“พีเพิล พลาซ่า” เผยกาลเวลาผ่าน บริบทย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเปลี่ยนจากจุดต่อรถตู้สู่ “Medical Hub”เต็มรูปแบบ เกมการแข่งขันค้าปลีกยุคใหม่เน้นในรูปแบบ “ย่านต่อย่าน”พร้อมประกาศศักดาเจ้าถิ่นตัวจริง ปักหมุดยุทธศาสตร์ทองคำรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พลิกโฉมพื้นที่สู่ Medical & Lifestyle Hub เต็มสูบ งัดกลยุทธ์เหนือชั้นสู้ศึก CBD ชูความได้เปรียบด้านการเดินทางและเวลา เดินหน้าขยายอาณาจักรธุรกิจค้าปลีก-โรงแรม รองรับดีมานด์พุ่งกระฉูดตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุดทุ่มงบทะลุ 400 ล้านบาท เนรมิตโครงการใหม่ “ออน อนุ” (Onn Anu) คอมมูนิตี้มิกซ์ยูสเปิดยาวตั้งแต่ 07.00-02.00 เสิร์ฟใจกลางเมืองด้วยทัพแบรนด์ดังและ Rooftop วิวหลักล้าน เตรียมเคาะระฆังรีโนเวท “เซ็นเตอร์วัน”ครั้งใหญ่ในรอบ 32 ปี ด้วยงบกว่า 100 ล้านบาท ในปีหน้า เพื่อเชื่อมต่อสกายวอล์กและยกระดับชีวิตชีวายามค่ำคืนอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยเป้าหมายทราฟฟิกพุ่งกระฉูด 200,000 คนต่อวัน และกวาดรายได้รวมทะยานทะลุเป้า

นายรัชพล ไกรจิรโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า เปิดเผยถึง ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงบริบทย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิว่า ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากอดีตที่เป็นเพียงจุดต่อรถตู้ต่างจังหวัด ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ที่สำคัญของกรุงเทพมหานครอย่างชัดเจนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา จากการขยายศักยภาพของสถานพยาบาลและโรงเรียนแพทย์โดยรอบอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเติบโตของกลุ่มโรงแรมระดับ 3 ดาว ราคาประมาณ 1,000- 2,000 บาท/คืน รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมและอะพาร์ตเมนต์ ที่รองรับกลุ่มคนทำงาน บุคลากรทางการแพทย์ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการพำนักในพื้นที่ที่เดินทางเข้าสู่เขตธุรกิจ (CBD) ได้สะดวก ซึ่งการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและโรงแรมของกลุ่มบริษัทฯ ที่เน้นในทำเลโดยรอบย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ยังได้วางกลยุทธ์รองรับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และแพทย์ฝึกหัดที่มีความต้องการใช้บริการร้านค้าและพื้นที่พักผ่อนในช่วงดึก รวมถึงการเป็นศูนย์กลางจัดส่งอาหาร (Delivery Hub) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการครอบคลุมผู้ใช้อาศัยในเขตราชเทวี พญาไท สะพานควาย และอารีย์
ส่วนภาพรวมการแข่งขันในอุตสาหกรรมค้าปลีกนั้น เป็นการแข่งขันในลักษณะ "ย่านต่อย่าน" ไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างห้างสรรพสินค้า โดยทำเลอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมียุทธศาสตร์ที่เหนือกว่าในด้านความสะดวกของการเดินทางที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเข้าสู่ย่านสยาม นอกจากนี้ การเปิดให้บริการสกายวอล์ก (Skywalk) วงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ของกทม.เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ประกอบกับการปรับปรุงภูมิทัศน์ของกรุงเทพมหานคร และการพัฒนาอาคารใหม่ของโรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลราชวิถี จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาณหมุนเวียนของผู้ใช้บริการในย่านนี้ให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น
นายรัชพล กล่าวต่อไปว่า การดำเนินธุรกิจของกลุ่มพีเพิล พลาซ่า ยังยืนยันความมุ่งมั่นในการปักหลักลงทุนทำเลโดยรอบย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ โดยปัจจุบันมีการขยายการลงทุนใน 2 รูปแบบ คือ ธุรกิจค้าปลีก และโรงแรมขนาด 3 ดาว บนที่ดินกรรมสิทธิ์ Freehold จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมไฮ โฮเต็ล (Hi Hotel) ขนาด 44 ห้องพัก บริเวณหลังโรงพยาบาลราชวิถี และโฮเต็ล โฮม (Hotel Home) ขนาด 120 ห้องพัก บริเวณใกล้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อรองรับกลุ่มผู้รับบริการทางการแพทย์ บุคลากรจัดอบรม และนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

