“AWC”แย้มแผนเตรียมเขย่าย่านเจริญกรุง ควงแขน DreamWorld เนรมิตเมกะโปรเจกต์ "สวนน้ำระดับโลก"ดึงทราฟฟิกนักท่องเที่ยว พร้อมส่ง "AWR" กองทรัสต์ Freehold แสนล้าน เข้า SET ลุยเทรดปลายปี’69 ปลดล็อกกระแสเงินสด 3 หมื่นล้าน
อสังหาริมทรัพย์

“AWC”แย้มแผนเตรียมเขย่าย่านเจริญกรุง ควงแขน DreamWorld เนรมิตเมกะโปรเจกต์ "สวนน้ำระดับโลก"ดึงทราฟฟิกนักท่องเที่ยว พร้อมส่ง "AWR" กองทรัสต์ Freehold แสนล้าน เข้า SET ลุยเทรดปลายปี’69 ปลดล็อกกระแสเงินสด 3 หมื่นล้าน

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปฯ เปิดเกมรุกครั้งยิ่งใหญ่ เดินหน้าปลุกย่านเจริญกรุง จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ DreamWorld เนรมิตที่ดินกว่า 100 ไร่ ผุดเมกะโปรเจกต์ "สวนน้ำระดับโลก" อาณาจักรความบันเทิงและเวลเนส รับกลุ่มครอบครัวทั่วโลก ควบส่งกองทรัสต์ยักษ์ใหญ่ "AWR" มูลค่าสินทรัพย์เริ่มต้นกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท ลุยเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลายปี 2569 ปลดล็อกกระแสเงินสดสุทธิกลับเข้าพอร์ตกว่า 30,000 ล้านบาท พร้อมปรับโครงสร้างหนี้ลงฮวบเหลือ D/E เพียง 0.6 เท่า สร้างโมเดลการเติบโตยั่งยืนก้าวกระโดด

 

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานและทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า จากโมเมนตัมการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 นี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและดีกว่าปี 2568 ที่ผ่านมาอย่างชัดเจน โดยอัตราการจองห้องพัก (Booking) ของโรงแรมในเครือ AWC ในหลายทำเลปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่หลาย 10% จนถึงสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากที่ประเทศไทยเป็นหมุดหมายในการจัดกิจกรรมและงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักเดินทางจากทั่วโลกเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคและข้อกังวลเกี่ยวกับมวลน้ำเหนือนั้น มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการหรือยอดจองห้องพักของบริษัทโดยตรง จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ไม่พบรายงานการยกเลิกการจอง (Cancellation) จากกลุ่มลูกค้า เนื่องจากโรงแรมในเครือส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบกับกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้เข้าร่วมงานประชุมและอีเวนต์ขนาดใหญ่ซึ่งมีการวางแผนเดินทางล่วงหน้า

ในส่วนของมาตรการรับมือในระยะยาวและแนวคิดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อสภาวะกักเก็บน้ำนั้น AWC ได้ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบถาวร (Permanent Solution) เช่น การสร้างคันคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมเต็มรูปแบบในโครงการที่จังหวัดเชียงใหม่ อาทิ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้โครงการปลอดภัยแล้ว ยังสามารถเปิดพื้นที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือและดูแลชุมชนรอบข้างได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต สำหรับอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานคร บริษัทได้ทยอยติดตั้งระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมทั้งมีการวางแผนล่วงหน้าผ่านการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิสถาปัตยกรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการวางโมเดลพัฒนาเมืองและการสร้างความยั่งยืนให้แก่กรุงเทพมหานครในระยะยาว

นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของแผนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงท่องเที่ยว AWC ได้เดินหน้าเตรียมพัฒนาเมกะโปรเจกต์ "สวนน้ำระดับโลก" (World-Class Water Park) บนพื้นที่ย่านเจริญกรุง บริเวณโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกอย่าง DreamWorld บนแปลงที่ดินขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่ โดยเน้นการพัฒนาสวนน้ำและคอนเซปต์ด้านเวลเนส (Wellness) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว (Family Group) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายหลังจากประสบความสำเร็จในการดึงทราฟฟิกจากการเปิดตัวโครงการ Jurassic World

