สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จับมือ GIZ และ TDRI เดินหน้าวางรากฐานระบบนิเวศแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เปิดผลศึกษาความเป็นไปได้ตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ EV มือสอง ชี้ปริมาณแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานมีแนวโน้มพุ่งจาก 1.4 GWh หรือ 9,349 ตัน ในปี 2573 เป็น 9.8 GWh หรือ 73,855 ตัน ในปี 2581 เร่งสร้างระบบรับคืน คัดกรอง Second Life และรีไซเคิลที่ปลอดภัย พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นำโดย นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมฯ ร่วมเป็นประธานเปิดงานประชุมเผยแพร่ผลการศึกษา “ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และโรงงานระบบกักเก็บพลังงานมือสองจากแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานแล้วในประเทศไทย” ภายใต้แนวคิด “จากผลการศึกษา สู่การขับเคลื่อนจริง: การสร้างระบบนิเวศรีไซเคิลแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียนของไทย”
งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน Unlocking Thailand’s Battery Circularity Transition: From Second Life and Recycling to Sustainable Financing ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 และ 8 ตุลาคม 2569 ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย–เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ TGC EMC โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง EVAT, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่แบตเตอรี่ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยการประชุมวันที่ 5 ตุลาคม มุ่งนำเสนอผลการศึกษาด้าน เทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV จัดขึ้น ณ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ

EVAT ชี้ไทยต้องรีบวางระบบ ก่อนแบตเตอรี่ EV ทะลักตลาด
ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ หัวหน้าโครงการ EVAT TGC EMC และอุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมระบบรองรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะทยอยพ้นจากการใช้งาน โดยต้องมีทั้งระบบประเมินสภาพเพื่อคัดเลือกแบตเตอรี่ที่ยังมีศักยภาพสำหรับนำกลับมาใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน และระบบนำแบตเตอรี่ที่สิ้นสุดอายุการใช้งานเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ หากประเทศไทยขาดการเตรียมความพร้อม อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำให้สูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์
ผลการศึกษาจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะเทคโนโลยีรีไซเคิล แต่ครอบคลุมถึง ปริมาณแบตเตอรี่ที่สามารถรวบรวมเข้าสู่ระบบได้จริง ตลาดระบบกักเก็บพลังงาน ตลาดรองรับวัสดุที่กู้คืน รวมถึงต้นทุนการรวบรวม ขนส่ง และการจัดการแบตเตอรี่อย่างปลอดภัย
เปิดตัวเลข “แบตเตอรี่หมดอายุ” พุ่งกว่า 8 เท่าใน 8 ปี
หนึ่งในข้อมูลสำคัญจากผลการศึกษา คือแนวโน้มปริมาณแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานในยานยนต์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเพิ่มจากประมาณ 1.4 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือ 9,349 ตัน ในปี 2573 เป็นประมาณ 9.8 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือ 73,855 ตัน ในปี 2581
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเตรียม ระบบรับคืน คัดกรอง เก็บรักษา ขนส่ง และจัดการแบตเตอรี่ ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังสามารถนำทรัพยากรที่มีมูลค่ากลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้
Second Life ไม่ใช่ทุกก้อนจะนำกลับมาใช้ได้
สำหรับการนำแบตเตอรี่ EV ไปใช้ในรูปแบบ Second Life หรือระบบกักเก็บพลังงานในระยะที่สอง ผลการศึกษาระบุว่า จำเป็นต้องประเมินทั้งประวัติการใช้งาน ข้อมูลจาก Battery Management System (BMS) และผลการทดสอบสุขภาพแบตเตอรี่ หรือ State of Health (SoH)
เนื่องจากแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานในรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปใช้งานต่อได้ทุกก้อน โดยแบตเตอรี่ที่ผ่านเกณฑ์จึงจะเหมาะสมสำหรับนำไปพัฒนาเป็นระบบกักเก็บพลังงาน ขณะที่แบตเตอรี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์หรือสิ้นสุดอายุการใช้งาน ควรเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบปลายทางได้
ชี้ “โรงงานรีไซเคิลเดี่ยว” อาจไม่พอ ต้องเชื่อม Second Life + Recycling
ด้านความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผลการศึกษาพบว่า การจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าภายใต้สมมติฐานที่ศึกษา
ขณะที่รูปแบบธุรกิจที่บูรณาการตั้งแต่ การคัดแยกแบตเตอรี่ → นำแบตเตอรี่ที่เหมาะสมไปผลิตระบบกักเก็บพลังงาน → รีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งานต่อ มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ทางธุรกิจยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณและประเภทแบตเตอรี่ที่สามารถรวบรวมได้จริง ตลาดระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงตลาดรองรับวัสดุที่กู้คืนจากกระบวนการรีไซเคิล

“สุโรจน์” ชี้งานวันนี้คือกระดุมเม็ดแรก สร้าง Battery Ecosystem ไทย
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อไทยมีระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การใช้งาน การรับคืน การประเมินสภาพ การนำไปใช้ต่อ ไปจนถึงการรีไซเคิลและจัดการวัสดุที่เหลืออย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้
“งานวันนี้ถือเป็น กระดุมเม็ดแรก ของการสร้างระบบนิเวศแบตเตอรี่ (Battery Ecosystem) ที่จะช่วยให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรองรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และเปลี่ยนความท้าทายด้านการจัดการแบตเตอรี่ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ”

รัฐ–เอกชน–นักวิชาการ ระดมมุมมอง ปูทางลงทุนแบตเตอรี่ไทย
ภายในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “จากผลการศึกษา สู่การขับเคลื่อนจริง: การสร้างระบบนิเวศรีไซเคิลแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานของไทย” ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กิตติ์ชนน เรืองจิรกิตติ์ กรรมการและเหรัญญิก สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, คุณกัลยภรณ์ อึ้งสมรรถโกษา กรรมการกำกับดูแลโครงการ TGC EMC สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, คุณกรวิภา ชัยประทีป รองกรรมการผู้จัดการ SK tes Thailand และคุณจักรกฤต จันทร์แก้ว Manager, Capital Project and Infrastructure บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด (PwC FAS)
ผู้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งด้านโอกาส ความเป็นไปได้ และความท้าทายในการสร้างระบบนิเวศจัดการแบตเตอรี่ของไทย ครอบคลุมถึง นโยบาย กฎระเบียบ การลงทุน และกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อประยุกต์ใช้กับประเทศไทย
EVAT เดินหน้าดันผลศึกษา สู่กฎหมาย–มาตรฐาน–การลงทุนจริง
การศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนในการวางแผนนโยบายและการลงทุนเกี่ยวกับแบตเตอรี่ปลายอายุการใช้งาน ขณะที่ EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง ภาครัฐ–อุตสาหกรรม–ภาคการเงิน–ภาควิชาการ เพื่อผลักดันข้อเสนอจากผลการศึกษาไปสู่กฎหมาย มาตรฐาน การลงทุน และโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านแบตเตอรี่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนโรงงานรีไซเคิล แต่ต้องวัดจากความสามารถในการ รับคืนและจัดการแบตเตอรี่อย่างปลอดภัย มีปลายทางที่ตรวจสอบได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นภายในประเทศ เพื่อวางรากฐาน Battery Circular Economy ของไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน