ตระกูล“ปิยะสมบัติ” เสือซุ่ม เขย่าวงการ ปิดดีลประวัติศาสตร์คว้าที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์” มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้าน ปิดฉากมรดก 400 ปี สู่มิกซ์ยูสแสนล้าน! ท่ามกลางเสียงค้านย้ายมรดกโลกสูญสิ้น!
อสังหาริมทรัพย์

ตระกูล“ปิยะสมบัติ” เสือซุ่ม เขย่าวงการ ปิดดีลประวัติศาสตร์คว้าที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์” มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้าน ปิดฉากมรดก 400 ปี สู่มิกซ์ยูสแสนล้าน! ท่ามกลางเสียงค้านย้ายมรดกโลกสูญสิ้น!

"กลุ่มปิยะสมบัติ" พญาเสือซุ่มแห่งพอร์ตอสังหาฯ สั่นสะเทือนวงการอสังหาฯ ระดับประวัติศาสตร์ ทุ่มทุนมหาศาลกว่า 20,000 ล้านบาท ปิดดีลยึดแลนด์แบงก์ไข่แดง "สถานทูตเนเธอร์แลนด์" บนถนนวิทยุ ขึ้นแท่น Big Landlord ผู้ถือครองแปลงอสังหาฯ ในตำนาน ปักป้ายเตรียมผุดเมกะโปรเจกต์ระดับแลนด์มาร์กทะลุ 100,000 ล้านบาท เมินแรงต้านจากชุมชนดัตช์ทั่วโลกที่ร้องเรียนยื่นเรื่อง Heritage Alert หวังเซฟสมบัติทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมยุค ร.5 ให้รอดพ้นจากการซื้อขาย จับตาการโอนกรรมสิทธิ์ครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนโฉมยุทธศาสตร์ทำเลวิทยุ-หลังสวนไปตลอดกาล

หลังจากที่มีกระแสข่าวการขายที่ดินของสถานเอกอัครราชทูตเนเธอแลนด์ (ฮอลแลนด์) เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ตั้งของ สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล อาคาร 2 ชั้น อันเคยเป็นที่พักของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศส ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งย้ายออกไปในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ.2456) และ ปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ.2457) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้กับพระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งในปี ค.ศ. 1915 ได้ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน) และ 15 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานที่ดินและอาคารให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ต่อมาปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ.2475) พระองค์เจ้าบวรเดช เขียนจดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขอพระบรมราชานุญาต ขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่ 2 ไร่ เพราะอยากได้เงินไปปรับปรุงบ้าน ได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียวก่อนที่จะกลายเป็นสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในอีก 17 ปีต่อมาปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ.2479) พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ในช่วงปี ค.ศ. 1936 – 1939 (พ.ศ.2479-2482)บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษใช้เป็นสำนักงานและ Clubhouse
และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า บริษัทโบรกเกอร์ข้ามชาติรายหนึ่ง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประเมินราคาที่ดิน จัดประมูลและขายที่ดินแปลงดังกล่าว และล่าสุดมีข่าวว่า “กลุ่มปิยะสมบัติ” เป็นผู้ ปิดดีลคว้าที่ดิน "สถานทูตเนเธอร์แลนด์" ไปด้วยมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท ตอกย้ำ Big Landlord ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมกับการซื้อขายที่ดิน "สถานทูตเนเธอร์แลนด์" บนถนนวิทยุในครัังนี้

​สำหรับชื่อของ "กลุ่มปิยะสมบัติ" (หรือกลุ่มปิยะสมบัติกุล) มีรากฐานจากธุรกิจอุตสาหกรรมไม้แปรรูปและไม้อัดรายใหญ่ ในเครือ เมโทร พลาย กรุ๊ปก่อนจะขยายพอร์ตสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และแลนด์แบงก์ใจกลางกรุงเทพฯ แม้จะดำเนินธุรกิจอย่างถ่อมตน (Low Profile) แต่ในเชิงศักยภาพถือเป็นหนึ่งใน Big Landlord ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยที่ถือครอง Landbank ระดับ Prime Location ในยุทธศาสตร์ไข่แดงของกรุงเทพฯ ไว้อย่างมหาศาล โดยมีพอร์ตโฟลิโอและโครงการที่น่าสนใจ ดังนี้:

-​ทำเลหลังสวน - ต้นสน: อาคารปิยะเพลส หลังสวน และปิยะเพลส ต้นสน (ที่ตั้งของร้านกาแฟชื่อดัง Sarnies) รวมไปถึงที่ดินแปลงสวยติดกับโครงการ Muniq หลังสวน ซึ่งเคยมีแผนพัฒนาเป็นโรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรีอย่าง Six Senses
​
-ทำเลวิทยุ: Hotel Indigo Bangkok Wireless Road (โรงแรมโฮเทล อินดีโก้ ถนนวิทยุ)
​
-ทำเลพระราม 9: อาคารวรสมบัติ