ล่าสุดได้ขยายฐานธุรกิจด้วยการซื้ออาคารติดกับศูนย์การค้า“เซ็นเตอร์วัน” (Center One) พื้นที่กว่า 120 ตารางวา ด้วยมูลค่า 380 ล้านบาท และใช้งบประมาณในการปรับปรุงอีกประมาณ 100 ล้านบาท รวมงบประมาณการลงทุนทั้งสิ้นอยู่ที่กว่า 400 ล้านบาท พัฒนาโครงการ "ออน อนุ" (On Anu) ซึ่งเป็นโครงการค้าปลีกรูปไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ใจกลางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายใต้แนวคิด "ONN TO RECHARGE. ON TO YOUR JOURNEY" หรือ "จุดแวะเติมพลัง ก่อนออกเดินทางต่อ" ผสานร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านค้าที่คัดสรรให้เข้ากับจังหวะชีวิตของผู้คน บนพื้นที่ใช้สอยประมาณ 3,000 ตารางเมตร เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00–02.00 น. ซึ่งเปิดให้บริการช่วงแรก(Soft Opening) ไปเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้เช่าพื้นที่ขายแล้วประมาณ 70-80% เหลือเพียง 1-2 ร้านค้าที่รอการยืนยัน พร้อมตั้งเป้ารองรับทราฟฟิกรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ กว่า 200,000 คน/วัน ครอบคลุมทั้งกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และผู้ใช้บริการฮับสถานพยาบาล (Hospital Hub) ผู้เดินทาง คนทำงาน ย่านที่พักอาศัย โรงแรม และสถาบันการศึกษา โดยการนำความเข้าใจย่านจากประสบการณ์ดูแล “เซ็นเตอร์วัน” มาทำงานร่วมกับมุมมองของทีมรุ่นใหม่ เพื่อสร้างพื้นที่ที่แวะได้สะดวก มีตัวเลือกเหมาะกับเวลาที่แต่ละคนมี และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมเตรียมพัฒนาพื้นที่คอมมูนิตี้เพิ่มเติมในเฟสถัดไป

“ร้านค้าภายในอาคารจะมีการแบ่งกะการเปิดให้บริการ ทั้งกลุ่มร้านค้าที่เปิดในช่วงเช้าถึงค่ำ และกลุ่มร้านค้าที่เปิดตั้งแต่ช่วงสายไปจนถึงตี 2 ขณะนี้มี 2 แบรนด์ คือ ลักกี้ สุกี้(Lucky Suki) และ บาร์บีคิว พลาซ่า (Bar B Q Plaza) พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้พัฒนาพื้นที่ชั้นใต้ดาดฟ้าและชั้นดาดฟ้า (Rooftop) ให้เป็นจุดนั่งทำงาน อ่านหนังสือ และพื้นที่ Hang out ผ่อนคลายยามค่ำคืน ซึ่งถือเป็นจุดชมทัศนียภาพของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในมุมมองกว้างที่หาได้ยากในย่านนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่คนทำงาน ชุมชน และนักท่องเที่ยว โดยคาดว่าพื้นที่ดาดฟ้าและพื้นที่ส่วนขยายชั้นล่างจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้บริการในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือปลายเดือนมกราคม 2570”นายรัชพล กล่าว

นายรัชพล กล่าวต่อว่า แนวคิดในการดำเนินงาน บริษัทฯยึดหลักการวางตำแหน่งของทั้ง 2 โครงการ โดยศูนย์การค้า“เซ็นเตอร์วัน” (Center One) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 4.5 ไร่ นั้นเปรียบเสมือนบ้าน จะยังคงทำหน้าที่เป็นอาคารหลักที่มีฟังก์ชันครบถ้วนเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ ปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึงเกือบ 90% และมีปริมาณผู้ใช้บริการเฉลี่ย 15,000-20,000 คน/วัน และบริษัทฯมีแผนที่จะรีโนเวทโครงการใหม่ในรอบ 32 ปี โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในช่วงกลางปี 2570 การปรับปรุงจะแบ่งออกเป็นเฟสและใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการหน้าร้าน โดยเน้นการจัดหมวดหมู่ร้านค้า (Re-layout) ใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น โซนบริการความงาม ทำเล็บ ต่อผม และโซนเสื้อผ้าซอย ควบคู่กับการรักษาฐานผู้ประกอบการเดิม ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้เช่าดั้งเดิมที่เปิดกิจการร่วมกับห้างมานานกว่า 32 ปี คาดว่าจะใช้งบในการรรีโนเวทประมาณกว่า 100 ล้านบาท และหลังจากที่รีโนเวทแล้วเสร็จ มีแผนที่จะปรับราคาเช่าพื้นที่ค้าปลีกด้วย หลังจากที่ไม่ได้ปรับราคาเช่ามานานร่วม 6 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ซึ่งราคาเช่าพื้นที่ของ “เซ็นเตอร์ วัน”จะสูงกว่า “ออน อนุ”ประมาณ 20%

ขณะที่โครงการ "ออน อนุ" (Onn Anu) ถูกวางบริบทให้เป็นเหมือนห้องของเพื่อน หรือพื้นที่แวะพักสำหรับผู้เดินทาง เนื่องจากมีจุดเด่นด้านการเข้าถึงที่ง่าย เหมาะสำหรับการซื้อสินค้าแบบรวดเร็ว (Quick Purchase) โดยสัดส่วนร้านค้าในโครงการออน อนุ จะเน้นไปที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลักคิดเป็น 60% ของพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จะเป็นรูปแบบ Grab & Go เพื่อรองรับความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ

นอกเหนือจากความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าแล้ว โครงการออน อนุ ยังได้ชูจุดขายด้วยการกำหนดเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-02.00 น. เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลายตลอดทั้งวัน อีกทั้งเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค บริษัทได้ติดตั้งจอ LED บริเวณหน้าอาคาร “ออน อนุ” จำนวน 4 จอ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายให้แก่ร้านค้าทั้งสองอาคารอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามบริษัทฯคาดการณ์ว่าโครงการ "ออน อนุ" จะสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50-60 ล้านบาทต่อปี และสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาอยู่ 3-4 ปี ขณะที่ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน สามารถสร้างรายได้หลักอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี

ด้าน นายนราชัย ไกรจิรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผู้จัดการโครงการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า คำว่า Recharge สำหรับ ONN ANU เกิดขึ้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่มื้ออาหาร เครื่องดื่มแก้วโปรด ไปจนถึงการมีเวลาให้ตัวเองสักนิด บริษัทฯจึงให้ความสำคัญกับประสบการณ์เล็กๆ ที่ผู้คนเข้าถึงได้ในทุกวัน และอยากให้แต่ละครั้งที่แวะมาช่วยเติมพลังให้พร้อมออกเดินทางต่อในแบบของตัวเอง โดยเน้นทั้งความสะดวกสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด ร้านอาหาร และร้านค้าสำหรับวันที่อยากใช้เวลามากขึ้น และแนวคิด Always-on ที่รองรับจังหวะชีวิตตั้งแต่เช้าถึงดึก ขณะเดียวกัน บริษัทฯได้เตรียมเพิ่ม Co-Working Space และ Rooftop Viewpoint ในเฟสถัดไป เพื่อให้ผู้คนมีพื้นที่พัก ทำงาน และพบปะกันมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจที่จะให้ ONN ANU เป็นจุดแวะเติมพลังที่เข้ากับชีวิตของคนในย่าน ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างการเดินทาง ไปจนถึงหลังเลิกงาน

ONN ANU เติมเต็มทุกจังหวะชีวิต ก่อนออกเดินทางต่อ ด้วย Food Destination และร้านค้าที่คัดสรรมาอย่างลงตัว
1.Grab & Go และสตรีทฟู้ดชื่อดัง: ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบ ด้วยโซน Grab & Go ที่เปิดให้แวะเติมพลังตั้งแต่ 7 โมงเช้า พร้อมร้านยอดนิยม อาทิ ชาตรามือ, ท่านพ่อซาลาเปา, ปังสยาม, HAAB ขนมไข่สงขลา, ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน, ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน, นายอ้วนเย็นตาโฟ, เช็งซิมอี๊ และโดนัท อนุสาวรีย์ชัยฯ
2.ไฮไลต์ความอร่อย และนิวคอนเซ็ปต์สุดพิเศษ
-Lucky Suki เปิดให้บริการถึงตี 2 เอาใจสายกินมื้อดึก
-Bar B Q Plaza จัดเต็มบุฟเฟ่ต์ตลอดทั้งปี พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแบบไม่อั้นตั้งแต่ 3 ทุ่ม ยาวถึงตี 2
-เตี๋ยวต้มยำ ปาดปาก แบรนด์ใหม่ในเครือก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร ยกระดับรสชาติต้นตำรับในคอนเซ็ปต์ใหม่
3.คาเฟ่ร้านดัง ไลฟ์สไตล์ และสินค้าครบครัน: เติมความสดชื่นและตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันด้วยร้านดัง อาทิ Café Amazon, SOL Coffee, โรงคั่วกาแฟ A Roaster เจ้าดังจากปากช่อง, MOSHI MOSHI และ Watsons
4.Co-Working & Community Hub (เตรียมเปิดให้บริการในเฟสถัดไป): พื้นที่คอมมูนิตี้ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงาน นักศึกษาแพทย์ และคนรุ่นใหม่
-Co-Working Space: พื้นที่นัดพบ สร้างสรรค์งาน และจุดแวะพัก ที่สามารถนำอาหาร และเครื่องดื่มที่ซื้อภายในโครงการขึ้นมานั่งรับประทาน อ่านหนังสือ ทำงาน ประชุม หรือพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูงได้
-Rooftop Viewpoint: จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแห่งใหม่ใจกลางอนุสาวรีย์ชัยฯ พร้อมร้านอาหารบรรยากาศดี

นอกจากนี้ ONN ANU ยังร่วมกับร้านค้าภายในโครงการจัดกิจกรรม “7 วัน 7 ร้าน แจกของอร่อยฟรี” ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 วันละ 50 สิทธิ์ เพื่อชวนคนในย่านแวะเติมพลังผ่านขนมและเครื่องดื่ม พร้อมทำความรู้จักร้านค้าและค้นหาร้านโปรดบนเส้นทางประจำวัน โดยสามารถดูรายละเอียดการรับสิทธิ์และเงื่อนไขได้ผ่านช่องทางของโครงการ