บิตคอยน์ไม่มีพื้นฐาน ไม่สร้างผลผลิต ไม่มีอะไรหนุนหลัง แล้วมีราคาได้อย่างไร?
การเงิน-การลงทุน

บิตคอยน์ไม่มีพื้นฐาน ไม่สร้างผลผลิต ไม่มีอะไรหนุนหลัง แล้วมีราคาได้อย่างไร?

ลำพังแค่บิตคอยน์ (Bitcoin: BTC) มีตัวตนอยู่ในตลาดได้โดยที่ราคาไม่เป็นศูนย์ ก็เป็นดั่งหนามยอกอกสำหรับนักลงทุนจากภาคการเงินดั้งเดิมแล้ว เพราะเมื่อพิจารณา บิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์การลงทุน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่สิ่งนี้จะมีราคาขึ้นมาได้

โดยเฉพาะหากเรามองบิตคอยน์ผ่านเลนส์ของศาสตร์การประเมินมูลค่าก็จะพบว่าตัวแปรที่ใช้เป็นฐานสำหรับการประเมินมูลค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกำไร กระแสเงินสด เงินปันผล หรือทรัพย์สินทางบัญชี สิ่งเหล่านี้ไม่มีในบิตคอยน์เลย มันไม่มีมูลค่าในตัวเอง (intrinsic value) ดังนั้นบิตคอยน์จึงไม่สามารถมี ราคาเป็นอื่นนอกจากศูนย์ไปได้ ในเมื่อบิตคอยน์มีราคาขึ้นมา คำอธิบายเดียวก็คือการเก็งกำไรของคนโง่ที่ ซื้อไว้เพื่อหวังรอขายคนที่โง่กว่า (greater fool theory) และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตำนานนักลงทุน VI อย่าง Warren Buffett และ Charlie Munger จึงไม่เคยยอมรับบิตคอยน์เลย

แต่หากเราเลิกยึดติดกับการมองบิตคอยน์ในฐานะ “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” เราก็จะสามารถ ประเมินบิตคอยน์ผ่านมุมมองที่แตกต่างออกไป เห็นว่ามูลค่าของมันมาจากไหน และจะเป็นอย่างไรต่อไป

บิตคอยน์ในฐานะสินค้าประเภทเงิน

สินค้าประเภทเงิน (Monetary Goods) ในทางเศรษฐศาสตร์ (โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน) หมายถึง สินค้าที่ผู้คนในสังคมยอมรับและนำมาใช้เป็นเงิน นั่นคือสินค้านั้นสามารถถูกใช้เพื่อแลกเปลี่ยน เป็นสินค้าและบริการอื่น ๆ ได้โดยที่อาจจะไม่เกี่ยวอะไรเลย กับประโยชน์ใช้สอยของตัวสินค้านั้นเอง

คุณสมบัตินี้ถูกอธิบายด้วยคำว่า ศักยภาพในการจำหน่าย (Salability) นั่นคือสินค้านั้นสามารถ ถูกนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนได้มูลค่าดีหรือไม่เมื่อมีปัจจัยต่าง ๆ มากระทำ เช่น เก็บสินค้านั้นไว้นาน ยังขายได้มูลค่าดีอยู่หรือไม่ (Salability Across Time) ขนย้ายสินค้านั้นไปที่อื่นได้ง่าย หรือขายให้กับคนในท้องที่อื่นได้หรือไม่ (Salability Across Space) และแบ่งขายทีละน้อย ๆ หรือสะสมไว้ขายทีละมาก ๆ ได้หรือไม่ (Salability Across Scale)

จะเห็นได้ว่าศักยภาพในการจำหน่ายของบิตคอยน์นั้นตอบโจทย์ทั้งสามมิติ

1) บิตคอยน์ไม่ใช่วัสดุกายภาพ จึงไม่เน่าเสียหรือเป็นสนิมเมื่อเวลาผ่านไป และไม่สามารถถูกทำให้ เสื่อมค่าด้วยการผลิตเพิ่มเหมือนอย่างเงินเฟียต (fiat money) ที่มีเงินเฟ้อจากการพิมพ์เพิ่มของรัฐบาล ตลอดเวลา

2) บิตคอยน์สามารถพกพาหรือส่งข้ามโลกได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำและรวดเร็วโดย เปรียบเทียบ และแม้จะยังไม่สามารถใช้ซื้อของโดยตรงได้ทุกที่ แต่การหาศูนย์ซื้อขายท้องถิ่นหรือหาคนรับ แลกบิตคอยน์เป็นเงินท้องถิ่นในแต่ละประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยาก

3) บิตคอยน์แบ่งทศนิยมย่อยได้ถึง 8 ตำแหน่งบนระบบหลักของมัน และมีสภาพคล่องสูงทั่วโลก ไม่ว่าจะขายทีละน้อยๆ หรือทีละมากๆ ก็ไม่เป็นปัญหา

ทั้งหมดนั้นอธิบายได้ว่าทำไมบิตคอยน์จึงเป็นภาชนะเก็บมูลค่าที่น่าสนใจ คำถามต่อมาคือมูลค่าที่ บรรจุในตัวมันนั้นมาจากไหน

เมื่อผู้คนเลือกเก็บมูลค่าในภาชนะที่ดี

การเปรียบเทียบเงินเป็น “ภาชนะ” เก็บมูลค่า สอดคล้องกับธรรมชาติของสินค้าประเภทเงินที่ มูลค่าไม่ได้มาจากคุณสมบัติภายในตัวของมันเอง แต่เป็นการที่เศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์นำมูลค่า จากภายนอกไปบรรจุไว้ภายในสินค้าประเภทเงินนั้น

เมื่อผู้คนทำงานมีเงินเก็บหรือทำธุรกิจมีกำไร และเล็งเห็นศักยภาพในการจำหน่ายที่ดีของบิตคอยน์ จึงตัดสินใจนำเงินที่เหลือเก็บนั้นมาซื้อบิตคอยน์เก็บไว้ กระบวนการนั้นก็คือการนำมูลค่าทางเศรษฐกิจจาก ภายนอกมาบรรจุในภาชนะนี้ ตัวบิตคอยน์เองไม่ได้สร้างมูลค่า เหมือนที่ขวดไม่ได้สร้างน้ำ แต่คนเอาน้ำมา กรอกใส่ขวดไว้เพื่อที่วันหน้าจะเทออกมาใช้ประโยชน์ได้ คนก็เอามูลค่ามาใส่ไว้ในบิตคอยน์เพื่อที่จะ สามารถเอาไปแลกเป็นสินค้าหรือบริการอื่นได้เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อสถานที่เปลี่ยนแปลง หรือเมื่อต้องการทำธุรกรรมขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง

แต่ในขณะที่ขวดน้ำแต่ละขวดบรรจุน้ำของมันเอง บิตคอยน์มีลักษณะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) คือแต่ละหน่วยไม่ต่างกันสามารถใช้แทนกันได้ และแต่ละหน่วยมีความสัมพันธ์กันใน ลักษณะส่วนแบ่ง (share) ของมูลค่าตลาดรวม (market cap) ก็คือเมื่อใครสักคนหนึ่งซื้อบิตคอยน์ เขาไม่ได้แค่เก็บมูลค่าส่วนนั้นแยกไว้สำหรับตัวเอง แต่อุปสงค์นั้นก็จะเป็นเสมือนการเติมมูลค่าเข้าไปใน มูลค่าตลาดที่ถูกแชร์ไปในหมู่เจ้าของบิตคอยน์ทุกคน และทำให้บิตคอยน์ของทุกคนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ผ่านการที่บิตคอยน์มีมูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น และมีมูลค่าตลาดสูงขึ้นด้วย ในแง่นี้แล้วกลไกมูลค่าของ บิตคอยน์ทำงานในลักษณะเดียวกับทองคำ

หากกำลังซื้อ (นำมูลค่าเข้าไปเก็บ) สมดุลกับกำลังขาย (นำมูลค่าออกมาใช้) มูลค่าตลาดและราคา ของบิตคอยน์แต่ละหน่วยก็จะควรจะคงที่ เมื่อพิจารณาร่วมกับธรรมชาติของเงินรัฐบาลที่ถูกพิมพ์เพิ่มให้ เสื่อมมูลค่าลงทุกปี เราอาจคาดหวังได้ว่าบิตคอยน์ก็จะมีราคาสูงขึ้นตามอัตราการเสื่อมค่าของเงินเฟียต แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงแค่การรักษาอำนาจการจับจ่าย (purchasing power) ไว้ให้คงที่เท่านั้น หากราคาของ บิตคอยน์จะสูงขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อ และสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือครอง บิตคอยน์จะต้องดึงดูดเม็ดเงินใหม่ให้ ไหลเข้ามาหามันให้ได้ แต่หลังจากผ่านมาแล้วถึง 17 ปี บิตคอยน์ยังคงมีเสน่ห์แบบนั้นอยู่หรือไม่?

