“เบเยอร์” ผนึก “ธรรมศาสตร์” “กทม.” และ “ภาคีไทย–เยอรมัน” เปิดชุมชนต้นแบบสู้ภัยร้อน ชูนวัตกรรมสีไทยลดอุณหภูมิหลังคาสูงสุด 23 องศา
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เบเยอร์” ผนึก “ธรรมศาสตร์” “กทม.” และ “ภาคีไทย–เยอรมัน” เปิดชุมชนต้นแบบสู้ภัยร้อน ชูนวัตกรรมสีไทยลดอุณหภูมิหลังคาสูงสุด 23 องศา

บริษัท เบเยอร์ จำกัด ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตภาษีเจริญ และภาคีความร่วมมือไทย–เยอรมัน เปิดพื้นที่ชุมชนต้นแบบภายใต้โครงการ “สู้ร้อนประเทศไทย (Heat Ready Thailand)” นำนวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนของไทยมาช่วยรับมือปัญหาความร้อนในเมือง โดยเริ่มจากพื้นที่ที่ประชาชนกลุ่มเปราะบางใช้ชีวิตอยู่จริง

โครงการนำ Beger Cool Roof ไปใช้กับอาคารศูนย์สุขภาพและบ้านพักอาศัยของกลุ่มเปราะบาง 2 หลังในเขตภาษีเจริญ พร้อมวัดอุณหภูมิเปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินงาน ผลการตรวจวัดในพื้นที่นำร่องพบว่า อุณหภูมิพื้นผิวหลังคาลดลงประมาณ 17–23 องศาเซลเซียส จากราว 58–62 องศาเซลเซียส เหลือ 39–41 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิอากาศภายในบ้านลดลงเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส ผู้อยู่อาศัยยังให้ผลตอบรับเชิงบวกต่อความสบายภายในบ้าน

ความร่วมมือนี้เชื่อมงานวิจัยด้านอาคารและเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การทำงานในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และนวัตกรรมสีจากเบเยอร์ เข้ากับเครือข่ายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างไทยและเยอรมนี โครงการได้รับการสนับสนุนผ่าน ThaiCI (Thai Climate Initiative Fund) และมีความร่วมมือจาก Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH ภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–เยอรมันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

คุณพวงเพ็ญ แสงเพชร Marketing & Business Development Director บริษัท เบเยอร์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับเบเยอร์ นวัตกรรมที่ดีต้องไม่หยุดอยู่เพียงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คนได้จริง พร้อมระบุว่า ผลจากพื้นที่จริงแสดงให้เห็นว่าการลดความร้อนที่หลังคาเป็นหนึ่งในวิธีบรรเทาความร้อนภายในที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบทำความเย็น

ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบเยอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาความร้อนกำลังกลายเป็นความท้าทายที่ใกล้ตัวคนเมืองมากขึ้น และผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะนำความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาพัฒนาแนวทางที่ประชาชนสัมผัสผลได้จริง

หลังเปิดพื้นที่ต้นแบบ โครงการจะติดตามผลต่อเนื่องเพื่อศึกษาประสิทธิภาพในแต่ละฤดูกาลและความคงทนของสี รวมถึงถอดบทเรียนด้านการดำเนินงานและงบประมาณ ข้อมูลที่ได้จะช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการนำแนวทางหลังคาเย็นไปใช้กับชุมชนอื่น เพื่อให้การรับมือภัยร้อนของเมืองไทยตั้งอยู่บนผลการทดลองและความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง

You can share this post!