ลาลามูฟ แพลตฟอร์มให้บริการส่งด่วนและบริการรับส่งผู้โดยสารแบบออนดีมานด์ เปิดเผยผลสำรวจ “SME Survey 2026” สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME ไทย โดย 93% ของผู้ประกอบการ SME ระบุว่า AI และระบบอัตโนมัติมีส่วนช่วยให้การดำเนินธุรกิจรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการบริการจัดส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการ SME ไทยยังคงมีมุมมองที่รู้สึกกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจในปี 2570 สะท้อนถึงความจำเป็นในการเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายเบน ลิน กรรมการผู้จัดการ ลาลามูฟ ประเทศไทย เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นระหว่างช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 โดยรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้งานลาลามูฟในประเทศไทยมากกว่า 2,000 ราย ซึ่งเกินกว่าครึ่งเป็นผู้ประกอบการ SME จากหลากหลายอุตสาหกรรม สอดคล้องกับสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าธุรกิจของลาลามูฟที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนลูกค้าธุรกิจที่มีการเรียกใช้บริการลาลามูฟเพิ่มขึ้นถึง 36% ในเดือนกันยายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และปัจจุบันกลุ่มลูกค้าธุรกิจคิดเป็นสัดส่วน 25% ของฐานผู้ใช้งานลาลามูฟทั้งหมดในประเทศไทย

AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจประจำวันของผู้ประกอบการ SME โดยผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 49.8% นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้อย่างแพร่หลายหรือประยุกต์ใช้ในบางส่วนของธุรกิจแล้ว ขณะที่อีก 22.4% อยู่ระหว่างการพิจารณานำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้
สำหรับ 3 ด้านการใช้งานหลักที่ผู้ประกอบการ SME ไทย มีการนำ AI และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้มากที่สุด ได้แก่ ด้านการตลาดและการสร้างสรรคอนเทนต์ (67%) ด้านการบริการลูกค้าและการสื่อสาร (41.6%) และงานด้านการบริหารจัดการ วิเคราะห์ข้อมูล หรือจัดทำรายงาน (28.3%) โดยที่น่าสนใจ คือ มากถึง 93% ของผู้ประกอบการ SME ไทยระบุว่า AI และระบบอัตโนมัติมีส่วนเข้ามาช่วยทำให้การดำเนินงานของธุรกิจรวดเร็วขึ้น

ผู้ประกอบการเน้นดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ "เพลย์เซฟ" พร้อมรับมือความไม่แน่นอนในปี 2570
แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการ SME ไทยยังคงเลือกแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยสัดส่วนผู้ประกอบการที่ยังคงรู้สึกกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจของประเทศไทยในปี 2570 ลดลงเหลือ 46.8% (จาก 53.3% ของผลสำรวจมุมมองต่อแนวโน้มธุรกิจในปี 2569) แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น แต่แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเกือบครึ่งยังคงมีความกังวลต่อกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ บ่งชี้ว่าธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและการลดความเสี่ยง มากกว่าการลงทุนด้านเงินทุนในเชิงรุก
ต้นทุนการจัดส่งที่สูงขึ้นและการบริหารจัดการที่ซับซ้อนยังคงเป็นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการ
การบริหารต้นทุนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดย 41.7% ของ SME คาดว่าต้นทุนโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกัน ความต้องการบริการขนส่งที่ยืดหยุ่นและหลากหลายเพิ่มมากขึ้น
ทั้งบริการจัดส่งแบบหลายจุด (39.2%) บริการยกของโดยคนขับ และผู้ช่วย (38.2%) และบริการจัดส่งนอกเวลาทำการ (31.7%) โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการด้านโลจิสติกส์มากจากทั้ง ความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการบริการจัดส่งที่รวดเร็วขึ้น (55.2%) ปริมาณคำสั่งซื้อและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น (44.3%) และธุรกิจเติบโตขึ้น มีจุดให้บริการ หรือสถานที่จัดส่งเพิ่มมากขึ้น (29.7%)
“ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในการช่วยให้การดำเนินธุรกิจรวดเร็วขึ้น ผู้บริโภคเองก็มีความคาดหวังต่อบริการจัดส่งที่รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME ไทยต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ลาลามูฟเข้าใจถึงความท้าทายเหล่านี้ และพร้อมเป็นพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่ผู้ประกอบการสามารถไว้วางใจ ด้วยบริการขนส่งที่ยืดหยุ่น คุ้มค่า และเข้าถึงได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเติบโตได้อย่างมั่นใจในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากยิ่งขึ้น” นายเบน ลิน กล่าวในที่สุด