เงินจากไหนจะไหลมาสู่บิตคอยน์ได้อีก

เริ่มมีการวิเคราะห์กันว่ามูลค่าของบิตคอยน์จะไม่มีทางเพิ่มไปกว่านี้ได้มาก เพราะว่าบิตคอยน์เป็น ที่รู้จักในวงกว้างไปแล้ว คนที่น่าจะสนใจซื้อบิตคอยน์ก็ซื้อกันไปหมดแล้ว ส่วนคนที่ไม่ซื้อก็คือคนที่ตัดสินใจ แล้วว่าจะไม่ซื้อบิตคอยน์ จึงไม่น่าจะมีเงินใหม่ไหลเข้ามาดันราคาบิตคอยน์ได้อีก แนวคิดนี้ก็มีความจริงอยู่ บ้างบางส่วน เพราะผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมของบิตคอยน์ในอดีต มาจากการที่บิตคอยน์ยังไม่เป็นที่รู้จัก มากนัก เมื่อเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นก็มีเงินใหม่ ๆ ไหลเข้ามามากขึ้น แต่ในวันที่บิตคอยน์รู้จักไปทั่วแล้ว ยังจะมีเงินใหม่จากไหนให้ไหลเข้ามาดันราคาบิตคอยน์ได้อีก

ผมขอเสนอ 5 ปัจจัยสำหรับพิจารณาว่าจะยังมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาสู่บิตคอยน์ได้อีก หรือไม่ แม้ในวันที่มันมีอายุ 17 ปีแล้ว

1. ผลิตภัณฑ์การลงทุนของภาคการเงินดั้งเดิม: ก่อนหน้านี้การลงทุนบิตคอยน์เป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเปิด บัญชีใหม่กับผู้ให้บริการเฉพาะทาง และต้องย้ายเงินไปฝากไว้กับธุรกิจเกิดใหม่ที่ มาตรการกำกับดูแลยังไม่ชัดเจน แต่ปัจจุบันในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มี Spot Bitcoin ETF เปิดให้ ซื้อขายได้แล้วตั้งแต่ต้นปี 2024 และในตลาดหุ้นไทยก็เพิ่งจะประกาศหลักเกณฑ์สำหรับการมี Spot Bitcoin ETF ไปเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

หมายความว่านักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้วสามารถบริหารจัดการการลงทุนในบิตคอยน์รวมไว้ที่เดียวกับพอร์ตหุ้นปกติโดยไม่ต้องเปิดบัญชีเพิ่มและย้ายเงินไปมา รวมถึงในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ บิตคอยน์จะถูกนำเสนอแฝงมากับผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทกองทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกระทั่งประกันชีวิตควบการลงทุน

2. มุมมองของผู้คนที่เปลี่ยนไป: เมื่อภาคการเงินดั้งเดิมเริ่มออกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ บิตคอยน์ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะประชาสัมพันธ์บิตคอยน์ในฐานะการลงทุนที่เชื่อถือได้ ในสหรัฐฯ มีหลายธนาคารและสถาบันการเงินที่เคยพูดถึงบิตคอยน์ในด้านลบมาก่อนแล้วก็กลับคำพูดจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อพวกเขาสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ให้ลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็น P. Morgan, BlackRock, Morgan Stanley หรือรายอื่น ๆ

และการพูดถึงในทางบวกจากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือในโลกการเงินดั้งเดิมย่อมสามารถโน้มน้าว มุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อบิตคอยน์ได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในโลกนี้จะเคยได้ยินชื่อของบิตคอยน์ อยู่แล้ว แต่ภาพจำว่าบิตคอยน์คือสินทรัพย์ฉาบฉวยเก็งกำไรในหัวของผู้คนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเม็ดเงินเก็บออมเงินลงทุนที่เคยไม่สนใจในบิตคอยน์ก็สามารถเปลี่ยนมาสนใจบิตคอยน์ได้เช่นกัน

3. เงินที่เพิ่งจะสามารถเข้าถึงบิตคอยน์ได้: บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ใหม่ที่อาจเข้ากันไม่ได้กับมาตรฐาน ทางบัญชีและภาษีดั้งเดิม ความคลุมเครือที่ไม่รู้ว่าทำแบบใดจึงจะถูกต้องคือสิ่งที่ขวางกั้นเม็ดเงิน บางส่วนจากการลงทุนในบิตคอยน์ แต่กฎระเบียบต่าง ๆ ก็กำลังทยอยถูกแก้ไขให้ชัดเจนมากขึ้น เรื่อย ๆ เปิดทางให้เม็ดเงินส่วนนี้สามารถเข้าถึงบิตคอยน์ได้

