ททท. เผยหมดยุคการตลาดสุ่มสี่สุ่มห้า เปิดฉากผ่าตัดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดแห่งปี ประกาศผนึก 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน รุกขยับจากแค่ Digital เข้าสู่ยุค “AI Transformation” เต็มตัว งัดอาวุธหนักระบบ CDP-Big Data ดักจับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเชิงลึก หวังประหยัดงบการตลาดได้ฉ่ำๆ 40% พร้อมกระแทกโซเชียลด้วยแคมเปญแจกหนัก "รับ แลก ลุ้น"แจกใหญ่รวมมูลค่าทะลุ 1 ล้านบาท ไฮไลต์เด็ดลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD-ตั๋วเครื่องบิน-โรงแรมหรู ผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Friends และหมัดเด็ดจีบ “น้องเนเน่ Royal” เด็กไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 นั่งแท่น Brand Ambassador ปั้น Soft Power หวังปลุกกระแสท่องเที่ยว 365 วัน ดันไทยปักหมุดจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของเอเชีย ติด Top 5 รายได้ท่องเที่ยวโลก

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) เปิดเผยว่า ในยุคที่ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การวางแผน ไปจนถึงการตัดสินใจเดินทางที่รวดเร็วขึ้น ททท. จึงเดินหน้ายกระดับสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) นำข้อมูลเชิงลึกมาเชื่อมโยงและแบ่งปันฐานข้อมูลร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการตลาดและออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น สอดรับกับแผนการดำเนินงานปี 2570 ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน สู่เป้าหมายการเป็น Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination โดยข้อมูลคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุคใหม่ การนำข้อมูลจากการลงทะเบียนและการมีส่วนร่วมในกิจกรรม “LUCK แลก ลุ้น” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยให้ ททท. เข้าใจความสนใจและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มได้แม่นยำขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมชิงรางวัล แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือการตลาดดิจิทัล เพื่อให้ ททท. สามารถนำเสนอข่าวสาร สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ตรงใจ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยออกเดินทางและกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
จากแนวทางดังกล่าว ททท. จึงจัดกิจกรรม “LUCK แลก ลุ้น” ภายใต้โครงการสร้างแคมเปญการพัฒนานวัตกรรมเพื่อจัดเก็บข้อมูลและติดตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ผ่านการสมัครสมาชิก Amazing Friend เพื่อรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพและหลากหลายสำหรับนำไปวิเคราะห์และต่อยอดการตลาดท่องเที่ยวผ่านระบบ Customer Data Platform (CDP) ช่วยให้ ททท. เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวได้แม่นยำยิ่งขึ้น ก่อนนำผลการวิเคราะห์ไปวางแผนการตลาด พัฒนาการสื่อสาร สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์ท่องเที่ยวให้ตรงกับความสนใจของแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อร่วมนำเสนอสินค้า บริการ และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากขึ้น

กิจกรรม “LUCK แลก ลุ้น” มอบสิทธิประโยชน์แก่สมาชิก Amazing Friend ภายใต้แนวคิด “ได้รู้–ได้แลก–ได้ลุ้น” ได้แก่ ได้รู้ รับข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ข่าวสาร แรงบันดาลใจ และสิทธิประโยชน์จากผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Thailand และ E-Newsletter ได้แลก ร่วมกิจกรรมและแลกรับของรางวัลผ่านบูธภายในงานคอนเสิร์ตและกิจกรรมต่าง ๆ ของ ททท. และได้ลุ้น ร่วมสนุกชิงรางวัลด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวจากกิจกรรมออนไลน์ที่จัดขึ้นทุกเดือนผ่าน Facebook: Amazing Thailand
สำหรับรางวัลใหญ่ในกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวและบริการ ได้แก่ BYD, AVIS, การบินไทย, โรงแรม Ana Anan Pattaya, ticket2Attraction และหนีกรุง รวมทั้งสิ้น 252 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาทแบ่งเป็นของรางวัลระหว่างโครงการ 200 รางวัล และรางวัลจากการจับรางวัลใหญ่ 52 รางวัล โดยรางวัลที่ 1 ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 1 จำนวน 1 รางวัล พร้อมด้วยตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ บัตรกำนัลที่พัก บัตรกำนัลรถเช่า บัตรกำนัลเติมน้ำมัน บัตรสปา คูปองส่วนลดกิจกรรมท่องเที่ยว และทริปพิเศษอีกมากมาย กำหนดจับรางวัลวันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 ทาง Facebook: Amazing Thailand
ผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิก Amazing Friend ผ่าน LINE Official Account: @amazingthailand หรือเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/amazingfriend ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยผู้สมัคร 1 ราย จะได้รับ 1 สิทธิ์ในการลุ้นรางวัลใหญ่ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Amazing Thailand หรือโทร. 1672 เพื่อนร่วมทาง