-​ทำเลทองหล่อ: โครงการ Pan Pacific Thonglor (ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ Noble Ora) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา
​
นอกจากนี้ “กลุ่มปิยะสมบัติกุล” ยังขยายอาณาจักรการลงทุนสู่อสังหาริมทรัพย์ระดับมหาชน โดยเข้าเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท เนอร์วานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (NVD) ด้วยการซื้อหุ้นสามัญของ NVD ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 207,090,000 หุ้น (คิดเป็นร้อยละ 15.0) จากกลุ่มสมวัฒนา เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ส่งผลให้ปัจจุบัน นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล และสมาชิกในตระกูลได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของบริษัท และบริษัทได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อจากเดิม "บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน)" มาเป็น "บริษัท เนอร์วานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)" ในปี 2566 อีกด้วย

ทั้งนี้ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาประเมินในรอบปี 2566 – 2569 อยู่ที่ 625,000 บาท/ตารางวา โดยสถานเอกอัครราชทูตเนเธอแลนด์ได้เข้าซื้อที่ดินแปลงนี้ตั้งแต่ปี 2492 ในราคาเพียง 1,850,000 บาท สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ราคาประเมินของกรมธนารักษ์ในโซนนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000,000 บาท/ตารางวา แต่ราคาซื้อขายจริงสามารถสะท้อนศักยภาพของทำเลได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2561 บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ได้เข้าซื้อที่ดินขนาด 2 ไร่เพื่อพัฒนาโครงการ "สโคป หลังสวน“ในราคาประมาณ 3.1 ล้านบาท/ตารางวา

ขณะที่ในปี 2563 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อที่ดินบริเวณถนนสารสิน (แปลง HUGS MALL) จากกลุ่ม MBK ในราคาประมาณ 3.9 ล้านบาท/ตารางวา ซึ่งนับเป็นสถิติราคาที่ดินสูง โดยที่ดินแปลงสถานเอกอัครราชทูตเนเธอแลนด์ถือเป็น ที่ดินประเภท Freehold ที่หาได้ยากในย่านนี้ อีกทั้งยังมีลักษณะแปลงที่ดิน (Land Shape) ที่สวยและเหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในระดับแลนด์มาร์กของเมือง จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่าราคาซื้อขายที่อาจเกิดขึ้นในตลาดมีแนวโน้มอยู่ในช่วงประมาณ 3.0 – 3.5 ล้านบาท/ตารางวา หรือคิดเป็นมูลค่าที่ดินรวมประมาณ 25,000 – 30,000 ล้านบาท ขณะที่หากมีการพัฒนาโครงการในอนาคต มูลค่าโครงการรวมอาจมีโอกาส สูงกว่า 100,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบการพัฒนาและการวางตำแหน่งโครงการในตลาดระดับ Ultra Luxury

ดังนั้นการเข้าซื้อที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง แต่เป็นการตอกย้ำถึงแสนยานุภาพทางการเงินและวิสัยทัศน์ของ “กลุ่มปิยะสมบัติ”เสือซุ่มในการสะสมแลนด์มาร์กระดับมาสเตอร์พีซกลางใจเมืองอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกันข้อมูลจากเพจ “คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม” ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ว่า สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับการแจ้งรายการ “มรดกที่น่าห่วงใย”(Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย มีข้อความดังต่อไปนี้

"ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง�ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย�
สถานทูตแห่งนี้ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก สถานทูตแห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้ กรุณาร่วมลงชื่อในแคมเปญด้านล่างเพื่อสนับสนุนจุดยืนนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นชาวดัตช์หรือพำนักอยู่ในประเทศไทยก็สามารถร่วมลงชื่อได้ เพราะนี่คือเรื่องของมรดกร่วมกันที่มีความสำคัญในระดับโลก"

จากความกังวล และการร้องเรียน ดังกล่าวของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย คาดว่าคงไม่เป็นผล พอการซื้อขายที่ดินได้จบลงแล้ว คงเหลือแต่การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น ซึ่งจับตาดูต่อจากนี้ การเปลี่ยนมือของบ้านทรงคุณค่าสู่มรดกแสนล้านในมือเสือซุ่มแห่งวงการ เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้วราคาจริงจะอยู่ที่เท่าไหร่?

***ขอขอบคุณเครดิตภาพบางส่วน : เพจ ที่ซุกหัวนอน/ Matee

 

You can share this post!