้ำสมัยที่สุดอย่าง MB.OS superbrain ที่ผสานการทำงานด้วยเทคโนโลยี AI รวมถึงความโดดเด่นของแพลตฟอร์ม MB.EA-M ที่เข้ามาเสริมจุดแข็งในด้านประสิทธิภาพการจัดการพลังงานและอัตราสิ้นเปลือง ทำให้ The all-new electric GLC เป็นโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซกเมนต์ Mid-Size SUV ในประเทศไทย”มร.คริสเตียน กล่าว

มร.คริสเตียน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย คือพันธสัญญาการลงทุนระยะยาวในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และแบตเตอรี่ภายในประเทศ โดยนับตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่งประธานบริหารเมื่อเดือนมกราคม 2569  ก็ยืนยันเจตนารมณ์ต่อบริษัทแม่ในการเลือกประกอบรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น เช่น CLA, GLC และ C-Class รวมถึงการประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย แทนที่จะใช้วิธีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศด้วยสิทธิประโยชน์ภาษีอากรนำเข้า 0% ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากนโยบายโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของภาครัฐบาลไทยที่ส่งเสริมผู้ผลิตที่ตั้งฐานการผลิตและการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ บริษัทมีเสาหลักความแข็งแกร่ง 4 ประการในการเอาชนะใจผู้บริโภค ได้แก่

-ประการแรก คือ คุณค่าของแบรนด์ตราดาวสามแฉกและมรดกทางประวัติศาสตร์ (Brand Heritage) ในฐานะรถยนต์นำเข้ายี่ห้อแรกในประเทศไทยที่มีความผูกพันข้ามรุ่น

-ประการที่สอง คือ ฐานลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์อย่างเหนียวแน่น

-ประการที่สาม คือ ข้อเสนอทางการเงินและสัญญาเช่าซื้อจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์งบประมาณลูกค้า เช่น โปรแกรม Flex

-ประการที่สี่ คือ เครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี พร้อมระบบบริการหลังการขายและการบริหารจัดการสต็อกอะไหล่สำรองที่รวดเร็ว ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลารอคอยอะไหล่นาน

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งเป้าสร้างความสำเร็จในงาน “Motor Expo 2026” เพื่อเร่งตัวเลขยอดขายให้เติบโตตามเป้าหมาย ก่อนที่จะเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งจะมีกองทัพรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เปิดตัวสู่ตลาดอีกหลายรุ่น ส่วนคำถามเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงตระกูล AMG นั้น จะมีรุ่นไฟฟ้าเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยืนยันว่าจะยังไม่อยู่ในแผนการเปิดตัวของปี 2569 หรือ 2570 ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยืนยันถึงความพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและเติบโตในตลาดประเทศไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

มร.เฮาเคอ ทุม ดีไซเนอร์จากสตูดิโอ Mercedes-Benz Design ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า เบื้องหลังแนวคิดและแรงบันดาลใจของการออกแบบของ The all-new electric GLC โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 -ในทุกโมเดลของเมอร์เซเดส-เบนซ์ “กระจังหน้า” ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับ The all-new electric GLCที่มาพร้อมกระจังหน้า Iconic Grille ดีไซน์ใหม่ ซึ่งเป็นการนำมรดกดั้งเดิมและดีเอ็นเอของแบรนด์ มาตีความเข้ากับแนวคิด “Sensual Purity” และศาสตร์แห่งการลดทอน (Reduction) เกิดเป็นความเรียบง่ายที่ล้ำสมัย และสร้างการจดจำได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น

-The all-new electric GLC ออกแบบด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด มีการถ่ายทอดมิติทางอารมณ์และแรงดึงดูดที่ชัดเจน สะท้อนผ่านดีไซน์ด้านหน้าที่ผสาน Illuminated Elements โครงสร้างกระจังหน้าแบบ Smoked-Glass Look, Contour Lighting และ Illuminated Graphics เกิดเป็นกิมมิค Animated Welcome Presentation

