รายงาน “WEF”-“TCS” ชี้ “การลดคาร์บอน” คือโอกาสโตทางธุรกิจ
เศรษฐกิจ

รายงาน “WEF”-“TCS” ชี้ “การลดคาร์บอน” คือโอกาสโตทางธุรกิจ

สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (Tata Consultancy Services: TCS) เปิดเผยรายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth: Guide for C-suite Executives ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการอุตสาหกรรม โดยระบุว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonisation) ไม่ใช่ภาระทางต้นทุนแต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เศรษฐกิจสีเขียวโตแรง ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่แผนปฏิบัติการยังตามหลัง

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากรายงานดังกล่าวคือ ปัจจุบัน “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี กลับพบช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “เป้าหมาย” กับ “การลงมือทำ” โดยแม้ว่าสองในสามของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกต่างวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่มีบริษัทเพียง 8% เท่านั้นที่มีแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และมีเพียง 4% ที่จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าวอย่างจริงจัง

จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านการปรึกษาหารือร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ และนักพัฒนานวัตกรรมกว่า 50 ราย ครอบคลุม 13 ภาคอุตสาหกรรม รายงานได้ระบุถึงแหล่งที่มาของมูลค่าทางธุรกิจ 3 ประการจากการลดคาร์บอน ได้แก่ การเพิ่มผลกำไรสุทธิ (Bottom-line gains) ความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business continuity and resilience) และการเติบโตของรายได้รวม (Top-line growth)

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังได้เปรียบเทียบ 10 โซลูชันการลดคาร์บอนที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งในด้านมูลค่าทางธุรกิจ ศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก และความซับซ้อนในการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถจัดลำดับความสำคัญในการลงมือทำและตัดสินใจลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน รายงานยังได้นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่าน 3 ระยะ ตั้งแต่การสร้างผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ อบ่างเร่งด่วน (Quick Wins) การปรับเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Net-Zero และการเติบโตที่มีความยืดหยุ่น

ในรายงานยังนำเสนอ 6 กรณีศึกษาจากสถานการณ์จริงที่แสดงให้เห็นว่า การลดคาร์บอนสามารถแปลงไปสู่มูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มการออกแบบเชิงนิเวศของ Foxconn Industrial Internet ที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 107% โรงงานของ Beko ในเมืองเอสกิเชฮีร์ (Eskişehir) ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 43% พร้อมลดต้นทุนการปรับโครงสร้างลง 17% และ Schneider Electric สามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เป็นสัดส่วนถึง 75% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2025

Anupam Singhal ประธานกลุ่มธุรกิจการผลิตของ Tata Consultancy Services ให้ความเห็นว่า
ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายยังคงติดกับดักความคิดที่ว่า การลดคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อนจะกระทบต่ออัตรากำไรและการเติบโตของธุรกิจ “เราจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่ ให้มองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสี่ยงด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ รายงานฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนคู่มือปฏิบัติการสำหรับผู้นำระดับสูง เพื่อก้าวข้ามความซับซ้อน และเปลี่ยนความตั้งใจด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง”

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นโดย ศูนย์เพื่อการผลิตขั้นสูงและห่วงโซ่อุปทาน (Centre for Advanced Manufacturing and Supply Chains) แห่งสภาเศรษฐกิจโลก ร่วมกับ ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส โดยข้อมูลและผลการศึกษาต่างๆ ได้มาจากการปรึกษาหารือกว่า 50 ครั้ง ร่วมกับผู้ผลิตระดับโลก ผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทาน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย ครอบคลุม 13 ภาคอุตสาหกรรม

You can share this post!