“กรุงเทพธนาคม” เปิดทิศทางปี 2570 เดินหน้าสะสางภารกิจเดิม ทั้งหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว–สีทอง โรงงานกำจัดขยะ 800 ตัน และโครงการสายสื่อสารลงใต้ดิน พร้อมวางรากฐานธุรกิจใหม่ “EV Charger” รองรับการให้บริการประชาชนและระบบขนส่งสาธารณะ ย้ำบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้
ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด แถลงทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในระยะต่อไป โดยมุ่งเน้นการสะสางภารกิจและปัญหาจากโครงการเดิม ควบคู่กับการวางรากฐานธุรกิจใหม่ เพื่อสนับสนุนการให้บริการสาธารณะและการพัฒนาเมืองของกรุงเทพมหานคร

เร่งโอน “สายเขียว–สายทอง” ตามมติ ครม.
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กรุงเทพธนาคมและกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการเกี่ยวกับภาระหนี้ค่า O&M ประมาณ 50,600 ล้านบาท และหนี้ค่าระบบเดินรถประมาณ 23,000 ล้านบาท รวมถึงการดำเนินการเพื่อยุติคดีความและข้อพิพาท ตลอดจนเพิ่มรายได้จากค่าโดยสารและพื้นที่เชิงพาณิชย์ พร้อมดำเนินการชำระค่า O&M ให้เป็นไปตามสัญญา
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารยังอยู่ในระดับทรงตัว ทำให้บริษัทชะลอแผนเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้าออกไปก่อน โดยหากจำนวนผู้โดยสารปรับเพิ่มขึ้น ภาครัฐอาจพิจารณาทบทวนแผนจัดหารถไฟฟ้าเพิ่มเติมในอนาคต
ส่วน รถไฟฟ้าสายสีทอง บริษัทระบุว่าสามารถเจรจาและแก้ไขสัญญาได้สำเร็จ ส่งผลให้สามารถชำระหนี้ค่า O&M ในอดีตได้ทั้งหมด และไม่เกิดข้อพิพาททางกฎหมายจากการดำเนินการดังกล่าว
จากนี้ กรุงเทพธนาคมจะเดินหน้าดำเนินการเกี่ยวกับการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการในอนาคตมีความชัดเจนและดำเนินต่อเนื่อง โดยการโอนจะต้องพิจารณารายละเอียดทั้งด้านสัญญา ทรัพย์สิน และภาระต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โรงงานขยะ 800 ตัน เร่งปรับโครงสร้างหนี้ เดินเครื่องให้ต่อเนื่อง
อีกภารกิจสำคัญคือโครงการบริหารจัดการมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตันต่อวัน ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งเปิดเดินระบบมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ พร้อมนำขยะมาแปรรูปและผลิตพลังงาน
ที่ผ่านมาโรงงานได้รับการปรับปรุงเป็นระบบปิด 100% พร้อมระบบ Negative Pressure ประตู 2 ชั้น ระบบบำบัดกลิ่น ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ รวมถึงติดตามกลิ่นด้วยระบบ E-Nose และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบผ่านระบบ CCTV
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีขยะเข้าสู่ระบบประมาณ 300-400 ตันต่อวัน ซึ่งประเมินว่าอาจไม่ถึงกำลังการผลิต 800 ตันต่อวัน และสูงสุดอาจอยู่ที่ประมาณ 600 ตันต่อวัน ทำให้บริษัทต้องเร่งหารือแนวทางบริหารภาระหนี้
“ปัจจุบันมีขยะเข้ามาประมาณ 300-400 ตัน/วัน ซึ่งประเมินแล้วว่าอาจจะไม่ถึง 800 ตัน/วัน สูงสุดอาจจะมีแค่ประมาณ 600 ตัน/วัน ดังนั้น อาจจะต้องขอเจรจาเรื่องหนี้ที่กู้มา 2,200 ล้านบาท เพื่อปรับลดดอกเบี้ย” ศาสตราจารย์พิเศษธงทองกล่าว

เปิดเกมธุรกิจใหม่ “EV Charger” เสริมระบบ BRT
ขณะเดียวกัน กรุงเทพธนาคมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) เพื่อสนับสนุนการให้บริการรถ BRT ตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร
โครงการดังกล่าวเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรถ BRT และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้กรุงเทพมหานครได้มากกว่า 20%
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำรถยนต์เข้ามาใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พร้อมต่อยอด EV Charger ให้เป็นหนึ่งในธุรกิจใหม่ของบริษัท

สายสื่อสารลงใต้ดิน “ไม่เป็นไปตามเป้า” เร่งเคลียร์หนี้-ข้อพิพาท
สำหรับโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภารกิจเดิมของบริษัทนั้น กรุงเทพธนาคมยอมรับว่าโครงการ ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เนื่องจากมีต้นทุนการลงทุนสูง ส่งผลให้ไม่สามารถหาผู้เช่าได้ตามที่คาดการณ์
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับภาระหนี้และข้อพิพาทกับคู่กรณี รวมถึงมีคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม โดยต้องพิจารณาขอบเขตความรับผิดชอบของกรุงเทพธนาคม รวมถึงคู่สัญญาและผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย
ย้ำ 4 ปีบริหารตามหลักธรรมาภิบาล
ศาสตราจารย์พิเศษธงทองกล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการทำงาน คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล โดยยึดแนวทางการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริต
สำหรับทิศทางปี 2570 กรุงเทพธนาคมจึงมีโจทย์สำคัญทั้งการ สะสางภารกิจและภาระจากโครงการเดิม เดินหน้าการโอนโครงการรถไฟฟ้า บริหารจัดการหนี้และข้อพิพาท พร้อมสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านบริการสาธารณะและการพัฒนาเมืองของกรุงเทพมหานครในระยะต่อไป