“คีรี กาญจนพาสน์”คัมแบ็คทวงบัลลังก์อสังหาฯในรอบกว่า 30 ปี กางโมเดล 2 ปี ทุ่มแสนล้าน ผุด “บ้านชาวไทย” 5 หมื่นยูนิต นำร่อง 2 ทำเล “ศรีนครินทร์-คลองหลวง”ประกาศรบความยากจน ขจัดกำแพงกู้ไม่ผ่าน ดึง ธอส. ปลดล็อกช่วยคนมีบ้าน ผ่อนถูกกว่าเช่า เริ่ม 1.6 ล้านบาท
อสังหาริมทรัพย์

“คีรี กาญจนพาสน์”คัมแบ็คทวงบัลลังก์อสังหาฯในรอบกว่า 30 ปี กางโมเดล 2 ปี ทุ่มแสนล้าน ผุด “บ้านชาวไทย” 5 หมื่นยูนิต นำร่อง 2 ทำเล “ศรีนครินทร์-คลองหลวง”ประกาศรบความยากจน ขจัดกำแพงกู้ไม่ผ่าน ดึง ธอส. ปลดล็อกช่วยคนมีบ้าน ผ่อนถูกกว่าเช่า เริ่ม 1.6 ล้านบาท

“คีรี กาญจนพาสน์” “เจ้าพ่อบีทีเอส” คัมแบ็คเขย่าวงการอสังหาฯ ไทย ระลอกใหญ่ ประกาศคืนสังเวียนพัฒนาที่ดินเต็มตัวในรอบกว่า 3 ทศวรรษ ทุ่มงบแสนล้านเปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ “บ้านชาวไทย” ปักธง 5 หมื่นยูนิตทั่วประเทศ นำร่อง 2 ทำเล ศรีนครินทร์-คลองหลวง ชูจุดเด่น “ราคาต่ำกว่าตลาด 25% เริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท ผ่อนเริ่ม 6,000-7,000 บาท” พร้อมดึง ธอส. ร่วมอุ้มกลุ่มรายได้น้อย-คนรุ่นใหม่ สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ และโครงการยังแบกรับภาระส่วนของดอกเบี้ยแทนลูกค้าในช่วงแรก หวังแก้ปมแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง 50% พร้อมลั่นสู้เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับรถไฟฟ้าสายแรก

นายคีรี กาญจนพาสน์ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ผู้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส และอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนเติบโตมาในครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยคุณพ่อ นายมงคล กาญจนพาสน์ เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงมากเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตนได้เข้ามาทำธุรกิจหลักในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งทางราง ทางด่วน และรถโดยสารประจำทาง ซึ่งปัจจุบันครอบครัวก็ยังพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ ทั้งถือครองที่ดิน และร่วมลงทุน (Join Venture) กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่มากมาย

“ในใจลึกๆ ไม่อยากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาที่ดิน แต่มานั่งคิด และได้ข่าวมาตลอดเวลาว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่อยากได้ที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีความสามารถด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะคนที่อยากได้ที่อยู่อาศัย ในทำเลที่สะดวกสบาย เข้าอยู่ได้จริง ในราคาที่จับต้องได้  เพราะเงื่อนไขของชีวิตที่ยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยมากนัก สิ่งที่ตามมากำแพงสำคัญคือการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งในประเทศไทยมีสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากถึง 49-50% สะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนอีกจำนวนมากขาดโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยถึง 56% เลยถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้คนกลุ่มนี้มีโอกาส ความรู้สึกนี้มันทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ตัดสินใจลองแก้ปัญหาการจราจรด้วยระบบขนส่งทางราง ตอนนั้นหลายคนบอกว่ามันยาก แต่มันก็เกิดขึ้นได้จริงจนประสบความสำเร็จ วันนี้อารมณ์แบบนั้นมันกลับมาอีกครั้ง เป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่ระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่คือที่พักอาศัยที่ตนจะเข้ามาสนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย ให้กับทุกๆ คน” นายคีรี กล่าว

นายคีรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้ใช้ประสบการณ์จากต่างประเทศ ในการแก้ปัญหาการจราจรในประเทศไทย และพบว่ารถไฟรถไฟฟ้าคือการแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน จึงมีความกล้าหาญ จากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ได้ลงทุนไปเกือบ 50,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นสิ่งที่กล้าพอสมควร แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคม ไปต่อการอยู่อาศัย การดำเนินชีวิตในกรุงเทพฯ และประสบความสำเร็จประชาชนสามารถเดินทางได้โดยสะดวก หลังจากนั้นการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย  ได้สานต่อให้นายกวิน กาญจนพาสน์ ซึ่งได้มีการร่วมทุนกับพันธมิตรรายใหญ่อย่าง บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หรือ SIRI  และบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  

ทั้งนี้หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในปี 2531 นายคีรี ได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ด้วยการซื้อที่ดินย่านบางนา-ตราด กว่า 1,700 ไร่ พัฒนโครงการ “ธนาซิตี้” ภายใต้การบริหาร ของบริษัท ธนายง จำกัด(มหาชน) โดยมีเป้าหมายเป็นเมืองใหม่ครบวงจร มีสนามกอล์ฟชื่อดัง (ออกแบบโดย เกร็ก นอร์แมน) บ้านหรู และคอนโดมิเนียม แต่ต้องมาหยุดชะงักในเฟสที่ 2 เพราะประสบปัญหาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540  ต่อมาในปี 2562 ได้กลับมาสานฝันอีกครั้งด้วยการตั้งบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน))ร่วมทุนกับกลุ่มทุนฮ่องกง (ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์) ลงทุน 5,000 ล้านบาท พัฒนาที่ดิน 168 ไร่ติดกับธนาซิตี้ สร้างโรงเรียนนานาชาติ เวอร์โซ เพื่อดึงดูดครอบครัวและสร้างความคึกคักให้พื้นที่

“สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราคือที่อยู่อาศัย  แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็ถูกแบงก์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จึงเกิดไอเดียการพัฒนาโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ขึ้นมา ซึ่งเกิดจากความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างให้กับสังคมไทย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ คนเพิ่งเริ่มทำงาน ได้มีโอกาส ซื้อที่อยู่อาศัยมีคุณภาพ ในราคาที่จับต้องได้  และสิ่งแรกที่ทำคือ  ถ้าไม่มีเงินดาวน์ จะทำอย่างไร ดังนั้นโครงการนี้จึงรับภาระในส่วนของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแทนลูกค้า ซึ่งได้มีการร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ในการสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน ในโครงการคุณภาพ ทำเลที่ดี และราคาที่ถูกกว่าตลาดไม่ต่ำกว่า 25%”นายคีรี กล่าว

นายคีรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนใช้เวลาคิดหลายเดือน ลงรายละเอียดตั้งแต่การเลือกใช้ที่ดินของบริษัทฯออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย คัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการเลือกวัสดุก่อสร้างด้วยตัวเอง พร้อมเจรจาต่อรองต้นทุนด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้ซื้อโดยตรง เมื่อทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จึงมั่นใจว่าโครงการนี้สามารถทำได้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะคนที่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ยังขาดโอกาส ในมุมมองของเรา แนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยในลักษณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้งความกล้า และความพร้อมในการลงทุนอย่างจริงจัง

 

โดยในระยะเวลา 2 ปี จะใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท ในการสร้างโมเดลเมืองที่อยู่อาศัย “บ้านชาวไทย” รวมทั้งสิ้น 50,000 ยูนิต โดยนำร่องก่อน 2 ทำเล จำนวนประมาณ 12,000 ยูนิต รวมมูลค่าปะมาณกว่า 20,000 ล้านบาท คือ

1.ทำเลศรีนครินทร์ ใกล้อาคารจอดแล้วจร และสถานีศรีเอี่ยมของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง พื้นที่ 40 ไร่  มาพัฒนาคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ “D : CODE SRINAKARIN สูง 8 ชั้น จำนวน 23 อาคาร ประกอบด้วย 1-3 ห้องนอน ได้แก่ ห้องขนาด 30 ตารางเมตร ราคา 1.89 ล้านบาท ,ห้องขนาด 45 ตารางเมตร ราคา 2.85 ล้านบาท และห้องขนาด 60 ตารางเมตร ราคา 3.78 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 4,150 ยูนิต โดยลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้ประมาณไม่เกิน 7,000 บาท/เดือน

2.ทำเลคลองหลวง ปทุมธานี บนพื้นที่ 115 ไร่ พัฒนาคอนโดฯ ภายใต้แบรนด์ D: CRAFT KHLONGLUANG” สูง 8 ชั้น ไม่เกิน 60 อาคาร ประกอบด้วย 1-3 ห้องนอน ได้แก่ ห้องขนาด 30 ตารางเมตร ราคา 1.6 ล้านบาท ,ห้องขนาด 45 ตารางเมตร ราคา 2.4 ล้านบาท และห้องขนาด 60 ตารางเมตร ราคา 3.2 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 7,500 ยูนิต โดยลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้ประมาณไม่เกิน 6,000 บาท/เดือน

ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ได้เริ่มเปิดให้ประชาชนคนไทยที่สนใจ สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ (1 คน/ยูนิต) ได้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 มกราคม 2569 เป็นต้นไป  โดยเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนเริ่มทำงาน หรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ซึ่งจะเปิดให้ชมห้องตัวอย่างได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ หากมีผู้ให้ความสนใจเกิดจำนวนยูนิตทั้งหมด ก็จะต้องมีการจับสลาก ด้านใบอนุญาตก่อสร้างจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 2-2.5 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มการก่อสร้างในทันที

“‘บ้านชาวไทย’ ถือว่าเป็นโครงการที่เราพัฒนาเอง 100% และเป็นการกลับมาพัฒนาเองในรอบ 30 ปี ซึ่งมองว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก เหมือนการลงทุนรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นทางเลือก และเป็นที่อยู่อาศัยคุณภาพสำหรับคนไทย หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำให้คนสามารถผ่อนบ้านได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับค่าเช่า แต่ได้ครอบครองทรัพย์สินเป็นของตนเอง ผ่านการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินคือธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ด้วยเงื่อนไขพิเศษ เพื่อเปิดประตูสู่การเป็นเจ้าของบ้าน  ให้กับคนรุ่นใหม่ และผู้มีรายได้จำกัด แม้การลงทุนต้องมีกำไรเป็นเรื่องปกติ แต่โครงการนี้เราต้องการให้ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ใกล้ระบบขนส่งมวลชน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยภูมิใจว่าเป็นนี่เป็นบ้านของตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้นการพัฒนาโครงการนี้ จึงไม่ใช่เพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ สำหรับผมไม่ได้มาขายแค่คอนโดฯแน่นอน แล้วชื่อโครงการผมก็เป็นคนคิดเอง อาจจะไม่ได้ทันสมัย เพราะเป็นคนเด๋อๆ แต่คือความตั้งใจที่จะตอบแทนสังคม และเปิดโอกาสให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างเท่าเทียม โดยสามารถผ่อนเสมือนจ่ายค่าเช่าให้กับทรัพย์สินของตนเอง เพื่อลดภาระ และต้นทุนของผู้อยู่อาศัย ต้องขอขอบคุณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กลุ่มบริษัทบีทีเอส สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันสนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย และผลักดันโครงการ 'บ้านชาวไทย' ให้เกิดขึ้นในวันนี้” นายคีรี กล่าว

นายคีรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากทั้ง 2 โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ทางกลุ่มก็มีแผนที่จะพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีที่ดินสะสมในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด อีกหลายแปลง โดยเล็งที่จำนำที่ดินในพื้นที่กรุงเทพฯและชลบุรี มาพัฒนาเป็นลำดับถัดไป แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ต้องรอผลตอบรับจาก 2 โครงการดังกล่าวก่อน โดยเฉพาะที่ดินในโครงการธนาซิตี้ เหลือพัฒนาอีกกว่า 200 ไร่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำที่ดินในโครงการนี้มาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะพัฒนาโครงการเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงวัย และเป็นบ้านหลังที่สองของคนไทยอีกด้วยได้เช่นกัน

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมเดินหน้าตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ในการเปิดโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองผ่านการสนับสนุนสินเชื่อที่หลากหลายในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และมีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ทำให้เชื่อว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ “บ้านชาวไทย” จะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พร้อมกันนี้ ธอส. ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่สินเชื่อคอยให้คำปรึกษาแก่ผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการ และต้องการขอสินเชื่อกับธนาคาร เตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อและเพื่อให้การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง ธอส. พร้อมผลักดันโครงการนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ส่งมอบที่อยู่อาศัย ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยได้มากขึ้น