ด้าน นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงทิศทางยุทธศาสตร์การตลาดดิจิทัลของ ททท. ว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีความว่องไวและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การทำการตลาดแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป ทำให้ ททท. ต้องเร่งผ่าตัดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลังบ้าน (Digital Backbone) ขยับจากการทำ Digital Transformation ไปสู่อุตสาหกรรมยุค AI Transformation เต็มรูปแบบ ด้วยการลงทุนพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้บริโภคหรือ Consumer Data Platform (CDP) ควบคู่กับระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ซึ่งระบบ CDP ดังกล่าวนอกจากจะใช้วิเคราะห์ข้อมูลสมาชิกที่ลงทะเบียนแล้ว ยังเน้นการตรวจจับและวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้งานที่ไม่ระบุตัวตน (Unknown Users) ที่เข้ามาค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว การเช่ารถ หรือโรงแรมที่พัก ผ่านทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ ททท. เพื่อนำข้อมูลวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมส่งต่อให้เจ้าหน้าที่และภาคเอกชนปรับใช้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวได้ตรงจุด
ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดสอบประสิทธิภาพระบบและกระตุ้นการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ททท. ได้เปิดตัวแคมเปญ "รับ แลก ลุ้น" สำหรับสมาชิก Amazing Friends โดยกรอบการดำเนินงานใช้ระยะเวลารวม 6 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมไปจนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน ด้วยงบประมาณโครงการราว 6-7 ล้านบาท วางเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิก Amazing Friends แบบก้าวกระโดดจาก 20,000 ราย เป็น 40,000 ราย ซึ่งการดำเนินโครงการในช่วง Green Season จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย (Domestic Market) ในลักษณะการทดลองเชิงข้อมูล (Experimental Data) เพื่อนำไปประดิดประต่อเป็นโครงสร้าง White Paper และใช้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการตลาดที่อิงฐานข้อมูลจริง (Data-driven Strategy) แทนการใช้สามัญสำนึกหรือการคาดเดาในอนาคต
นอกจากนี้ ททท. ยังได้วางโครงสร้างการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ในการทำฐานข้อมูลกลางด้านการท่องเที่ยวของประเทศ และการประสานระบบตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) เพื่อรองรับแนวคิดของรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนจากการวัดผล Tourist Economy ไปสู่ "Visitor Economy" ที่เน้นการสร้างคุณค่าและรายได้ต่อนักท่องเที่ยว (High Value) มากกว่าการเน้นเฉพาะเชิงปริมาณ ทั้งนี้ การทำการตลาดแบบแม่นยำผ่าน Data ดังกล่าว จะช่วยประหยัดงบประมาณทำการตลาดแบบหว่าน (Traditional Marketing) ลงได้ไม่น้อยกว่า 30-40% โดยการดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA และ GDPR ของยุโรปอย่างเคร่งครัด โดยจะวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลพฤติกรรมโดยรวมและสัญชาติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
“ททท. มุ่งมั่นที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับขึ้นสู่กลุ่ม Top 5 ของโลกในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว (Earn Revenue) เช่นเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยการใช้เครื่องมือดิจิทัลและการบูรณาการข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนจะช่วยให้สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ควบคู่กับการนำ Soft Power ของไทยมาสร้างแรงขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญ "รับ แลก ลุ้น" และรับสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวได้ผ่านทางเว็บไซต์ thailandtourism.org/amazingfriend หรือแอปพลิเคชัน Amazing Thailand ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”นายนรินทร์ กล่าว

นายนรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ “น้องเนเน่ - รัตติกานต์ อำลอย” หรือ “เนเน่ Royal”เด็กสาววัย 16 ปีจาก จ.ภูเก็ต เป็นคนไทยคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์ “America’s Got Talent 2026” (AGT 2026) Season 21 พร้อมเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ตามเวลาประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งททท. พร้อมให้การสนับสนุนความสามารถของคนไทยอย่างเต็มที่ในการนำ Soft Power ไปเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ทั้งนี้ กระแสดังกล่าวยังช่วยดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติมายังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของพื้นที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจ และดูแลความปลอดภัยอย่างยั่งยืน
ในส่วนแนวทางการทำงานร่วมกับน้องเนเน่ ทางผู้บริหาร ททท. ก็มีเริ่มมีการเจรจากับทีมของ “น้องเนเน่”มาตั้งแต่ช่วงก่อนการประกวดในรอบที่สอง โดยเป็นการหารือนอกรอบถึงความเป็นไปได้ในการดึงมาร่วมงานกันเพื่อโพรโมตภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย
“เนื่องจาก ททท. เป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่สามารถอัดฉีดเงินสปอนเซอร์ก้อนใหญ่ในลักษณะเดียวกับภาคเอกชนรายใหญ่ได้ ททท. จึงใช้วิธีการเชิญชวนให้ ‘น้องเนเน่’ มารับหน้าที่เป็น Brand Ambassador เพื่อร่วมถ่ายทอดความงดงามและพูดถึงประเทศไทยในภาพรวมด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งจากการพูดคุยในเบื้องต้น ทาง ‘น้องเนเน่’ ได้แสดงความยินดีและมีความสุขอย่างยิ่ง ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการโปรโมทประเทศ”นายนริทร์ กล่าว
นายนริทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวผ่านตัวบุคคลและพลังของ Soft Power ถือเป็นกระบวนการทำงานต่อเนื่องที่ต้องสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ (Organic & Ongoing Process) โดยยุทธศาสตร์การตลาดของ ททท. จะไม่ใช้วิธีการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่แบบปีเดียวจบแล้วหายไป แต่จะมุ่งเน้นการสร้างแรงขับเคลื่อนระยะยาวที่ต่อยอดได้อย่างยั่งยืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

นายอิชฌน์อนนต์ ไทยอารี Director of Operation บริษัท ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล เรนท์ อะ คาร์ จำกัด (AVIS Thailand) กล่าวว่า อุตสาหกรรมรถเช่าพร้อมสนับสนุนการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังหัวเมืองรองและพื้นที่รอบข้างจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ผ่านเครือข่ายบริการกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) มากขึ้น เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนจากทัวร์รถบัส มาเป็นกลุ่มเดินทางครอบครัวหรือคู่รักที่เช่ารถขับท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และราชบุรี ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลยังนิยมเดินทางมาเช่ารถท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงฤดูฝนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกลยุทธ์การให้บริการ AVIS Thailand ได้จัดโปรโมชั่นราคารถเช่าขับเอง (Self Drive) เริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาทต่อวัน เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ แม้จะมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงก็ตาม อย่างไรก็ดี ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บริษัทยังคงให้บริการเฉพาะกลุ่มรถเช่าพร้อมคนขับ (Chauffeur Drive) ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเส้นทางเชื่อมโยงเช่น พัทยา โดยนำรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่มาให้บริการเนื่องจากสามารถบริหารจัดการค่าพลังงานและปรับราคาให้อยู่ในระดับที่จับต้องได้ ส่วนบริการขับเองยังคงใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของสถานีชาร์จแบตเตอรี่และความสะดวกของนักท่องเที่ยวในการเดินทางไกล

ขณะที่ นายวรเมธ โชติภูรีพงศ์ Managing Director บริษัท จินหลง มอเตอร์ จำกัด ในฐานะพันธมิตรผู้แทนจำหน่าย BYD กล่าวว่า ได้ร่วมสนับสนุนรางวัลใหญ่ที่สุดในแคมเปญ "รับ แลก ลุ้น" เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่น BYD เพื่อมอบให้แก่ผู้โชคดี โดยมองว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรักษ์โลกที่ไร้มลพิษคาร์บอน อีกทั้งยังสอดรับกับกระแสการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่นักท่องเที่ยวนิยมนำรถยนต์ไฟฟ้าไปจอดพักแรมและนอนชมบรรยากาศในรถ นอกจากนี้ BYD ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีระบบ DMI (Plug-in Hybrid) ที่สามารถเดินทางไกลรวมกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จและเติมน้ำมัน รวมถึงเทคโนโลยี Flash Charge ชาร์จพลังงาน 90% ในเวลาเพียง 9 นาที ซึ่งจะช่วยขจัดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการชาร์จและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทางรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้าน นางสาวกิติมา อนันต์จิตสุภา Vice President อานา อนันต์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า พัทยา กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวในพื้นที่พัทยาว่า ตลาดนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญลดน้อยลงไปอย่างมาก แต่ถูกแทนที่ด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มกำลังซื้อสูง (Cream Market) ที่เช่ารถขับมาพักผ่อนและเลือกจองห้องพักระดับพรีเมียมและวิลล่า โดยมีสัดส่วนผู้เข้าพักอันดับหนึ่งเป็นคนไทย 60-70% รองลงมาคือชาวจีนและชาวยุโรปตามฤดูกาล ทั้งนี้ รีสอร์ทได้เตรียมความพร้อมรองรับยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จ EV ไว้ให้บริการแก่ลูกค้าอีกด้วย
นอกจากนี้ จากกระแสการจองห้องพักล่วงหน้าจากงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งทันทีที่มีการประกาศข่าวดังกล่าว ส่งผลให้อัตราการจองห้องพักโรงแรมในพื้นที่พัทยาสูงพุ่งเกิน 95% อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้สมาคมโรงแรมและผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มมีการหารือถึงการจัดเกรดมาตรฐานราคาห้องพัก (Hotel Tiering) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินจริงจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว

นางสาวเกษสุณีย์ สุนทราวัฒนา Managing Director บริษัท โกลบอล คอนเนคเตอร์ จำกัด ผู้ให้บริการ Ticket2Attractions.com แพลตฟอร์มจองกิจกรรมท่องเที่ยวออนไลน์ที่มีรายการกิจกรรมกว่า 700 รายการทั่วประเทศ กล่าวว่า บริษัทได้มอบโค้ดส่วนลดพิเศษให้แก่สมาชิก Amazing Friends เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อกิจกรรมท่องเที่ยว โดยแนวโน้มพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบันหันมาสนใจกิจกรรมแนวธรรมชาติและการผจญภัย (Adventure) เช่น การเดินป่า ล่องแก่ง ในพื้นที่เมืองรองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มครอบครัวยังคงเลือกใช้บริการสวนสัตว์และสวนสนุกในเมืองหลัก ซึ่งส่วนลดดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