“กลุ่มทิสโก้” เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรก ปี 2569 กำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง 5.7%
บริษัทจดทะเบียน

“กลุ่มทิสโก้” เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรก ปี 2569 กำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง 5.7%

กลุ่มทิสโก้ประกาศผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,805 ล้านบาท เติบโต 4.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเติบโตของรายได้ในทุกธุรกิจหลัก ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมรักษาคุณภาพสินทรัพย์และฐานะการเงินในระดับแข็งแกร่ง ด้วย NPL Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 192.5% ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ตลาดรถยนต์มีสัญญาณบวกต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Sustainable Growth โดยมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) ที่ 16.4% ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจหลักหลายด้าน โดยธุรกิจสินเชื่อยังขยายตัวได้ดี จากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เกี่ยวเนื่อง ด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เติบโตอย่างโดดเด่น ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนภายใต้ Open Architecture Platform ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงกองทุนและการลงทุนที่หลากหลายจากผู้จัดการกองทุนชั้นนำ นอกจากนี้ ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนได้รับอานิสงส์จากมูลค่าการซื้อขายในตลาดทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการขยายตัวของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งทิสโก้ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจตลาดทุนเติบโตได้ดีและช่วยเสริมความสามารถในการสร้างรายได้ในระยะยาว

ด้านคุณภาพสินทรัพย์และฐานะการเงิน กลุ่มทิสโก้ยังคงรักษามาตรฐานการบริหารความเสี่ยงและการตั้งสำรองอย่างรอบคอบและรัดกุม ส่งผลให้อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ขณะที่ NPL Coverage Ratio ยังคงแข็งแกร่งที่ 192.5% สะท้อนความเพียงพอของเงินสำรองต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.1% ตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และศักยภาพในการขยายธุรกิจในอนาคต

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป กลุ่มทิสโก้ยังคงมุ่งตอกย้ำบทบาทการเป็น Your Trusted Financial Advisor หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยเดินหน้าพัฒนา TISCO Wealth Ecosystem เพื่อเชื่อมโยงบริการด้านการเงิน การลงทุน การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนความมั่งคั่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด Holistic Advisory ตลอดจนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในด้านต่าง ๆ ภายใต้ธีม Friends for Well-being เพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและเติมเต็มการวางแผนชีวิตให้แก่ลูกค้าอย่างรอบด้าน

“นอกจากนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยช่วงปลายไตรมาส กลุ่มทิสโก้ได้เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิดผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ทั้งการลดภาระค่างวดชั่วคราว การปรับโครงสร้างหนี้ และการเสริมสภาพคล่องเมื่อจำเป็น เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถฟื้นตัวและก้าวผ่านสถานการณ์ดังกล่าวไปด้วยกัน” นายศักดิ์ชัยกล่าว

สรุปผลประกอบการสำหรับงวด 9 เดือนแรก และไตรมาส 3 ของปี 2569

ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้รวมจากการดำเนินงาน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.2% ตามต้นทุนเงินฝากที่ทยอยปรับลดลงในช่วงดอกเบี้ยขาลง ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.7% จากทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เพิ่มขึ้น 6.3% ประกอบกับธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในช่วงที่ตลาดทุนฟื้นตัว นอกจากนี้ รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กลับมาขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นจากการเติบโตธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.9% โดยยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) อยู่ที่ 16.4%

สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทงวดไตรมาส 3 ของปี 2569 มีจำนวน 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ปรับตัวลดลง สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานอ่อนตัวลง โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่ลดลงจากปีก่อนหน้า ในส่วนของธุรกิจหลัก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.2% จากต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวจากธุรกิจตลาดทุนที่ขยายตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น

เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 มีจำนวน 238,493 ล้านบาท เติบโต 1.2% จากสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ที่ขยายตัวมาอยู่ที่ 7.0% นอกจากนี้ สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SME ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโต ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ของสินเชื่อรวม สะท้อนแผนการเติบโตของสินเชื่อที่รัดกุม และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 192.5%

ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.1% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.0% และ 2.1% ตามลำดับ

You can share this post!