ผ่านองค์ประกอบของแสง ในขณะที่เส้นสายด้านข้างและดีไซน์ท้ายรถ ก็มีการใช้เทคนิคของแสงและเงาช่วยขับเน้นความทรงพลังและความโดดเด่นในทุกมุมมอง

-แนวคิดการออกแบบดังกล่าวยังถูกถ่ายทอดสู่ภายในห้องโดยสาร ด้วยการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไปให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ ตั้งแต่หน้าจอ MBUX Hyperscreen ยาวตลอดแนวคอนโซลแบบ Pillar-to-Pillar ช่องปรับอากาศ Galvanised Air Vents และระบบ Climate Control ไปจนถึง Ambient Styles ของรถที่สร้างบรรยากาศภายในด้วย Ambient Lighting ที่ทำงานสอดคล้องร่วมกับโหมดการใช้งานต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากการเผยโฉม The all-new electric GLC ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสคันจริงเป็นครั้งแรก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังได้ประกาศข่าวสำคัญในด้านกลยุทธ์การปรับโครงสร้างราคาของรถยนต์กว่า 11 รุ่น โดยมีการปรับราคาลงสูงสุดถึง 1,030,000 บาท ตามรายละเอียดดังนี้

-C 220 d — ราคาจำหน่าย 2,690,000 บาท 

จากเดิม 2,880,000 บาท (ส่วนต่าง 190,000 บาท)

-C 350 e plug-in hybrid — ราคาจำหน่าย 2,890,000 บาท

จากเดิม 2,990,000 บาท (ส่วนต่าง 100,000 บาท)

-E 220 d — ราคาจำหน่าย 3,490,000 บาท

จากเดิม 3,930,000 บาท (ส่วนต่าง 440,000 บาท)

-E 350 e plug-in hybrid — ราคาจำหน่าย 3,690,000 บาท

จากเดิม 4,080,000 บาท (ส่วนต่าง 390,000 บาท)

-GLC 220 d 4MATIC — ราคาจำหน่าย 3,490,000 บาท

จากเดิม 3,720,000 บาท (ส่วนต่าง 230,000 บาท)

-GLC 350 e 4MATIC plug-in hybrid — ราคาจำหน่าย 3,690,000 บาท

จากเดิม 4,180,000 บาท (ส่วนต่าง 490,000 บาท)

-GLC 350 e 4MATIC Coupe plug-in hybrid — ราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท

จากเดิม 4,340,000 บาท (ส่วนต่าง 350,000 บาท)

-GLE 300 d 4MATIC — ราคาจำหน่าย 4,950,000 บาท

จากเดิม 5,590,000 บาท (ส่วนต่าง 640,000 บาท)

-GLS 450 d 4MATIC — ราคาจำหน่าย 5,950,000 บาท

จากเดิม 6,980,000 บาท (ส่วนต่าง 1,030,000 บาท)

-Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupe — ราคาจำหน่าย 4,950,000 บาท

จากเดิม 5,250,000 บาท (ส่วนต่าง 300,000 บาท)

-Mercedes-AMG GLE 53 Hybrid 4MATIC+ — ราคาจำหน่าย 5,590,000 บาท

จากเดิม 5,850,000 บาท (ส่วนต่าง 260,000 บาท)

 พบกับ The all-new electric GLC และรถยนต์อีกหลากหลายรุ่นในงาน “Mercedes-Benz StarFest 2026: Celebrating The Extraordinary” ณ ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น G ระหว่างวันที่ 24 – 27 กันยายน 2569 โดยมีไฮไลต์อย่าง E 350 e Exclusive กับราคาเริ่มต้น 3.14 ล้านบาท* พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 1,490,000 บาท* ประกันภัยชั้นหนึ่ง StarProtection สำหรับรุ่นรถที่ร่วมรายการ* และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท* [รายละเอียดแคมเปญ: คลิก]

 ***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด

 

You can share this post!