4. เงินที่เคยใหญ่เกินไปสำหรับบิตคอยน์: แม้บิตคอยน์จะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดการลงทุนรวมของโลก สำหรับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ขนาดใหญ่หรือประเทศชาติที่บริหารสินทรัพย์การลงทุนระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ เงินเหล่านี้ ใหญ่เกินไปที่จะกระโดดเข้ามาถือบิตคอยน์ในคราวเดียว เพียงแค่การแบ่งเงินไม่กี่เปอร์เซ็นต์มา ลงทุนในบิตคอยน์จะเป็นแรงซื้อมหาศาลที่กระชากราคาของบิตคอยน์อย่างรุนแรงจนเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่การที่บิตคอยน์ค่อย ๆ เติบโตขึ้น มีมูลค่าตลาดสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็จะค่อย ๆ เอื้อให้บิตคอยน์สามารถรองรับกำลังซื้อได้มากขึ้น กำลังซื้อใหม่ก็จะผลักดันบิตคอยน์ ให้เติบโตขึ้น เมื่อบิตคอยน์เติบโตขึ้นก็จะสามารถรองรับเม็ดเงินก้อนใหญ่กว่าเดิมได้อีก กลายเป็น วงจรสะท้อนเชิงบวก (positive feedback loop) ที่เอื้อให้บิตคอยน์สามารถมีราคาสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ

5. บิตคอยน์มีประโยชน์มากขึ้น: จากเดิมที่บิตคอยน์สามารถทำได้แค่ซื้อและขายกับสกุลเงินประจำชาติ เรากำลังเห็นบริการทางการเงินต่าง ๆ เริ่มโอบรับบิตคอยน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศ ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ใช้บิตคอยน์เป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ บัตรเดบิตที่ตัดเงินใน รูปบิตคอยน์ บัตรเครดิตที่ชำระด้วยบิตคอยน์ได้ บริการรับชำระเงินที่รับเป็นบิตคอยน์ และแม้กระทั่ง ธุรกิจห้างร้านทั่วไปที่ยินดีรับชำระด้วยบิตคอยน์เองโดยตรง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ช่วยพลิกแพลง ศักยภาพในการจำหน่ายของบิตคอยน์ให้โลดโผนมากขึ้น ทำให้บิตคอยน์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์จับต้อง ได้ในชีวิตประจำวัน นี่คือการเติบโตในลักษณะปรากฏการณ์เครือข่าย (network effect)

ประเมินปัจจัยเหล่านั้นด้วยตัวคุณเอง

ทั้งหมดที่เล่ามาคือแนวโน้มที่เป็นไปได้ของบิตคอยน์ในระยะยาว หากคุณเป็นนักลงทุน ระยะสั้น ถึง กลาง บิตคอยน์ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ควรลงทุนด้วยความเข้าใจและ ความระมัดระวัง

แต่ถึงแม้คุณกำลังพิจารณาที่จะลงทุนหรือเก็บออมบิตคอยน์ในระยะยาว ผมก็คงไม่สามารถให้เป้า ราคาได้ว่าบิตคอยน์จะเติบโตไปถึงราคาเท่าไรในปีไหน แต่หวังว่าปัจจัย 5 ข้อข้างต้นจะพอช่วยให้ทุกคน สามารถประเมินทิศทางคร่าว ๆ ได้ว่าแนวโน้มของเม็ดเงินใหม่กำลังไหลเข้าหรือไหลออกจากบิตคอยน์ และบิตคอยน์กำลังเดินทางไปในทิศทางไหนในระยะยาว

และสำหรับใครก็ตามที่อยากมาสัมผัสด้วยตัวเองว่าปัจจัยแวดล้อมและผู้คนโดยรอบบิตคอยน์เป็นอย่างไร งานสัมมนา BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้สัมผัส ประสบการณ์บิตคอยน์เต็มรูปแบบ ทั้งมิติด้านการเงิน การลงทุน การเมือง ปรัชญา เทคโนโลยี และชุมชน ชาวบิตคอยน์ในประเทศไทย

BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 จัดขึ้นที่ Samyan Mitrtown Hall ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ วันเสาร์ที่ 28 - วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 นี้ จำหน่ายบัตรแล้วที่เว็บไซต์ bitcointhailand.co

You can share this post!