“พายุการเมืองถาโถม” เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน – ตลาดทุนไทยเผชิญความเสี่ยงรอบใหม่
วิเคราะห์-บทความ-รายงาน

“พายุการเมืองถาโถม” เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน – ตลาดทุนไทยเผชิญความเสี่ยงรอบใหม่

การที่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การเมืองไทยในรอบปี และส่งผลสะเทือนทันทีต่อ “ความเชื่อมั่นของตลาดทุน” อย่างมีนัยสำคัญ นี่ไม่ใช่แค่การแยกทางของพรรคการเมือง แต่คือการโยนคำถามใหญ่ต่อไปยัง “เสถียรภาพของรัฐบาลแพทองธาร” ว่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่? และอย่างไร?

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเข้าสู่โหมดเสี่ยง

• เมื่อ ภท. ถอนตัว รัฐบาลสูญเสียจำนวนเสียงสนับสนุนในสภาอย่างน้อย 71 เสียง ทำให้เสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาลเข้าใกล้ “ภาวะเสียงปริ่มน้ำ” แบบเต็มรูปแบบ

• หากมีการตั้งกระทู้ไม่ไว้วางใจ หรือผลักดันญัตติสำคัญ รัฐบาลมีโอกาส “แพ้เสียงโหวต” และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรี หรือถึงขั้น “ยุบสภา”

ตลาดหุ้นตอบสนองด้วยความไม่เชื่อมั่น เพราะเสถียรภาพรัฐบาลเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุนของรัฐ และการเจรจาระหว่างประเทศ

อนาคตของโครงการรัฐและเมกะโปรเจกต์

• โครงการสำคัญหลายรายการ เช่น รถไฟความเร็วสูง EEC การปฏิรูปภาษีดิจิทัล และนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล อาจ “ชะลอตัว” หรือ “สะดุด” หากไม่มีฉันทามติทางการเมือง

• นักลงทุนสถาบันอาจปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับรัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง พลังงานสาธารณูปโภค กลุ่มไฟแนนซ์-แบงก์ที่พึ่งพานโยบายกระตุ้น

“เงินทุนจะไหลออก” กดดันค่าเงินบาท

• แรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มเห็นชัดตั้งแต่คลิปเสียงหลุดถูกเผยแพร่ โดยเฉพาะในกลุ่ม SET50 และ SET100

• หากความขัดแย้งยืดเยื้อ มีโอกาสที่ “เงินทุนจะไหลออก” มากขึ้น และส่งผลต่อ “ค่าเงินบาท” ซึ่งอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในระยะสั้น

• ความไม่แน่นอนยังส่งผลกระทบต่อ “ตลาดพันธบัตร” โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว ที่นักลงทุนอาจมองว่าเสี่ยงเพิ่มขึ้น

นักลงทุนรอดูความชัดเจนรัฐบาล-ท่าทีกองทัพ

• นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศรอดูว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร จะ “แสดงความรับผิดชอบ” ตามข้อเรียกร้องหรือไม่ และจะปรับท่าทีอย่างไร

• การที่พรรคภูมิใจไทยพูดถึง “เกียรติภูมิของกองทัพ” บ่งชี้ว่าความขัดแย้งอาจลามไปสู่มิติที่กว้างกว่าการเมืองเชิงพรรคพวก แต่เป็นเรื่องของ “กลไกรัฐและความมั่นคง” ซึ่งตลาดทุนไทยตอบสนองไวต่อประเด็นนี้เสมอ

แนวโน้มระยะสั้น-กลาง โอกาสเกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

• เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับภาวะ “อ่อนแรง” ทั้งจากการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว การส่งออกยังไม่ฟื้นเต็มที่ และหนี้ครัวเรือนสูง

• ความไม่แน่นอนทางการเมืองซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุน อาจทำให้ GDP ไตรมาส 3 ถูกปรับลดประมาณการลง

• นักลงทุนสถาบันในประเทศเริ่ม “ถือเงินสดมากขึ้น” และรอความชัดเจน ขณะที่กองทุนต่างประเทศมีแนวโน้ม “underweight” หุ้นไทยในพอร์ตเอเชีย

เมฆดำเหนือทำเนียบฯ ทะลุมายังตลาดทุน

ตลาดทุนไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “พักฐานทางความเชื่อมั่น” ซึ่งแม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่หากสถานการณ์การเมืองไม่มีทางออกภายในเร็ววัน ตลาดอาจ “เสียโมเมนตัม” ไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ต่างชาติเริ่มกลับมาลงทุนในภูมิภาค

หากรัฐบาลยังเดินหน้าต่อ ต้องเร่งสื่อสารความชัดเจนด้านนโยบาย สร้างเสถียรภาพ และแสดงความเป็นผู้นำในการบริหารวิกฤต

หากไม่สามารถประคองเสียงข้างมากได้ อาจจำเป็นต้องพิจารณา “รีเซ็ตเกมการเมือง” เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และฟื้นภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุน

 

You can share this post!