“กรมทางหลวง” เร่งแก้ไขผลกระทบภัยพิบัติ 5 จังหวัด สัญจรได้แล้ว 8 จาก 10 แห่ง พร้อมฟื้นฟูทางหลวงนครนายกหลังน้ำลด
คมนาคม

“กรมทางหลวง” เร่งแก้ไขผลกระทบภัยพิบัติ 5 จังหวัด สัญจรได้แล้ว 8 จาก 10 แห่ง พร้อมฟื้นฟูทางหลวงนครนายกหลังน้ำลด

กรมทางหลวง โดยศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อโครงข่ายทางหลวงทั่วประเทศ ณ เวลา 14.00 น. พบทางหลวงได้รับผลกระทบจำนวน 5 จังหวัด รวมทั้งหมด 10 แห่ง สามารถสัญจรผ่านได้ 8 แห่ง และยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 2 แห่ง ได้แก่ ทล.4 ตอนห้วยยาง–บางสะพาน ช่วง กม.358+906–358+936 (จุดกลับรถใต้สะพาน) ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และทางหลวงหมายเลข3480 ตอนปลักประดู่–ถ้ำธารลอด กม.30+109–30+121 ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี โดยกรมทางหลวงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ไขจุดที่ยังไม่สามารถสัญจรได้

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูโครงข่ายทางหลวงภายหลังสถานการณ์อุทกภัย โดยให้สำนักงานทางหลวงและแขวงทางหลวงในพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหาย ทั้งผิวทางชำรุด หลุมบ่อ และองค์ประกอบของทางหลวงที่ได้รับผลกระทบ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนในการซ่อมแซม โดยเฉพาะเส้นทางที่มีปริมาณการจราจรสูงและเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด

สำหรับจังหวัดนครนายก แม้จะมีทางหลวงที่ได้รับผลกระทบตามรายงานสถานการณ์ปัจจุบันจำนวน 2 แห่ง สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว แต่ยังมีทางหลวงที่ต้องเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแขวงทางหลวงนครนายกสำรวจพบทางหลวงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรวม 12 สายทาง ในจำนวนนี้มีผิวทางชำรุดและเกิดหลุมบ่อ 8 สายทาง ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 33, 305, 3312, 3369, 3049, 3239, 3076 และ 3051 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน

ปัจจุบัน แขวงทางหลวงนครนายกได้เร่งจัดเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าฟื้นฟูเส้นทางอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำความสะอาดผิวจราจร กำจัดเศษวัสดุและสิ่งกีดขวาง ซ่อมแซมผิวทางที่ชำรุดและเป็นหลุมบ่อ รวมถึงตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เส้นทางกลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานโดยเร็วที่สุด

โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 3076 พื้นที่ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งแขวงทางหลวงนครนายกจัดเป็นเส้นทางเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนนิยมใช้เป็นเส้นทางคมนาคมและการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออก ทางหน่วยงานจึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและบรรเทาผลกระทบต่อการสัญจร

กรมทางหลวงจะติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติและเร่งฟื้นฟูทางหลวงที่ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขจุดที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนเป็นลำดับแรก พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้ทางเพิ่มความระมัดระวัง ลดความเร็ว และปฏิบัติตามป้ายเตือนในบริเวณที่มีการซ่อมแซม

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวงได้ที่ระบบ HDMS https://hdms.doh.go.th หรือสอบถามข้อมูลเส้นทางและแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

You can share this post!