รศ.ดร.เอกพงษ์ ตรีตรง ประธานกรรมการ  บริษัท ไอดีล วัน จำกัด กล่าวว่า โครงการ D:CODE SRI NAKARIN* และ “D:CRAFT KHLONG LUANG”  ภายใต้แนวคิดโครงการ “บ้านชาวไทย” เป็นการสร้างการอยู่อาศัยที่ใช้งานง่าย อยู่สะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสำหรับชาวไทย สร้างคุณภาพชีวิตรูปแบบใหม่ ผ่านการผสมผสานพื้นที่หลากหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้ชีวิต การทำงาน และการพักผ่อน สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่เดียวอย่างลงตัว โดยตั้งใจออกแบบโครงการนี้ด้วยหัวใจ ถ่ายทอดศิลปะ และความตั้งใจลงในทุกขั้นตอนตั้งแต่ภาพรวมของอาคารไปจนถึงรายละเอียดของพื้นที่ใช้สอย ลวดลายเส้นโค้งมนที่พลิ้วไหวดุจเกลียวคลื่น อันเป็นเอกลักษณ์ของภูเขาและสายน้ำ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง มอบความอยู่สบายที่มากกว่าการอยู่อาศัย และเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสคุณค่าของการใช้ชีวิตในทุกมิติอย่างแท้จริง 

นายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS กล่าวว่า โครงการบ้านชาวไทย เป็นโปรเจกต์ใหม่ของกลุ่มบริษัทบีทีเอส* ที่จะดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อชาวไทยทุกคน มีแผนดำเนินโครงการฯ ก่อสร้างในทำเลที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นำร่อง 2 พื้นที่ ได้แก่ ถนนศรีนครินทร์ ใกล้รถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวมถึงในอนาคตมีแผนที่จะขยายโครงการฯ ไปอีกในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่สนใจ

สำหรับโครงการนำร่องแห่งแรก คือ “โครงการD:CODE SRI NAKARIN*” เป็นคอนโดมิเนียม (Low Rise) ความสูงประมาณ 8 ชั้น จำนวนอาคารประมาณไม่เกิน 24 อาคาร และมีห้องชุดพักอาศัยรวมทุกอาคารประมาณไม่เกิน 4,150 ยูนิต ห้องชุดพักอาศัยแบ่งออกเป็น 3 Type ได้แก่ 30 ตารางเมตร(ตร.ม.), 45 ตร.ม. และ 60 ตร.ม. บนพื้นที่ประมาณ 42 ไร่** ทั้งนี้ โครงการตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) สถานีศรีเอี่ยม (YL17) เพียง 300 เมตร

โดยโครงการฯ มาพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมเงื่อนไขพิเศษ โดยผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องชำระเงินก้อนแรกสำหรับการวางเงินดาวน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และลดภาระในการเริ่มต้นเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ จำนวนอาคาร จำนวนชั้น และจำนวนห้องชุด อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ลงทะเบียน แสดงความสนใจ การได้รับอนุมัติสินเชื่อเพื่อการก่อสร้าง รวมถึงการได้รับอนุญาตหรือความเห็นชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายรังสิน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโครงการ D:CODE SRI NAKARIN*” อยู่ระหว่างการขอรับใบอนุญาตและการอนุมัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และการพิจารณาให้ความเห็นชอบการประเมินผลกระทบและมาตรการแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยก่อสร้างได้ประมาณเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 ก่อนที่จะดำเนินการจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายต่อไป

ส่วนโครงการ “D:CRAFT KHLONG LUANG” จะเป็นโครงการในอนาคตในพื้นที่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งหากมีความคืบหน้า ทางกลุ่มบริษัทแจ้งรายละเอียดให้ทราบในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด และลงทะเบียนแสดงความสนใจโครงการและยื่น Pre – Approve เบื้องต้นกับ ธอส. ผ่านทางเว็บไซต์ www.bann-chaothai.com ทั้งนี้สามารถเยี่ยมชมห้องตัวอย่าง (Sale Gallery) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. จนถึงเวลา 20.00 น. ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดราชการ

***หมายเหตุ

ผู้เป็นเจ้าของโครงการ D:CODE SRI NAKARIN ได้แก่ บริษัท แคพริคอร์น ฮิลล์ จำกัด (บริษัทในกลุ่มบีทีเอส) ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0105564044010 สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 1000/9 อาคาร บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค – เซาธ์ ทาวเวอร์ ชั้นที่ 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท ชำระแล้วเต็มจำนวน กรรมการบริษัทประกอบด้วย 1.นายกวิน กาญจนพาสน์ 2.นายรังสิน กฤตลักษณ์ 3.นายคง ชิ เคือง โดยกรรมการสองคนในสามคนดังกล่าวลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของบริษัท

 

**โครงการ D:CODE SRI NAKARIN ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 56053, 56055, 56056, 56058, 56062, 56064 ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ปราศจากภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน มีเนื้อที่รวมประมาณ 42-1-32.5 ไร่ ตั้งอยู่ในตำบลหนองบอน อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร

You can share this post!