สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (NEDA) หรือ สพพ. เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย–ภูฏาน ลงนามบันทึกการหารือ (Record of Discussion: ROD) สนับสนุนการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ Tareythang ขนาดกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ (MW) หวังต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด การค้า และการลงทุน เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมโครงการพัฒนาในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พันเอกศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพพ. ร่วมลงนาม ROD กับ Mr. Tshering Dorji, Director General, Department of Macro-Fiscal & Development Finance (DMDF) กระทรวงการคลังราชอาณาจักรภูฏาน และ Mr. Pema Wangchuk, CEO, Norion Renewable Energy Limited (NREL) หน่วยงานภายใต้โครงการ De-Suung Skilling Programme (DSP) สังกัด His Majesty’s Secretariat (HMS)
โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และ H.E. Dasho Tshering Tobgay นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน
ปักหมุดโครงการ 100 MW นวัตกรรมโซลาร์ผสานเกษตร
สำหรับโครงการ Tareythang 100 MW ตั้งอยู่ในจังหวัดซาร์ปัง (Sarpang) ห่างจากเมืองแห่งสติเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ประมาณ 45 กิโลเมตร ถือเป็นโครงการต้นแบบแห่งแรกของภูฏานที่บูรณาการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับการทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่
แนวทางดังกล่าวมุ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถสนับสนุนทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและพลังงานสะอาด
สพพ. ส่งที่ปรึกษาลุยศึกษารอบด้าน เปิดทางลงทุนระยะยาว
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ สพพ. จะดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมของโครงการ พร้อมประเมินผลประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงศึกษากลไกความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ
การลงนามครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวของการขยายกรอบความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไปสู่ภูฏาน ไม่เพียงช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสต่อยอดการค้าและการลงทุน ตลอดจนเปิดช่องให้ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาพลังงานสะอาดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน