รายงาน“ซิสโก้” ชี้ องค์กรในไทยเพียง 57% มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือกับ AI Agent ที่ถูกแทรกแซงได้
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

รายงาน“ซิสโก้” ชี้ องค์กรในไทยเพียง 57% มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือกับ AI Agent ที่ถูกแทรกแซงได้

องค์กรที่ไม่สามารถประสานงานบุคลากรเพื่อรับมือภัยคุกคามได้ภายในหนึ่งวัน ย่อมเป็นเรื่องยากในการกำกับดูแลระบบอัตโนมัติอย่าง AI Agent ที่ทำงานและตัดสินใจได้ในเสี้ยววินาที รายงานฉบับใหม่จากซิสโก้ ผู้นำด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในยุค AI ระบุว่า องค์กรที่มีระบบการป้องกันทางไซเบอร์ดีที่สุดไม่ได้พึ่งพาความแข็งแกร่งเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการผสานรวมความครอบคลุมของระบบ ไม่ว่าจะเป็นการรับมืออย่างรวดเร็ว และทีมงานที่ทำงานเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีอุปสรรคในการดำเนินงาน

รายงาน Relentless Defense Report ของซิสโก้ ได้สำรวจวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจาก AI โดยรายงานประเมินคะแนนองค์กรจากการปกป้องระบบ รวมถึงความรวดเร็วในการตรวจจับ การตอบสนอง และการแก้ไขปัญหา ตลอดจนปัจจัยที่ทำให้การทำงานล่าช้า ผลสำรวจพบว่าคะแนนเฉลี่ยขององค์กรในไทยอยู่ที่ 70 จาก 100 คะแนน และมีองค์กรในไทย 19% ที่จัดอยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งซิสโก้เรียกว่า "กลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง” เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่เพียง 8%

อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญคือ “องค์กรในประเทศไทยจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำนี้ไว้ได้หรือไม่ ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรง รวดเร็ว และซับซ้อนยิ่งขึ้น?”

นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ เปิดเผยว่า AI ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมและยกระดับความเสี่ยงด้านการป้องกันไซเบอร์อย่างเห็นได้ชัด ในยุคนี้ ความรวดเร็วในการรับมือภัยคุกคามขึ้นอยู่กับความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว องค์กรที่จะรักษาความเป็นผู้นำไว้ได้ คือองค์กรที่หลอมรวมความปลอดภัยไซเบอร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงการทำตามข้อกำหนดมาตรฐาน และต้องขจัดปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อให้ทีมงานสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ปัจจัยที่ทำให้ทีมความปลอดภัยไซเบอร์เสียเวลา

รายงานระบุว่า "ข้อจำกัดด้านกระบวนการภายในองค์กร" คืออุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการสร้างระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทีมความปลอดภัยจะแก้ไขได้เพียงลำพัง เพราะทั้งขอบเขตความรับผิดชอบ ขั้นตอนการอนุมัติ และการทำงานแบบแยกส่วนล้วนเกี่ยวข้องกับทั้งฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ และผู้บริหารระดับสูง เมื่อทีมงานไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว อำนาจการตัดสินใจไม่มีความชัดเจน และข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างกระจัดกระจาย การนำ AI มาปรับใช้และกำกับดูแลจึงยิ่งกลายเป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งขึ้น

• การประสานงาน: มีองค์กรในไทยเพียง 39% ที่ระบุว่าทีมความปลอดภัย ไซเบอร์ ทีมเครือข่าย และทีม IT ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียว โดยใช้เครื่องมือและมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน
• การสื่อสารกับผู้บริหาร: 49% ขององค์กรในไทยระบุว่าตัวชี้วัดที่มีอยู่มีความเป็นเทคนิคมากเกินไปจนไม่สามารถโน้มน้าวผู้บริหารได้, 38% ประสบปัญหาในการแปลงข้อมูลเชิงธุรกิจให้เป็นข้อมูลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ และ 27% ยังไม่มีวิธีการวัดประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นมาตรฐานชัดเจน
• การเข้าถึงข้อมูล: 45% ขององค์กรในไทยต้องเสียเวลาไปกับการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบ มากกว่าการจัดการกับภัยคุกคามจริง และ 43% ระบุว่าพลาดข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเนื่องจากข้อมูลจัดเก็บในจุดที่เข้าถึงได้ยาก

AI ช่วยให้ทีมป้องกันภัยไซเบอร์ทำงานได้เร็วขึ้น แต่ “ความกังวลด้านความปลอดภัย” ยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้การนำ AI มาใช้ต้องล่าช้าออกไป

บุคลากรด้านไซเบอร์ในไทยมากกว่า 90% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้ดีขึ้นอย่างน้อย 25% ขณะที่มากกว่า 1 ใน 3 ยืนยันว่า AI ช่วยแบ่งเบาภาระในการทำงานลงได้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยมีการเปิดรับและนำ AI มาใช้ในงานความปลอดภัยไซเบอร์รวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด โดยกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรในไทยได้ปรับใช้ศักยภาพความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีการใช้งานสูงสุดในด้านความปลอดภัยของระบบเครือข่าย และใช้งานต่ำที่สุดในด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว ทั้งที่เป็นส่วนที่ AI สามารถเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของทีมความปลอดภัยได้โดยตรง

นอกจากนี้ 41% ขององค์กรในไทยยังไม่ได้นำ AI Agent มาใช้ในงานปฏิบัติการด้านความปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากยังคงกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล การถูกแทรกแซงระบบ และการจัดการข้อมูลของหน่วยงานภายนอก ส่งผลให้มีองค์กรเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าพร้อมตรวจจับและรับมือได้หาก AI Agent ถูกแทรกแซง

ถอดรหัสความต่าง: กลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์แข็งแกร่งทำอย่างไร?

ในระดับโลก กลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคภายในองค์กร และการควบคุมกำกับดูแล AI ที่กำลังพัฒนาอย่างรัดกุมกว่าองค์กรทั่วไป อีกทั้งยังประเมินผลลัพธ์จากการนำ AI มาใช้ในงานความปลอดภัยไซเบอร์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากการทุ่มงบประมาณที่มากกว่า แต่เกิดจากการบริหารจัดการโครงสร้างองค์กรอย่างเป็นระบบ จนช่วยให้ทีมความปลอดภัยสามารถรับมือและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

• 83% ทำงานร่วมกันเป็นทีมความปลอดภัยทีมเดียวที่มีการประสานงานอย่างสมบูรณ์ พร้อมแชร์ข้อมูลและเครื่องมือร่วมกันระหว่างฝ่ายความปลอดภัยไซเบอร์ เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐาน (เทียบกับ 37% ในองค์กรทั่วไป)
• 86% ใช้มาตรการควบคุมความปลอดภัยมาตรฐานเดียวกัน ทั้งสำหรับ AI Agent และบัญชีระบบอัตโนมัติ (Non-human Identities) (เทียบกับ 37% ในองค์กรทั่วไป) ขณะที่ 77% มั่นใจว่าจะสามารถตรวจจับและรับมือได้ทันทีหาก AI Agent ถูกแทรกแซง (เทียบกับ 51% ในองค์กรทั่วไป)
• 25% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคามได้มากกว่า 100% (เทียบกับ 7% ในองค์กรทั่วไป)
• ในกลุ่มองค์กรที่มีการเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง มีแนวโน้มที่จะพบเหตุการณ์ภัยคุกคามลดลงสูงกว่าเกือบสองเท่า (71% เทียบกับ 39% ในองค์กรทั่วไป)

เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้

รายงาน Relentless Defense Report จัดทำขึ้นจากการสำรวจแบบ Double-blind ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์จำนวน 8,000 คน ใน 30 ตลาดทั่วโลก ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 โดยทำการประเมินคะแนนองค์กรในมิติความครอบคลุม (Coverage) ความเร็ว (Speed) และอุปสรรคการทำงาน (Friction) วิเคราะห์ข้อมูลโดย Satori Experience ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยอิสระภายนอก

แหล่งข้อมูล
ไมโครไซต์ (Microsite): Microsite
ลิงก์รายงาน: Link  

You can share this post!