ESTAR ประกาศแผนปี’68 ไม่ใช่แค่ “ผู้เล่น” แต่คือ “ผู้กำหนดเกม” เดินหน้าผุด 4 โครงการใหม่ตามแผน ชูโครงการเรือธง “แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ กาญจนาภิเษกฯ – พุทธมณฑล สาย 1”ขยายฐานกลุ่ม 20-30 ล้านบาทครั้งแรก ไม่หวั่นอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเดือด
อสังหาริมทรัพย์

ESTAR ประกาศแผนปี’68 ไม่ใช่แค่ “ผู้เล่น” แต่คือ “ผู้กำหนดเกม” เดินหน้าผุด 4 โครงการใหม่ตามแผน ชูโครงการเรือธง “แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ กาญจนาภิเษกฯ – พุทธมณฑล สาย 1”ขยายฐานกลุ่ม 20-30 ล้านบาทครั้งแรก ไม่หวั่นอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเดือด

อีสเทอร์น สตาร์ฯชี้ครึ่งปีหลัง 68 ยังทรงตัว แต่เป็นโอกาสทองผู้บริโภค ที่ต้องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ด้านผู้ประกอบการต้องปรับตัวขยับเซกเมนต์เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ หวั่นรายกลาง-เล็ก ประสบวิกฤติออกหุ้นกู้ไม่ได้ หันนำทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อเต็มเพดาก็ไม่สามารถก่อหนี้ได้ ก็ต้องนำทรัพย์นั้นขายปล่อยขายทิ้ง เพื่อนำเงินมาคืนจับตาปี 69 จะมีแลนด์ลอร์ดนำที่ดินออกมาขายในราคาที่จับต้องได้  ล่าสุดมีผู้ประกอบการหลายรายประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินเริ่มนำที่ดินสะสมที่มีอยู่ประกาศขายบ้างแล้ว ประกาศแผนปี 68 “สร้างเกมใหม่” ที่แข็งแกร่ง-ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม ด้วยกลยุทธ์ Creating What's Different ผ่าน 4 แกนหลัก เดินหน้าผุด 4 โครงการลักชัวรี่ มูลค่า 3,500 ล้านบาทตามแผน ชูโครงการเรือธงระดับลักชัวรี “แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ กาญจนาภิเษกฯ – พุทธมณฑล สาย 1”เจาะกลุ่ม 20-30 ล้านบาท มั่นใจ ESTAR ไม่ใช่แค่ “ผู้เล่น” แต่คือ “ผู้กำหนดเกม” ตั้งเป้ายอดพรีเซลแตะ 1,998 ล้าบาท และยอดรายได้ 2.037 ล้านบาท

 

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR เปิดเผยถึงภาพรวมครึ่งปีหลัง 2568 หากทรงตัวก็สามารถเก่งแล้ว เพราะนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) ที่ยังใช้ได้อยู่ ซี่งเป็นนาทีทองของผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยได้ถึงเดือนมิถุนายน 2569 และอัตราดอกเบี้ยยังเอื้อในการกู้สินเชื่ออยู่เช่นกัน ส่วนเครดิตบูโรยังคงไว้อยู่ และที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับราคา จึงเป็นช่วงที่ต้องรีบตัดสินใจซื้อ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องปรับขยับเซกเมนต์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและไม่ค่อยมีปัญหาในการกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ส่วนวัสดุก่อสร้างยังไม่ได้มีการปรับราคาจากผลิตภัณฑ์ แต่จะปรับจากค่าขนส่ง(25% จากต้นทุน) ซึ่งต้องรอจับตาดูนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะคลี่คลายหรือไม่ แต่วัสดุส่วนใหญ่ 70-80% ยังผลิตในประเทศไทย ที่เหลือเป็นการนำเข้า ส่วนค่าแรงงานที่ผ่านมาก็มีการปรับขึ้นมาบ้างแล้วในกลุ่มฝีมือแรงงานบางประเภท

“สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) แพทองธาร 2 นั้นมองว่าชุดนี้คงไม่ยาว จนเกิดคำพูดจากนักวิเคราะห์ว่า ให้อดทนอีก 2 ปี หลังจากนั้นค่อยมีดูสถานการณ์กันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หากถ้าต่ำกว่า 1% ก็ถือว่าแย่มาก เพราะหลักๆ GDP จะมาจากภาคการส่งออก หากจะแข็งแรงได้ จะต้องมีการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคอยู่แล้ว คาดว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 2568 ยังอยู่ในสภาวะทรงตัว ซึ่งมีอัตราการเติบโตตามGDP คอนโดฯไฮไรส์อาจจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ยาก แต่คอนโดฯโลว์ไรส์ยังมียอดโอนอย่างต่อเนื่อง ส่วนบ้านราคา 20-30 ล้านบาทยังไปได้ดี เพราะดีมานด์มีกำลังซื้อ” นายไพโรจน์ กล่าว

ผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งบางบริษัทเริ่มจับมือกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อทำโปรเจกต์ไฟแนนซ์ เอามาชดเชยในเรื่องหุ้นกู้ แต่บริษัทรายกลาง-เล็ก ก็ต้องออกหุ้นกู้  เพราะไม่สามารถกู้สินเชื่อโครงการได้ ด้วยการนำทรัพย์ไปค้ำประกัน หากเมื่อเต็มเพดานแล้วก็ไม่สามารถก่อหนี้ได้ ก็ต้องนำทรัพย์นั้นขายปล่อยขายทิ้ง เพื่อนำเงินมาคืน เชื่อว่าในปี 2569 จะมีแลนด์ลอร์ดนำที่ดินออกมาขายในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการหลายรายที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินเริ่มนำที่ดินสะสมที่มีอยู่ประกาศขายบ้างแล้ว

นายไพโรจน์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ปี 2568 ของบริษัทฯว่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ ESTAR ไม่ใช่แค่การดำเนินธุรกิจตามทิศทางตลาดทั่วไป แต่เป็นการ “สร้างเกมใหม่” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม ด้วยแนวคิด “การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงเพื่อการขายที่อยู่อาศัย”  แต่คือการ “ส่งมอบคุณภาพชีวิตและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์อนาคตของผู้คนอย่างแท้จริง”

ดังนั้น ESTAR เชื่อมั่นว่าการเติบโตที่แท้จริงไม่ควรจำกัดอยู่แค่ตัวเลขรายได้ แต่ต้องสร้าง คุณค่าร่วม ให้กับลูกค้า สังคม และองค์กรอย่างยั่งยืน โดยกลยุทธ์ Creating What's Different (สร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง) นี้ถูกวางหมากอย่างละเอียดผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่

1.Segment (โฟกัสกลุ่มเป้าหมายศักยภาพสูง): เจาะกลุ่ม High Net Worth และ Mid-High Segment ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหนือระดับ

2.Speed (ดำเนินงานตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม): วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วง ไตรมาส 3 - 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความคึกคักและพร้อมรับการลงทุน

3.Quality (ยกระดับคุณภาพงานออกแบบ): นำเสนอดีไซน์ระดับ พรีเมียม ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนอง
ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด

4.Connection (เชื่อมต่อทำเลศักยภาพ): สร้างเครือข่ายที่อยู่อาศัยคุณภาพระดับสูงในทำเลทองทั้งในกรุงเทพฯ และระยอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและสร้างโอกาสในการเข้าถึงทำเลสำคัญ

ทั้งนี้ ESTAR ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการแนวราบระดับลักชัวรี่โดยเฉพาะใน จ.ระยอง ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากโครงการ “เวลาน่า ไฮด์ อู่ตะเภา–บ้านฉาง” ซึ่งมียอดขายและโอนฯ เฟสแรกสูงถึง 95% รวมถึง “แกรนด์ เวลาน่า พูลวิลล่า” ที่สร้างปรากฏการณ์ขายหมด 100% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ความสำเร็จเหล่านี้คือบทพิสูจน์ถึงความเข้าใจในความต้องการของตลาด และความสามารถในการพัฒนาโครงการที่โดนใจ

