“GCAP GOLD” ชี้ทองคำยังไม่พ้นแรงกดดัน จับตารายงานประชุมเฟด–ภูมิรัฐศาสตร์ ลุ้นสร้างฐาน $4,100
การเงิน-การลงทุน

“GCAP GOLD” ชี้ทองคำยังไม่พ้นแรงกดดัน จับตารายงานประชุมเฟด–ภูมิรัฐศาสตร์ ลุ้นสร้างฐาน $4,100

บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ประเมินทองคำเผชิญความผันผวน ชี้จับตารายงานประชุมเฟดเดือน ก.ย. พร้อมตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ตัวกำหนดทิศทางตลาด แนะรอซื้อเมื่อราคาสร้างฐานบริเวณ $4,100 ลุ้นรีบาวด์ทดสอบระดับ $4,200–$4,225 หากยืนไหวมีโอกาสขึ้นต่อ $4,300

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ทิศทางราคาวน โดยการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทองคำยังอยู่ในภาวะผันผวน (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง และค่าเงินดอลลาร์ แม้ข้อมูลการจ้างงานล่าสุดช่วยลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือน ต.ค. 2569 แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะหนุนราคาทองคำให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยราคาปรับขึ้นหลังประกาศข้อมูลแรงงาน ก่อนเผชิญแรงขายกลับลงมาบริเวณ $4,140 สะท้อนว่าแรงกดดันจาก Bond Yield และดอลลาร์ยังมีน้ำหนักต่อตลาด

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ รายงานการประชุมเฟดเดือน ก.ย. ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลของการปรับดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การปรับดอกเบี้ยครั้งถัดไป อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวสะท้อนมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดก่อนการประกาศข้อมูลแรงงานล่าสุด จึงจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับถ้อยแถลงใหม่ของเจ้าหน้าที่เฟด

ขณะเดียวกัน อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องประเมินคือ การชะลอตัวของตลาดแรงงานจะช่วยลดแรงกดดันด้านดอกเบี้ยได้มากเพียงใด แม้ตลาดจะลดน้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ แต่ Bond Yield ระยะยาวยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยีลด์อายุ 10 ปีปรับขึ้นสู่บริเวณ 5.28% หลังจากอ่อนตัวลงในช่วงแรกที่ตลาดรับรู้ข้อมูลแรงงาน สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป ส่งผลให้ภาพของทองคำในระยะสั้นยังมีลักษณะเป็นการฟื้นตัวในกรอบ จนกว่าจะเห็นแรงกดดันจากยีลด์และดอลลาร์ลดลงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านยังเป็นตัวแปรที่อาจทำให้ตลาดเปลี่ยนทิศทาง โดยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากความตึงเครียดส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจนตลาดกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อ และผลักดันให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้นตาม ก็อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันทองคำ ดังนั้น การคลี่คลายของสถานการณ์ที่ช่วยให้ราคาน้ำมันและยีลด์ลดลง อาจสนับสนุนการสร้างฐานของทองคำในภาวะปัจจุบัน

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ประเมินกรอบราคาทองคำอยู่ที่ $4,100–$4,225 โดยเน้นรอซื้อเมื่อราคาสร้างฐานบริเวณแนวรับ $4,100–$4,110 (ราคาทองไทยประมาณ 65,000–65,200 บาท) และแบ่งขายเมื่อราคาฟื้นตัวเข้าใกล้แนวต้าน $4,200–$4,225 (ราคาทองไทยประมาณ 66,500–66,800 บาท) หากราคาสามารถผ่าน $4,225 และรักษาระดับเหนือบริเวณดังกล่าวได้ จะเปิดโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไปที่ $4,250 และ $4,300 ตามลำดับ (ราคาทองไทยประมาณ 67,300–68,000 บาท) อย่างไรก็ตาม หากราคาหลุด $4,100 ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่าควรลดความเสี่ยงของสถานะซื้อ และรอประเมินการสร้างฐานใหม่บริเวณ $4,000 (ราคาทองไทยประมาณ 63,500 บาท)

You can share this post!