“การตัดสินใจพัฒนาสวนน้ำกลางเมืองเนื่องจากพบว่ากรุงเทพมหานครยังขาดแคลนโครงการสวนน้ำระดับสากลที่เชื่อมต่อกับโรงแรมและรีสอร์ตอย่างสมบูรณ์ โดยโครงการสวนน้ำดังกล่าว จะถูกสร้างแยกออกมารวมไว้อีกแปลงที่ดินหนึ่งต่างหาก ไม่ได้อยู่ในอาคารสูง 56 ชั้น และจะได้รับการเร่งรัดขั้นตอนการพัฒนาเพื่อสามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวล่วงหน้าก่อนตัวอาคารสูง 56 ชั้น”นางวัลลภา กล่าว

สำหรับการออกแบบและประสบการณ์ภายในสวนน้ำดังกล่าว ถูกวางคอนเซปต์ให้เป็นธีมสวนน้ำระดับโลกที่มีการเชื่อมโยงกิจกรรมทางน้ำเข้ากับห้องพักของโรงแรมอย่างเป็นเนื้อเดียว ผู้เข้าพักสามารถเดินออกมาจากห้องพักแล้วลงเล่นสไลด์เดอร์และเครื่องเล่นสระน้ำแนว River Access ที่มี Infinity Edge Pool มองเห็นทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันที นอกเหนือจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบลิฟต์กันน้ำ (Waterproof Lift) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการโดยไม่ต้องแบกห่วงยางขึ้นที่สูง

ในส่วนของอาคาร 56 ชั้นซึ่งตั้งอยู่บนแปลงใกล้เคียงกันนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาปรับแผนงานการพัฒนา โดยก่อนหน้านี้มีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรเชนบริหารโรงแรมชั้นนำระดับโลกหลากหลายแบรนด์ อาทิ Ritz-Carlton Reserve, JW Marriott, Marriott, Autograph Collection และ Moxy ควบคู่ไปกับการวางแนวทาง Master Plan ร่วมกับ Westfield เพื่อดึงดูดพันธมิตรร้านค้าและแบรนด์ระดับโลกเข้ามาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวชั้นนำ ยกระดับประเทศไทยสู่เป้าหมายท็อปเดสติเนชันของโลก

นางวัลลภา กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดได้พร้อมเปิดโมเดลแพลตฟอร์มการเติบโตอย่างยั่งยืน (AWC’s Integrated Sustainable Growth Platform) ที่เชื่อมโยงศักยภาพการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านธุรกิจและการท่องเที่ยวของไทย เข้ากับการสร้างผลตอบแทนรวมกำไรจากการพัฒนา และการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับผู้ลงทุน โมเดลนี้ AWC ทำหน้าที่เป็น “Development Engine” ตั้งแต่การเลือกทำเล ออกแบบ ลงทุนพัฒนา ก่อสร้าง และสรรหาพันธมิตรจนโครงการสร้างรายได้ ขณะที่ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เอดับเบิ้ลยูซี ไลฟ์สไตล์ พร๊อพเพอร์ตีส์ (AWC Lifestyle Property Real Estate Investment Trust) หรือ AWR มุ่งลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพที่ผ่านการพัฒนาและสร้างรายได้แล้ว มีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจที่หลากหลาย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ควบคู่กับโอกาสการเติบโตจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว (Value Appreciation) โมเดลดังกล่าว AWC สามารถสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) จากสินทรัพย์ที่พัฒนาแล้วให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการเติบโตของธุรกิจและการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดย AWR จะมีมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาm

AWR มี 3 กลไกหลักในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ได้แก่

1.Performance Growth – เติบโตมั่นคง: การเติบโตจากผลการดำเนินงาน โดยทรัพย์สินทั้ง 5 แห่งมี EBITDA เติบโตร้อยละ 20 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