ล่าสุด ESTAR พร้อมแล้วที่จะ จุดพลุโครงการใหม่ อย่างต่อเนื่องใน 2 ทำเลทอง ได้แก่ ภาคตะวันออก: ระยอง – ดินแดนแห่งโอกาสและศักยภาพทำเลแห่งอนาคต นายไพโรจน์ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของจังหวัดระยอง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองอุตสาหกรรม แต่เป็น “ทำเลแห่งอนาคต” ที่เพียบพร้อมด้วยคุณภาพชีวิต

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตอกย้ำถึงความโดดเด่นของระยองในฐานะ จังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงสุดของประเทศ โดยในปี 2567 รายได้เฉลี่ยต่อคนสูงถึงกว่า 1.03 ล้านบาท และ GPP รวมสูงถึง 1.08 ล้านบาท สิ่งนี้สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ คาดการณ์ตลาดบ้านแนวราบในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) น่าจะยังขยายตัวไปได้ถึง 34% ของตลาดทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงดีมานด์ที่แข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อระดับกลางถึงบน ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวเศรษฐกิจโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาโครงการ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ ซึ่งจะเปิดให้บริการในปี 2572 และรองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคนต่อปี พร้อมสร้างการจ้างงานมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง ถือเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่จะผลักดันความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

จากศักยภาพดังกล่าวส่งผลให้ ESTAR เปิดตัว 3 โครงการใหม่ในพื้นที่ จ.ระยอง ได้แก่

1.แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ อู่ตะเภา–บ้านฉาง พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ระดับราคา 11-20 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท โดยได้เปิดขายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และสามารถทำยอดขายเฟสแรกไปแล้วกว่า 70%

2.แกรนด์ เธร่า พรีม่า บูรพาพัฒน์–สุขุมวิท พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ขนาด 4 ห้องนอน บนที่ดิน 72 ตารางวา ราคาเริ่มต้นที่ 5-8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท ซึ่งเตรียมเปิดขายในไตรมาส 3 ปี 2568

3.โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ “เวลาน่า บูรพาพัฒน์ – สุขุมวิท” พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยวดีไซน์ French Villa ราคาเริ่มต้นที่ 6 - 9 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวในไตรมาส 4 ปี 2568

“ทั้ง 3 โครงการนี้ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความสงบ ร่มรื่น และความใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมทั้งไม่ห่างไกลจากศูนย์กลางอุตสาหกรรม สนามบิน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจ”นายไพโรจน์ กล่าว

นายไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้บริษัทฯยังมีแผนเปิดตัวโครงการระดับลักชัวรี ในย่านบางแวก ฝั่งธนบุรี อีก 1 โครงการ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการบ้านระดับลักชัวรี ที่ ESTAR ขยายฐานเจาะกลุ่มลูกค้าระดับราคา 20-30 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ กาญจนาภิเษกฯ – พุทธมณฑล สาย 1” มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท โดดเด่นด้วยดีไซน์ Modern European Classic ภายใต้แนวคิด “THE AESTHETICS OF SUCCESS” ซึ่งสะท้อนความเป็นมรดกแห่งความสำเร็จ ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อกำลังซื้อสูงที่มองหาความพิเศษและแตกต่าง ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 3 ปี 2568 นี้

“ที่ผ่านมาบ้านราคา 2 ล้านบาทเศษ จะมีปัญหาเรื่องการกู้สินเชื่อรายย่อย จึงได้แก้ปัญหาด้วยการเพิ่งขนาดที่ดิน และปรับเปลี่ยนฟังก์ชันเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการมีพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น เพราะต้องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่ม ดังนั้นสาเหตุที่เลือกพัฒนาทำเลบางแวก ในราคา 20-30 ล้านบาท  เพราะซัปพลาย บ้านราคา 10-30 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตกว่า 37,775 ยูนิต ภายใน 3 ปี ( 2565-2568) มีซัปพลายเติบโต 200% ,ดีมานด์ ระดับราคา 10-30 ล้านบาท มีต่อเนื่อง สูงถึง 78% และส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง เป็นกลุ่ม High Worth และ Ultra Affluent ซึ่งมีความแข็งแกร่ง”นายไพโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ ESTAR ยังเดินหน้าขยายฐานธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาโครงการบ้านฉาง ได้แก่

-SEASTAR Serviced Apartment & Hotel: โครงการนี้ให้บริการบ้านเช่า 23 หลัง และห้องพัก 114 ยูนิต โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่า 70% ซึ่งบ่งบอกถึงความต้องการที่แข็งแกร่ง และยังมีแผนขยายเพิ่มอีก 27 หลังในเฟสถัดไป เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

-The Sphere Sport Club: มี 2 สาขา ที่เปิดให้บริการ เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ครบครัน และคลาสออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Tabata, Pilates, Kickboxing, Aqua Fit และ K-pop Dance ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ ปัจจุบันรองรับสมาชิกองค์กรกว่า 50 บริษัท และสมาชิกใช้งานประจำกว่า 500 ราย โดย ESTAR ตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทในปีนี้ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ตลอด 5 ปีข้างหน้า

-“One Stop Living Service”: บริการครบวงจรที่ครอบคลุมการดูแลบ้าน รีโนเวต ซ่อมแซม ทำสวน และแม้กระทั่งบริการแม่บ้าน เพื่อสร้าง ระบบนิเวศการอยู่อาศัยแบบครบวงจรอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกบ้าน

ที่ผ่านมาระยองครองแชมป์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงสุดของประเทศไทย มากกว่ากทม. 2 เท่าตัว คือ มีรายได้ต่อหัว 1,003,497 บาท/คน/ปี (ประชากรประมาณ 1,080,100 คน) ขณะที่กทม.อยู่อันดับ 2 มีรายได้ต่อหัว 634,109 บาท/คน/ปี ส่วนอันดับ 3 คือ ชลบุรี มีรายได้ต่อหัว 598,448 บาท/คน/ปี

ด้านราคาที่ดินในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor :  EEC) มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 5 ทำเลที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงสุดในช่วงไตรมาส 2/2567 คือ

1.บ้านฉาง จ.ระยอง  52.5%

2.แกลง จ.ระยอง  34.5%%

3.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา 31.0%

4.สัตหีบ จ.ชลบุรี 26.8%

5.นิคมพัฒนา จ.ระยอง 17.3%

"บ้านฉางไม่ใช่แค่ทำเลแห่งอนาคตในเชิงเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันก็มีศักยภาพด้านคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน ทั้งสนามกอล์ฟ สิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบ และธรรมชาติที่ร่มรื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ห่างไกลจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมและสนามบิน" พร้อมยืนยันว่า ESTAR พร้อมสร้าง ยอดโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามเป้าหมาย 2,000 ล้านบาทภายในปีนี้อย่างแน่นอน จากแรงส่งของยอดโอนในครึ่งปีแรก และ Backlog ที่พร้อมส่งมอบกว่า 1,000 ล้านบาทในขณะนี้ ซึ่ง ESTAR กำลังสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ‘ปรับทิศทางองค์กร’ สู่มาตรฐานใหม่ลักชัวรี่อสังหาฯ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล
กลยุทธ์ที่เฉียบคม และความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ทำให้ ESTAR ไม่ใช่แค่ ‘ผู้เล่น’ แต่คือ ‘ผู้กำหนดเกม’ ที่จะนำพาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ยุคใหม่ที่ยั่งยืนและมีคุณค่าอย่างแท้จริง”นายไพโรจน์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตามในปี 2568 บริษัทฯตั้งเป้าพรีเซลไว้ที่ 1,998 ล้าบาท และยอดรายได้ 2.037 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ20% ส่วนแบ็กล็อกที่จะโอนมีมูลค่าประมาณ 1,465 ล้านบาท แบ่งเป็นในปี 2568 จำนวน 1,075 ล้านบาท และปี 2569 จำนวน 390 ล้านบาท

 

 

You can share this post!