PCE เปิดแผนปี’69 เร่งเดินเครื่องโรงสกัด –โรงกลั่นเฟส 3 จับมือยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น Nisshin OiliO บุกสินค้า High Margin ดันส่งออกแตะ 50% รุก B2C ในประเทศ ตั้งเป้าดันมาร์จิ้นเฉลี่ยแตะ 7% ระยะยาว
พลังงาน-อุตสาหกรรม

PCE เปิดแผนปี’69 เร่งเดินเครื่องโรงสกัด –โรงกลั่นเฟส 3 จับมือยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น Nisshin OiliO บุกสินค้า High Margin ดันส่งออกแตะ 50% รุก B2C ในประเทศ ตั้งเป้าดันมาร์จิ้นเฉลี่ยแตะ 7% ระยะยาว

เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ วางเกมรุกปี 2569 เดินหน้าโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เฟส 3 และโรงกลั่นน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์เกรดพรีเมี่ยมให้เสร็จภายในไตรมาส 3/69 พร้อมผนึกพันธมิตรญี่ปุ่น ISF ในเครือ Nisshin OiliO ขยายตลาดส่งออกเป็น 50% ของรายได้ทั้งหมด ต่อยอดสินค้า High-Margin รับดีมานด์ครึ่งปีหลังหนุนกำไรโตเด่น ปักหมุดรายได้เติบโต ทำสถิติออลไทม์ไฮต่อเนื่อง คาดมาตรการจะช่วยให้อัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทฯ ขยับจาก 4-5% เป็น 5-6% ในปี 2569 พร้อมวางจำหน่ายน้ำมันบริโภคแบรนด์ตัวเองใน 7-Eleven กว่า 15,000 สาขา ตอกย้ำการขยายฐาน B2C

 

นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยแผนดำเนินงานสำหรับปี 2569 ว่า บริษัทฯตั้งเป้าปรับโครงสร้างช่องทางจำหน่ายเพื่อขยายฐานลูกค้าต่างประเทศให้เป็นสัดส่วน 50% ของรายได้จากการขายทั้งหมด จากระดับปัจจุบันที่ราว 40% โดยจะลดสัดส่วนการขายในประเทศลงเหลือ 50% จากเดิมประมาณ 60% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าเชิงมูลค่าสูง

ทั้งนี้ตามแผนการขยายตลาดในต่างประเทศ PCE จะร่วมมือกับ The Nisshin OiliO Group, Ltd ซึ่งเป็นเครือธุรกิจที่มีเครือข่ายจำหน่ายครอบคลุมกว่า 50 ประเทศ และมีความเชี่ยวชาญในกลุ่ม Specialty Fat และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ใช้เป็นวัตถุดิบต่อยอด เช่น Cocoa Butter และไขมันสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ช็อกโกแลต และเวชสำอาง โดยพันธมิตรรายนี้มีจุดแข็งด้านการเป็น B2B Specialty Supplier ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงของ PCE เข้าถึงตลาดเชิงอุตสาหกรรมได้รวดเร็วและมีช่องทางการจัดจำหน่ายระดับโลก

“การขยายตลาดต่างประเทศ เราได้ร่วมทุนกับบริษัท Nichin Oillio ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ด้านน้ำมันกินในญี่ปุ่น โดย PCE ถือหุ้น 60% และทางญี่ปุ่นถือหุ้น 40% การร่วมทุนนี้จะเน้นการขยายตลาดน้ำมันบริโภคสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศและต่างประเทศ โดย Nichin Oillio มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและช่องทางจัดจำหน่ายทั่วโลก"นายพรพิพัฒน์ กล่าว

ในด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ (High Margin Value) ที่เป็นวัตถุดิบสามารถใช้งานได้ทั้งด้านการประกอบอาหาร เช่น ไขมันสำหรับช็อกโกแลต และสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ อุตสาหกรรม Oleochemical เช่น ส่วนผสมในเวชสำอาง สบู่ ยาสระผม เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า CPO ธรรมดา และมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าการจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป

สำหรับตลาดในประเทศ PCE ตั้งเป้าขยายฐานสู่กลุ่ม B2C โดยมุ่งเน้นการวางจำหน่ายน้ำมันปาล์มสำหรับประกอบอาหารภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯให้ครอบคลุมทุกช่องทางจำหน่าย พร้อมกันนี้ยังมีแผนเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ให้กับแบรนด์และร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำในประเทศ เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์และสร้างฐานลูกค้าปลีกที่มั่นคง

ทั้งนี้ ผลจากการลงทุนโรงสกัด CPO เฟส 2 มูลค่าลงทุน 180 ล้านบาท ที่ได้สร้างเสร็จและอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ จะเริ่มให้ผลเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ซึ่งจะสนับสนุนปริมาณทะลายปาล์มที่เข้ามาในไตรมาส 2/2569 และเมื่อโรงสกัดและโรงกลั่นเฟสถัดไปเดินเครื่องได้เต็มที่ ขณะที่การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต  แผนการลงทุนรวมในปี 2569 หน้า บริษัทฯ คาดการณ์ว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญคือ โรงสกัดเฟส 3 ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 310 ล้านบาท แหล่งเงินทุนจะมาจากเงิน IPO ที่ยังคงเหลืออยู่ (ประมาณ 800 ล้านบาท) และการกู้ยืมจากธนาคาร ซึ่งตั้งเป้าไว้ไม่เกิน 400 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 พร้อมกับสร้างโรงกลั่น CPO เพื่อผลิตสินค้า High-Margin เช่น น้ำมันเมล็ดในปาล์ม และน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 เช่นเดียวกัน ทั้ง 2 โครงการนี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและรองรับการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้มาร์จิ้นสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมต่อยอดไปยังอุตสาหกรรม Oleochemical โดยมีมูลค่าลงทุนในโรงงาน Fatty Acid 50 ล้านบาท เพื่อเจาะตลาด Consumer Product อาทิ สารลดแรงตึงผิวซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของสบู่ ครีมอาบน้ำ หรือแม้แต่ผลิตวัตถุดิบสำหรับเวชสำอาง

“บริษัทฯให้ความสำคัญกับการลงทุนในส่วนของธุรกิจน้ำมันปาล์มต้นน้ำ โดยเฉพาะโรงงานสกัด ซึ่งมีการขยายกำลังการผลิตในเฟส 2 และเฟส 3 โดยมีเงินลงทุนรวมสำหรับสองเฟสนี้ประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ขณะนี้โรงสกัดเฟส 2 ได้ทำการติดตั้งและเดินเครื่องเรียบร้อยแล้ว การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวจะทำให้สามารถเพิ่ม Capacity ได้จาก 1,800 ตันต่อวัน เป็น 3,600 ตันต่อวัน การลงทุนนี้ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนหม้อนึ่งเป็นรูปแบบแนวตั้ง (vertical stabilizer) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัด ทำให้ได้น้ำมันที่มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น การขยายโรงสกัดนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งซื้อวัตถุดิบ (CPO) จากภายนอก จากเดิมที่ต้องซื้อถึง 75% ให้ลดลงเหลือ 50%, ซึ่งเป็นการควบคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา CPO ได้ดีกว่าการซื้อจากภายนอก

บริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการเปลี่ยนสัดส่วนธุรกิจ โดยลดสัดส่วนของไบโอดีเซล (B100) ลงจากประมาณ 20% เหลือเพียง 10% ของพอร์ตโฟลิโอ, เพื่อมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่ม Food Sector และ Consumer Product มากขึ้น”นายพรพิพัฒน์ กล่าว

อีกทั้ง ในปี 2569  บริษัทฯ มีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชบรรจุขวดภายใต้แบรนด์ของตนเองเข้าวางจำหน่ายในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ (ประมาณ 15,000 สาขา) เพื่อขยายช่องทางการกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มโมเดิร์นเทรด

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการขาย CPO จะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 - 520,000 ตันในปีหน้า รวมถึงการเติบโตของผลิตภัณฑ์ RBD PKO (น้ำมันเมล็ดในปาล์มกึ่งบริสุทธิ์) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของโอลิโอเคมิคอล และคาดว่ายอดขายกะลาปาล์มจะเพิ่มขึ้นเป็น 110,000 - 120,000 ตันในปีหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 75,000 ตันเนื่องจากมีมาตรฐาน ESG และ GGL ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในญี่ปุ่น

ส่วนการลงทุนด้านโลจิสติกส์และท่าเรือ บริษัทฯ ยังใช้เงินลงทุน 20% ของงบประมาณรวมเพื่อเสริมศักยภาพของซัพพลายเชน โดยเฉพาะการขยายการลงทุนในท่าเรือ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมี ท่าเรือแห่งเดียวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน EIA และสามารถให้บริการแบบครบวงจร ทั้งการขนส่งทางรถ ทางน้ำ และคลังสินค้า ทั้งของเหลวและของแห้ง

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 23,610 ล้านบาท และคาดการณ์ว่ารายได้ในปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคา CPO และนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง (Inventory Loss) ประมาณ 70-80 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1

บริษัทฯ คาดการณ์การเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ ในทุกปีไว้ที่ประมาณ 10-15% โดยคาดว่ารายได้ในปี 2569 จะอยู่ที่ 33,000-34,000 ล้านบาท ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและการลงทุนในโรงสกัด บริษัทฯ คาดหวังว่าอัตรากำไรเฉลี่ย (Margin) จะขยับตัวสูงขึ้นจากระดับ 4-5% เป็น 5-6% ในปีหน้า และมีโอกาสที่จะทำได้ถึง 7% ในระยะยาว

 

 

 

 

You can share this post!