2.Appreciation Growth – เติบโตต่อเนื่อง: มูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจากการถือกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในทรัพย์สินคุณภาพ 5 แห่ง บนทำเลศักยภาพที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้

3.Acquisition Growth – เติบโตก้าวกระโดด: การขยายพอร์ตจากทรัพย์สินเริ่มต้น 5 แห่ง สู่สินทรัพย์ 9 แห่งที่ AWC คัดเลือกไว้ให้ AWR พิจารณาลงทุน พร้อมโครงการอีก 48 แห่งในพอร์ตปัจจุบันของ AWC และในอนาคต ภายใต้สิทธิในการปฏิเสธก่อน (Right of First Refusal: ROFR) และโอกาสในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพจากตลาด

โดยทั้ง 3 กลไกจะเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พอร์ต และสนับสนุนเป้าหมายของ AWR ในการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอและการเติบโตในระยะยาว

AWR จะเป็น Freehold REIT ขนาดใหญ่ที่สุดที่พร้อมขยายการเติบโต รองรับผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดทุนไทย ผ่านพอร์ตทรัพย์สินเริ่มต้น 5 แห่ง ได้แก่ ดิ เอ็มไพร์ บันยันทรี เกาะสมุย บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท มีเลีย เกาะสมุย และพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ซึ่งผสานฐานรายได้ค่าเช่าเชิงพาณิชย์ที่มั่นคงเข้ากับรายได้จากธุรกิจโรงแรม การกระจายรายได้ระหว่างธุรกิจโรงแรม (Hospitality) และอาคารพาณิชย์ (Commercial) ช่วยให้พอร์ตรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจได้ดีและมีผลการดำเนินงานที่มั่นคง

ทั้งนี้ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีท จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของ AWR ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการลงทุน ประมาณการทางการเงิน สมมติฐาน และความเสี่ยงได้จากเอกสารดังกล่าว โดยคาดว่าจะสามารถกำหนดวันซื้อขายวันแรก (First Trading Day) ในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงปลายปี 2569 นี้หรือช่วงต้นปี 2570

การระดมทุนผ่านโมเดล AWR นี้จะช่วยสร้างการรับรู้กำไรจากการพัฒนา (Capital Gain) ให้แก่ AWC รวมมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท (จากมูลค่ากำไรพัฒนาจริง 14,000 ล้านบาท โดยส่วนที่เหลือ 28% เป็นสัดส่วนที่ AWC เข้าไปถือหุ้นต่อจึงไม่นับเป็น Capital Gain) รวมทั้งช่วยปลดล็อกกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) กลับเข้าสู่บริษัทจำนวนกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งกระแสเงินสดก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการจ่ายเงินปันผลตามนโยบาย การชำระคืนหนี้สถาบันการเงินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ในท่อส่งออก (Pipeline)

จากการปรับโครงสร้างทางการเงินดังกล่าว จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของ AWC ปรับลดลงจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.9 เท่า ลงมาสู่ระดับเป้าหมายที่ 0.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับสัดส่วนทางการเงินตามมาตรฐานสากลที่อ้างอิงจากพันธมิตรชั้นนำอย่าง CapitalLand ประเทศสิงคโปร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินที่สามารถก้าวผ่านทุกวัฏจักรเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ในส่วนของนโยบายจ่ายเงินปันผล บริษัทกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม ขณะที่กองทุน AWR จะมีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี (รายไตรมาส) เพื่อสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนสม่ำเสมอแก่ผู้ลงทุน

ทั้งนี้ AWC อยู่ระหว่างการจัดทำและทบทวนแผนธุรกิจ 5 ปี ฉบับใหม่เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ ก่อนที่จะเริ่มประกาศใช้แผนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป เพื่อมุ่งเน้นการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ผนึกเข้ากับโครงสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow)เพื่อสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

“AWC จัดตั้ง AWR สร้างโมเดลแพลตฟอร์มการเติบโตเต็มรูปแบบอย่างยั่งยืน (AWC’s Integrated Sustainable Growth Platform) ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดย AWC คือ Development Engine ที่มีบทบาทในการพัฒนา สร้างจุดหมายปลายทาง โดยคำนึงถึงพื้นที่ ชุมชน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าคุณภาพเพื่อคุณค่าอย่างเต็มศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และสร้างผลตอบแทนรวมกำไรจากการพัฒนา ขณะที่ AWR เป็นผู้ถือครองสินทรัพย์ที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่อง ก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน เราเชื่อว่าโมเดลนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยประเทศไทยมีจุดหมายปลายทางคุณภาพมากมาย ภายใต้กลยุทธ์การสร้างพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินคุณภาพสำหรับ AWR ให้มั่นคง เติบโต โดยเราคัดเลือกทรัพย์สิน 5 แห่งที่ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการรวม ดิ เอ็มไพร์ และ รีสอร์ตแบรนด์ระดับโลกกลุ่ม Ultra-Luxury Wellness Destination 2 แห่ง คือ บันยันทรี เกาะสมุย และ กระบี่ และอีก 2 แห่งในกลุ่ม Family & Friends Luxury Lifestyle Destination คือ มีเลีย เกาะสมุย และ พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ที่รวมความพิเศษหลากหลายไว้ด้วยกัน AWR เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ลงทุนได้มีส่วนร่วมในมูลค่า และการเติบโตของจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ผ่านทรัพย์สินแบบกรรมสิทธิ์ Freehold ที่เราพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายปี”นางวัลลภา กล่าว

อย่างไรก็ตามบทบาทที่เสริมกันนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้น AWC ได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินที่มีผลการดำเนินงานมั่นคงแล้ว ขณะที่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ AWR ได้รับรายได้ค่าเช่าและโอกาสการเติบโตของมูลค่าพอร์ต ควบคู่กับโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี และช่วยส่งเสริมประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านธุรกิจและการท่องเที่ยว ภายใต้พันธกิจ “Building Better Future”

ประสบการณ์ด้านการพัฒนาและการบริหารพร้อมทีมผู้บริหารด้านการพัฒนาโครงการ (In-house Development Team) ของ AWC เป็นรากฐานสำหรับพอร์ตเริ่มต้นและโอกาสการเติบโตในอนาคตของ AWR ปัจจุบันพอร์ตของ AWC เติบโตเป็น 62 โครงการ โดยมูลค่าทรัพย์สินรวม (Gross Asset Value) เพิ่มขึ้นจาก 96,460 ล้านบาท ณ วันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2562 เป็น 224,100 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

ดร.ไพฑูรย์ วงศาสุทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีทท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ AWR และยังเป็นอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (Chief Investment Officer) ของ AWC ผู้มีประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านการลงทุนและการบริหารพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโรงแรม อาคารพาณิชย์ และศูนย์การค้า จะกำกับดูแลกลยุทธ์การลงทุนและผลการดำเนินงานของพอร์ต AWR กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้งกองทรัสต์ AWR บริษัทฯและทีมงานได้ทำการศึกษารายละเอียดและรูปแบบการบริหารจัดการกองทรัสต์ระดับชั้นนำในต่างประเทศ ทั้งในประเทศสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาออกแบบโครงสร้างธรรมภิบาลที่โดดเด่นและเป็น Best in Class อย่างแท้จริง โครงสร้างของกองทรัสต์นี้มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด ทำหน้าที่เป็นทรัสตี (Trustee) ในการเข้าถือสิทธิ์และดูแลทรัพย์สินแทนผู้ถือหน่วยลงทุน โดยในส่วนของโครงสร้างการถือหุ้น AWC ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลัก จะยังคงถือหน่วยลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 28 เพื่อให้มีผลประโยชน์สอดคล้องกับการเติบโตของกองทรัสต์ ขณะเดียวกันได้ทำการกระจายหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยรายอื่นในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 72 เพื่อแก้ปัญหาความคล่องตัวในการซื้อขายแลกเปลี่ยนหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่มักเกิดขึ้นกับกองทรัสต์ทั่วไป

“หน่วยทรัสต์จะจัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 72 และ AWC จะถือหน่วยทรัสต์ไม่เกินร้อยละ 28 เพื่อให้ผลประโยชน์ของ AWC สอดคล้องกับผู้ถือหน่วยทรัสต์ (Alignment of Interest) รวมถึงโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการระดับมาตรฐาน โดยคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการอิสระกว่า 60% และกรรมการอิสระได้รับการแต่งตั้งร่วมจาก Trustee เพื่อดูแลคุณค่าให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์” ดร.ไพฑูรย์ กล่าว

ทั้งนี้พอร์ต AWR จะเริ่มต้นด้วยสินทรัพย์กรรมสิทธิ์ Freehold ระดับแลนด์มาร์ก 5 แห่งในทำเลชั้นนำ ซึ่งเชื่อมโยงสองภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ธุรกิจ Commercial ในกรุงเทพฯ และการท่องเที่ยวใน 3 จุดหมายปลายทางชั้นนำของประเทศ กลยุทธ์ของเรามุ่งบริหารพอร์ตด้วยสินทรัพย์คุณภาพ ในทำเลศักยภาพที่มีรายได้มั่นคง เป็นผู้นำในตลาด (Top Positioning) และมีศักยภาพสร้างการเติบโตได้เหนือกว่าตลาด มุ่งเน้นเพิ่มมูลค่าจากการดำเนินงานของแต่ละสินทรัพย์ และพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมอย่างมีวินัย ในโอกาสที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ โดยโครงสร้างค่าธรรมเนียมการบริหาร ได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับการเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยทรัสต์ สะท้อนความสอดคล้องทางผลประโยชน์ระหว่างผู้จัดการกองทรัสต์ และผู้ลงทุน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ของ AWC และแนวทางการบริหารการลงทุนอย่างมีวินัย เรามุ่งสร้าง AWR ให้เป็นกองทรัสต์คุณภาพระดับชั้นนำที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านขนาด มูลค่า และผลตอบแทน เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวสำหรับผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต้องการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทรัพย์สิน 5 แห่งในพอร์ตเริ่มต้นที่ AWR เสนอลงทุน

ดิ เอ็มไพร์ (The Empire) แลนด์มาร์กสูง 58 ชั้นใจกลางย่านสาทร และหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านธุรกิจและไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพฯ ได้รับการพัฒนาให้ผสานอาคารสำนักงานเกรดเอเข้ากับประสบการณ์ด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และเวลเนสไว้ในจุดหมายเดียว ด้วยพื้นที่เช่าสุทธิ 158,021 ตารางเมตร และจำนวน     ผู้เช่าคุณภาพกว่า 200 รายจากหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมอัตราการต่อสัญญาของผู้เช่าสูงถึง 99% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานรายได้ค่าเช่าในระยะยาว โดดเด่นด้วย EA จุดหมายด้านอาหารและเวลเนสที่ใหญ่และสูงที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ EA Rooftop at The Empire ที่รวมร้านอาหารและไลฟ์สไตล์บนรูฟท็อปขนาดใหญ่ และ EA Wellness Club     เวลเนสชั้นนำของกรุงเทพฯ และ Co-Living Space แห่งแรกของประเทศไทย The Empire Residence ที่เชื่อมโยงเป็น Free Facility ให้ผู้เช่าและคอมมูนิตี้คุณภาพกว่า 25,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ The Empire ยังได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารระดับสากล ได้แก่ LEED Gold, WELL Core Platinum และ Fitwel 2 Star โดยให้ความสำคัญกับการบริหารควบคุมคุณภาพอากาศ Best Air Quality และสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับผู้ใช้อาคาร ควบคู่กับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และสนับสนุนการเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว

 

บันยันทรี เกาะสมุย (Banyan Tree Koh Samui Hotel) รีสอร์ตเวลเนสระดับอัลตราลักชัวรี ประกอบด้วยพูลวิลล่าส่วนตัว 88 หลัง ตั้งอยู่บนหนึ่งในผืนดินริมชายหาดที่หายากและทรงคุณค่าที่สุดของเกาะสมุย โดดเด่นด้วยทำเลบน       เนินเขาที่สามารถมองเห็นอ่าวอันเงียบสงบแบบพาโนรามา พร้อมชายหาดส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในสมุย มอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ผสานความเป็นส่วนตัวเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเวลเนสระดับโลก รีสอร์ตได้รับรางวัล 2 MICHELIN Keys สะท้อนมาตรฐานการบริการและคุณภาพสินทรัพย์ระดับสากล โดยในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา มี RevPAR CAGR 9.6% และ EBITDA CAGR 11% แสดงถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท (Banyan Tree Krabi) รีสอร์ตลักชัวรี บนหาดทับแขก ริมชายฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วยห้องสวีทและวิลล่าวิวทะเล 72 ห้อง โดยทุกห้องมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ตั้งอยู่บนทำเลคุณภาพที่โอบล้อมด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์บริเวณเชิงเขาหงอนนาค และอุทยานแห่งชาติ มอบประสบการณ์การพักผ่อนและเวลเนสระดับพรีเมียม ไฮโดรเทอราพี และร้านอาหารคุณภาพระดับสากล ได้รับการยอมรับด้วยรางวัล 2 MICHELIN Keys สะท้อนถึงมาตรฐานการบริการและศักยภาพในการดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงจากทั่วโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รีสอร์ตมี RevPAR CAGR 12.9% และ EBITDA CAGR 21.7% แสดงถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

มีเลีย เกาะสมุย (Meliá Koh Samui) รีสอร์ตลักชัวรีริมชายหาดเชิงมนขนาด 200 ห้องพัก ภายใต้การบริหารของ Meliá แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลก เสริมความหลากหลายของพอร์ตด้วยการเข้าถึงกลุ่มนักเดินทางคุณภาพและครอบครัวจากทั่วโลก โดดเด่นด้วย Boat Suites ที่สร้างจากเรือไม้สักแบบดั้งเดิม สระลากูนที่ทอดยาวผ่านพื้นที่ทั่วรีสอร์ต และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกเจนเนอชั่น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รีสอร์ตสร้าง RevPAR CAGR 23.5% และ EBITDA CAGR 22.7% สะท้อนศักยภาพที่แข็งแกร่งของผลการดำเนินงาน

 

พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (Pattaya Marriott Resort and Spa) รีสอร์ตริมชายหาดจอมเทียนขนาด 287 ห้องพัก ซึ่งได้รับการ Repositioning ใหม่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแบบครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ภายใต้แบรนด์ Marriott โดดเด่นด้วย Waterplay และกิจกรรมทางน้ำริมชายหาดส่วนตัว  ประสบการณ์ด้านอาหารจาก Goji Kitchen+Bar ร้านอาหารเจ้าของรางวัล Trip Advisor นอกจากนี้ ฐานลูกค้าจาก Marriott Bonvoy กว่า 300 ล้านรายทั่วโลก ยังช่วยสนับสนุนให้เกิดดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพ และการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี RevPAR เติบโต 150% หลังเปิดดำเนินงานเพียง 1 ปี สะท้อนความต้องการของตลาดที่แข็งแกร่ง

 

ทั้งหมดนี้ สะท้อนพลังของกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ AWC มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจุดหมายปลายทางคุณภาพของประเทศและระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่งด้วยแพลตฟอร์มการเติบโตอย่างยั่งยืนเต็มรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนกับสินทรัพย์คุณภาพระดับโลก AWC เชื่อมั่นว่า AWR จะเป็นกลไกที่จะสร้างมูลค่า สร้างโอกาสการเติบโต และสนับสนุนมาตรฐานเพื่อผลักดันให้ REIT ไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนชั้นนำของนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศในระยะยาว

 

 

 

 

 

You can share this post!