
กรุงเทพประกันชีวิต เผยผลศึกษาวิจัยเชิงลึกพฤติกรรมผู้บริโภคยุคสังคมอายุยืน พบคนไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 78 ปี แต่ต้องเผชิญปัญหาด้านสุขภาพในช่วงท้ายของชีวิตนานถึง 11 ปี ล่าสุดฉลอง 75 ปี ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด “BLA GoodLife Keeper: Keep Life Good, for Longer ชีวิตดี มีได้ยาวๆ” ยกระดับการดูแลจากการจ่ายความคุ้มครองยามเกิดความเสี่ยง สู่การดูแลเชิงรุก ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยบริการ BLA EveryCare และ BLA Well-Being Ecosystem พร้อมส่งทัพตัวแทนกว่า 2,400 ชีวิต ยกระดับสู่ “Life Care Partner” ปฏิวัติวงการประกันจากการขายกรมธรรม์ สู่การดูแล "ชีวิตและเป้าหมาย" ระยะยาวอย่างเบ็ดเสร็จ ช่วยวางแผนผ่านเครื่องมือ “4 บัญชีชีวิต” พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ห่วงรัก สุดคุ้ม” แบบประกันตลอดชีพที่คุ้มครองชีวิต โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ ครบจบในกรมธรรม์เดียว

นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานและทิศทางอุตสาหกรรมประกันชีวิตว่า จากสถิติของสมาคมประกันชีวิตไทย ช่วง 8 เดือนแรก 2569 (มกราคม - สิงหาคม) ในส่วนของเบี้ยประกันภัยปีแรก (First Year Premium) ซึ่งรวมเบี้ยชำระครั้งเดียว (Single Premium) มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 0.7 ขณะที่กรุงเทพประกันชีวิตสามารถสร้างการเติบโตในส่วนของเบี้ยประกันภัยปีแรกได้สูงถึงร้อยละ 5 ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และเนื่องในโอกาสที่บริษัทดำเนินงานมาครบรอบ 75 ปีในปีนี้ กรุงเทพประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในเป้าหมายที่จะเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม โดยบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างผ่านความใส่ใจและการเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดเพื่อได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว
สำหรับทิศทางและเป้าหมายในครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยจะยังคงมุ่งมั่นขยายฐานตัวแทน Life Care Partner ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เน้นความคุ้มค่าและสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพ เพื่อยืนหยัดเป็นสถาบันการเงินที่เคียงข้างและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ปัจจุบันโจทย์ใหญ่ทางสังคมและสุขภาพของคนไทย จากข้อมูลสถิติพบว่า คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวมากขึ้น แต่กลับพบข้อเท็จจริงอันน่าตกใจว่าในช่วงท้ายของชีวิต คนไทยต้องเผชิญกับภาวะสุขภาพที่ไม่ดีหรือมีความลำบากยาวนานถึง 11 ปี ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคไทย พบว่าคนไทยมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 78 ปี แต่ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีกลับหยุดอยู่ที่ประมาณ 67 ปี ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับภาวะป่วยและสุขภาพไม่ดีในช่วงท้ายของชีวิตนานถึง 11 ปี นอกจากนี้ งานวิจัยยังสะท้อนถึง 5 ความต้องการสำคัญที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค ได้แก่ ความต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองให้ได้นานที่สุด (Stay Capable) การมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิต (Stay in Control) การได้รับความคุ้มครองโดยไม่เป็นภาระของคนที่รัก (Stay Protected, Effortlessly) ซึ่งพบว่าผู้บริโภคกว่า 60% กังวลเรื่องการกลายเป็นภาระครอบครัว การมีความมั่นคงพร้อมรับมือทุกความเสี่ยง (Stay Secured) และการไม่อยากแก่ตัวไปอย่างโดดเดี่ยว (Stay Connected)

โดยสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมอายุยืนอย่างเต็มรูปแบบจากการที่คนมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทำให้การเตรียมความพร้อมของคนในวันนี้ต้องมองไกลกว่าการวางแผนหลังเกษียณ เพราะยังมีทั้งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว โรคเรื้อรัง การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบครอบครัว ตลอดจนความต้องการด้านจิตใจและความสัมพันธ์ โจทย์ของการประกันชีวิตในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการขายกรมธรรม์ แต่คือการออกแบบคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยืนยาวให้กับคนในสังคม ภายใต้แนวคิดดังกล่าว กรุงเทพประกันชีวิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพใน 4 ด้าน ได้แก่ กายฟิต เงินพร้อม ใจสมดุล และความสัมพันธ์ดี เพื่อช่วยปิดช่องว่างและบรรเทาความยากลำบากในระยะเวลา 11 ปีดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการปรับโจทย์การดำเนินธุรกิจผ่านยุทธศาสตร์ "BLA GoodLife Keeper: Keep Life Good, for Longer”หรือ “ชีวิตดี มีได้ยาว ๆ” ผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก คือ การบริการและสิทธิประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และบุคลากรหรือตัวแทนประกันชีวิต เพื่อเปลี่ยนให้ช่วงเวลา 67 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงที่มีสุขภาพดี ยั่งยืน และทำให้ช่วงเวลา 11 ปีแห่งความเจ็บป่วยนั้นสั้นลงหรือเต็มไปด้วยความสุขและกำลังใจจากครอบครัว

“ในวันนี้เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน กรุงเทพประกันชีวิตจึงก้าวสู่ทิศทางใหม่ของการเป็น ‘BLA GoodLife Keeper: Keep Life Good, for Longer’ หรือ “ชีวิตดี มีได้ยาว ๆ” โดยขยายการดูแลจากเดิมที่เน้นการปกป้องทางการเงิน ไปสู่การปกป้องขั้นกว่าหรือ Protective Care+ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมทั้ง การดูแลเชิงรุกเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ (Proactive Care) การดูแลป้องกันก่อนเกิดโรค (Preventive Care) และการฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอย่างรวดเร็ว (Restorative Care) พร้อมเพิ่มบริการ GoodLife Care Check-in เพื่อทบทวนแผนชีวิตสม่ำเสมอกับตัวแทนประกันชีวิต” นายโชน กล่าว

ในปี 2569 กรุงเทพประกันชีวิต ได้ส่งต่อความคุ้มครองที่หลากหลายและสร้างความสมดุลด้านจิตใจ ผ่านกรมธรรม์ใหม่ ๆ ใน 2 แนวทาง คือ
-Extension (ยืดความคุ้มครอง) เช่น “บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์” ประกันโรคร้ายแรงที่เปลี่ยนจากแบบ เจอ-จ่าย-จบ เป็น “เจอ จ่าย ไม่จบ” ให้ความคุ้มครอง 8 โรคร้ายแรงทางสมองและโรคที่กระทบต่อการดำรงชีวิตระยะยาว* เช่น โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ฯลฯ โดยจ่ายเงินชดเชยต่อเนื่อง 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ต่อปี นานสูงสุดถึงอายุ 99 ปี
-Expansion (ขยายความคุ้มครอง) ตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นจากการมีอายุที่ยืนยาวขึ้น เช่น “เกนเฟิส เซฟวิ่ง & เฟล็กซี่ แคร์” มอบผลประโยชน์เพิ่มเติมด้านด้านสุขภาวะ (Well-Being) 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ทุกปี “บีแอลเอ เซฟวิ่ง แอนด์ แคร์ 168” ที่รับเงินชดเชยเพิ่มอีก 12% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปีหากป่วยด้วยโรคร้ายแรง และ รับเงินก้อนหากเจ็บป่วยระยะสุดท้าย และประกันบำนาญ “บีแอลเอ เพนชั่น แอนด์ แคร์ 888” ส่งมอบเงินบำนาญก้อนแรก 30% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่ออายุ 60 ปี และรับเพิ่มอีกปีละ 8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยจนถึงอายุ 88 ปี และหากป่วยด้วยโรคร้ายแรง รับเพิ่มอีก 8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ต่อปีตั้งแต่ปีแรก


ล่าสุด ยังได้เปิดตัว “ห่วงรัก สุดคุ้ม” แบบประกันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานทุกอาชีพ โดยมีจุดเด่นคือ ให้ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี รวมโรคร้ายแรง 25 โรค และอุบัติเหตุ 2 ต่อ ไว้ในกรมธรรม์เดียว โดยชำระเบี้ยประกันภัยเป็นเวลา 20 ปี รับประกันภัยตั้งแต่อายุแรกเกิดถึง 70 ปี ด้วยจำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 – 5,000,000 บาท สามารถผ่อนชำระได้เป็นรายเดือน หากผู้เอาประกันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงจะได้รับเงินชดเชยล่วงหน้า 30% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังมอบความคุ้มครองอุบัติเหตุ 2 ต่อ โดยไม่คิดเบี้ยเพิ่มตลอดช่วงชำระเบี้ย 20 ปี คือ รับเพิ่ม 5% จำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีกระดูกหักหรือไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และบาดเจ็บอวัยวะภายในจากอุบัติเหตุ และเพิ่มอีก 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ โดยที่ความคุ้มครองอุบัติเหตุและชีวิตยังคงมีผลต่อเนื่อง ไม่ถูกยกเลิกสัญญา จึงถือเป็นรูปแบบที่ช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกันและมอบผลตอบแทนที่เข้าถึงได้จริง

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับอย่างสูงจากตลาดและสร้างยอดขายเติบโตโดดเด่นในช่องทางตัวแทนและธนาคารจนติดอันดับ Top 3 ของบริษัทในปีนี้ คือ “Gain First Smart and Care 12/6” (เกนเฟิสต์ สมาร์ท แอนด์ แคร์ 12/6) ซึ่งเป็นแบบประกันสะสมทรัพย์ ระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี ชำระเบี้ยประกันภัย 6 ปี ชูจุดเด่นด้วยการมอบผลประโยชน์ 2 ชั้น ชั้นแรกคือการคืนเงินสมนาคุณทุกปีตลอดสัญญา และชั้นที่ 2 คือการมอบวงเงินสิทธิประโยชน์ยืดหยุ่นด้านสภาวะสุขภาวะ (Wellness Allowance) คิดเป็นร้อยละ 10 ของทุนประกันภัย ซึ่งลูกค้าสามารถนำวงเงินส่วนนี้ไปใช้ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้ตามความต้องการ ทั้งการตรวจคัดกรองโรค การแพทย์ทางเลือก หรือบริการเสริมความงาม ณ สถานพยาบาลทุกแห่ง และหากตลอดสัญญาลูกค้าไม่ได้ใช้วงเงินส่วนนี้ ก็จะได้รับเงินสมนาคุณเพิ่มพิเศษอีกร้อยละ 20 เมื่อครบกำหนดสัญญา ถือเป็นจุดสมดุล (Sweet Spot) ที่ผสานการออมเงินและการดูแลสุขภาพไว้อย่างลงตัว

“การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ นอกเหนือจากการเงินที่ต้องพร้อมและมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพชีวิตในระยะยาว การใส่ใจตัวเองในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมั่นว่า ก้าวใหม่ของกรุงเทพประกันชีวิตในวันนี้จะสามารถเติมเต็มการดูแลและเพิ่มความมั่นใจแก่ลูกค้าและคนไทยทุกคนให้มีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” นายโชน กล่าว

ด้านนางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA กล่าวว่า เพราะความคุ้มครองจากตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวกรุงเทพประกันชีวิต จึงเดินหน้ายกระดับ BLA Well-Being Ecosystem และบริการ BLA EveryCare เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง โดยมีสถิติการใช้บริการเสริมที่ได้รับความนิยมสูงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในกลุ่ม Restorative Care บริการรถรับ-ส่งโรงพยาบาล (Driving Home) มีอัตราการใช้สิทธิ์เติบโตขึ้นถึง 38.7% ขณะที่บริการกายภาพบำบัดถึงบ้านพบว่า กายภาพบำบัดรักษาออฟฟิศซินโดรมมีสัดส่วนผู้ใช้บริการสูงสุดถึง 75% ตามด้วยกายภาพบำบัดออกกำลังกายในน้ำ 11% และนวดเปิดท่อน้ำนมสำหรับคุณแม่มือใหม่ 6%

นอกจากนี้ ในด้าน Preventive Care บริษัทยังได้ร่วมมือกับสถาบันสุขภาพชั้นนำ เช่น VitalLife โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลสมิติเวช มอบโปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึก (Longevity Program) อาทิ การวิเคราะห์อายุชีวภาพ การตรวจมวลกระดูกและฮอร์โมนความเครียด ซึ่งจากการมุ่งเน้นให้บริการที่ตรงใจ ส่งผลให้แอปพลิเคชัน BLA Happy Life มีจำนวน New Active Users เติบโตขึ้น 65% YoY และมีคะแนนความพึงพอใจการใช้บริการ (NPS Score) สูงถึง 28.4% โดยลูกค้ามีการใช้สิทธิประโยชน์เฉลี่ยถึง 4 ครั้งภายในระยะเวลา 6 เดือน

“บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาบริการเสริมและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการศึกษาข้อมูลวิจัยและสำรวจความต้องการ (Insight) ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ก่อนจะจับมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวและพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘BLA Happy Life’ ซึ่งเปิดกว้างให้ทั้งลูกค้าของกรุงเทพประกันชีวิตและประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้า สามารถดาวน์โหลดเข้าใช้งานได้ฟรี ภายในแอปพลิเคชันจะรวบรวมข้อมูลข่าวสารสาระความรู้ด้านสุขภาพ สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทยทุกคน”นางสาวอรนาฎ กล่าว

ด้าน นายจักรพงศ์ แสงแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA กล่าวถึงการยกระดับและยกระดับบทบาททัพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทกว่า 12,000 คน สู่การเป็น “Life Care Partner” (LCP) หรือ “ตัวแทนแห่งความใส่ใจ” ว่า เป็นหัวใจสำคัญในการดูแลบัญชีชีวิตของลูกค้าอย่างยาวนานในทั้ง 4 มิติ โดยบริษัทได้จัดหลักสูตรการอบรมอย่างเข้มข้นทั้งระบบ e-Learning และการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) นาน 4 วันเต็ม ซึ่งปัจจุบันมีตัวแทนที่ผ่านการอบรมหลักสูตรตัวแทนแห่งความใส่ใจระดับพื้นฐานแล้วกว่าร้อยละ 65 ของตัวแทนที่มีผลงาน (Active) และมีผู้ผ่านหลักสูตรเข้มข้นระดับ Advance หรือ Life Care Partner แล้วกว่าร้อยละ 32 หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 2,400 คน

“สำหรับผลงานด้านช่องทางตัวแทน กรุงเทพประกันชีวิตได้ปรับแนวคิดการทำงานของฝ่ายขายจากการเริ่มต้นที่ตัวสินค้ามาเป็นการเริ่มต้นจาก ‘ชีวิตและเป้าหมายของลูกค้า’ พร้อมยกระดับบทบาทตัวแทนสู่ ‘Life Care Partners’ (LCP)ที่มุ่งตอบโจทย์ทั้งลูกค้าและการเตรียมความพร้อมของคนไทยต่อสังคมอายุยืน โดยเราได้ปรับเปลี่ยนบทบาทของฝ่ายขายจากการขายกรมธรรม์เป็นรายครั้ง มาร่วมดูแลและบริหารเส้นทางชีวิตหลังเกษียณ (Retirement Journey) ของลูกค้าในระยะยาว โดยสนับสนุนเครื่องมือ ‘4 บัญชีชีวิตดี’ (The 4 GoodLife Accounts Guide) ให้ตัวแทนนำไปใช้ช่วยลูกค้าสำรวจและวางแผนสมดุลชีวิต 4 ด้าน กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ‘2X Scale Up Team: Mission to Infinity’ เพื่อมุ่งสู่การเป็น Top 5 ในช่องทางตัวแทนภายในปี 2571” นายจักรพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา กรุงเทพประกันชีวิต ได้เดินหน้าพัฒนาศักยภาพฝ่ายขายผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อเสริมทักษะด้านการเงินและนวัตกรรม รวมถึงสนับสนุนให้ตัวแทนเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาชีพระดับโลก เช่น MDRT และ GAMA ส่งผลให้บริษัทมีตัวแทนที่ได้รับคุณวุฒิ CFP และ AFPT อยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมหลักสูตร “ตัวแทนของความใส่ใจ” และก้าวสู่การเป็น “Life Care Partner” รวมถึงกิจกรรมด้านการวางแผนชีวิต สุขภาพ และ Longevity อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

หลักสูตร “ตัวแทนแห่งความใส่ใจ” ซึ่งปัจจุบันมีตัวแทนผ่านการอบรมหลักสูตรตัวแทนแห่งความใส่ใจแล้วกว่า 65% ก่อนจะต่อยอดเข้มข้นสู่หลักสูตร “Life Care Partner” ที่มุ่งเน้นองค์ความรู้เรื่อง Longevity และการดูแลคุณภาพชีวิตรอบด้านครบทั้ง 4 ด้าน โดยกลุ่มตัวแทนประกันชีวิตรุ่นใหม่ที่ผ่านหลักสูตร Life Care Partner และได้นำไปใช้ในการทำงาน พบว่ามีอัตราการซื้อซ้ำ (Repurchase Rate) จากลูกค้าเดิมสูงขึ้นถึง 75% ซึ่งสูงกว่าเกือบเท่าตัว และในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา Life Care Partner มีกรมธรรม์ใหม่ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วย สะท้อนให้เห็นว่าการปรับบทบาทสู่การเป็น Life Partner สามารถตอบความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันได้ดี
“กลุ่มตัวแทนที่ผ่านการอบรม LCP สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยพบว่าอัตราการกลับมาซื้อกรมธรรม์ซ้ำ (Repeat Purchase Rate) ของกลุ่มลูกค้าเก่าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และส่งผลให้จำนวนกรมธรรม์ขายใหม่ในกลุ่มตัวแทนที่ผ่านหลักสูตรเติบโตสูงถึงร้อยละ 34 เนื่องจากตัวแทนได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้เสนอขายสินค้า มาเป็นผู้ดูแลเชิงรุก (Proactive) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งแพทย์ นักโภชนาการ และเทรเนอร์ออกกำลังกาย เพื่อช่วยแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการบริหารทางการเงินให้สอดคล้องกับช่วงวัยและฐานะที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า” นายจักรพงศ์ กล่าวในที่สุด
***หมายเหตุ
-โปรดศึกษาเงื่อนไข ความคุ้มครอง และข้อยกเว้นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง ทั้งนี้ รายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์จะระบุไว้ในกรมธรรม์
-เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
-8 โรคร้ายแรง ได้แก่ โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคพาร์กินสัน การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง โรคของเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว โรคกล้ามเนื้อเสื่อม ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ ชนิดรุนแรง และ การทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง