LH ช็อกตลาด! ทุบสถิติเปิดตัวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพียง 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3 พันล้าน ระบุบ้านเศรษฐี 60 ล้านยังไม่รอด ยอดแบงก์ปฏิเสธพุ่ง 30% สั่ง “ถอยตั้งรับ”เน้นกำเงินสด 4.5 พันล้าน ลุยสร้างอาณาจักรโรงแรม 5,000 ห้อง ปั๊มรายได้ระยะยาว
อสังหาริมทรัพย์

LH ช็อกตลาด! ทุบสถิติเปิดตัวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพียง 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3 พันล้าน ระบุบ้านเศรษฐี 60 ล้านยังไม่รอด ยอดแบงก์ปฏิเสธพุ่ง 30% สั่ง “ถอยตั้งรับ”เน้นกำเงินสด 4.5 พันล้าน ลุยสร้างอาณาจักรโรงแรม 5,000 ห้อง ปั๊มรายได้ระยะยาว

ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" ส่งสัญญาณอันตรายเศรษฐกิจปี 69 ตกต่ำต่อเนื่อง เลือก "รักษาชีวิต" มากกว่า "ไล่ล่ากำไร" ประกาศใช้กลยุทธ์ "ประคองตัว" บริหารกระแสเงินสด หลังกำลังซื้อทรุดหนัก-หนี้ครัวเรือนพุ่ง เผยตัวเลขสุดช็อก แบรนด์หรู "นันทวัน" ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งแตะ 30% สะท้อนแบงก์คุมเข้มขั้นสุด ถอยฉากสั่งหั่นแผนเปิดโครงการใหม่เหลือเพียง 2 แห่ง มูลค่า 3,660 ล้านบาท น้อยที่สุดตั้งแต่ตั้งบริษัท ทั้งชะลอซื้อที่ดินใหม่-เน้นระบายสต๊อกคอนโดฯ พร้อมเบนเข็มรุกธุรกิจ "โรงแรม" ปั๊มรายได้ระยะยาวสู้ความผันผวน ปักธงปั้นสัดส่วน Recurring Income แตะ 25% มั่นใจฐานะการเงินยังแกร่ง แม้ต้องเผชิญวิบากกรรมกำลังซื้อในประเทศ-ต่างชาติหดตัว ตั้งเป้ายอดขาย 15,000 ล้านบาท และยอดโอน 17,000 ล้านบาท

 

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) หรือ LH เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่า ยังชะลอตัว จากความผันผวน และความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยในประเทศก็ยังเผชิญกับเศรษฐกิจ, กำลังซื้อที่ยังชะลอตัว รวมทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในะดับสูง ทำให้ภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์มีผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์เชิงตั้งรับมากกว่าในช่วงที่สถาการณ์ต่างๆยังมีความไม่แน่นอน

โดยปัจจัยของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัว ผนวกกับกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาฟื้น ทำให้มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทด้วยเช่นกัน ซึ่งในปี2568 ที่ผ่านมาได้เห็นภาพของการที่สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบ้านเดี่ยวในแบรนด์ “นันทวัน” Nantawan พุ่งขึ้นมาเป็น 30% สะท้อนภาพถึงการที่สถาบันการเงินต่างๆมีความเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บริษัทดำเนินกลยุทธ์แบบตั้งรับ และเน้นไปที่การบริหารคามเสี่นงและสภาพคล่องให้มีความพร้อม โดยมองว่าปัจจัยแบบนี้ ควรประคองตัว หันมาดูบริหารจัดการ Cashflow ซึ่งบริษัทฯเอง ก็ต้องจับตาดูสถาการณ์ว่าในช่วงระยะเวลาไหนควรรุก-รับ เพราะยังมีความไม่แน่นอนที่ยังเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับแผนการดำเนินของบริษัทฯในปี 2569 วางแผนเปิดตัวใหม่ 2 โครงการ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 3,660 ล้านบาท ได้แก่

1.โครงการ “นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก” (Nantawan Prestige) ใกล้ถนนพุทธมณฑล สาย 1 ซึ่งเป็นโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวมาจากปี 2568 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณด้านหน้าโครงการของหน่วยงานภาครัฐยังไม่พร้อมใช้งาน โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ 33.2 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ระดับราคา 60-100 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยประมาณ 65.3 ล้านบาท/ยูนิต จำนวน 34 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,220 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในไตรมาส 1/2569

2.โครงการ “ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน” (Chaiyapruek 3) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30.9 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ระดับราคา 10-13 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 11.6 ล้านบาท/ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,440 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวประมาณไตรมาส 4/2569 รวมของโครงการใหม่

“หากมองย้อนไปเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาจะมีหลายปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง จากเดิมที่เปิดตัวปีละ 16-17 โครงการ และหลังจากนั้นก็ปรับลดการเปิดตัวมาเรื่อยๆ จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ความเชื่อมั่น อัตราการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ทำให้ต้องชะลอตัวโครงการใหม่ ประกอบกับบริษัทฯหันไปเน้นการสร้างโรงแรม โดยในเมืองจะมีทั้งหมด 11 แห่ง รวมเกือบ 5,000 ห้อง เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ซึ่งเป็นการปรับแผนตามสภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นก็จะกลับมารุกอสังหาฯเพื่อการขายใหม่”นายนพร กล่าว

ทั้งนี้ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 15,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับยอดขายที่ทำได้ในปีก่อน ซึ่งในปีนี้บริษัทไม่ได้มีการตั้งเป้ายอดขายเติบโตมาจากการเปิดตัว 2 โครงการใหม่แต่อย่างใด โดยถือว่าเป็นการเปิดโครงการใหม่น้อยที่สุดตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา สำหรับเป้าหมายยอดโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัทในปีนี้วางไว้ที่ 17,000 ล้านบาท โดยที่จะมาจากการโอนโครงการบ้านแนวราบ และคอนโดมิเนียมต่างๆที่เป็นโครงการพร้อมอยู่ รวมทั้งในช่วงปลายปี 2569 จะมีการเริ่มทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่ในปลายปีนี้ คือ โครงการคอนโดมิเนียม วันเวลา ณ เจ้าพระยา มูลค่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายแล้ว 8,500 ล้านบาท ที่จะเริ่มทยอยเข้ามาส่วนหนึ่งในช่วงปลายปี 2569

อย่างไรก็ตามในด้านของการขายโครงการพร้อมอยู่ในปีนี้ก็ยังมีความท้าทายในการแข่งขัน โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทที่ยังมีเหลือขายอยู่ 4 โครงการที่พร้อมอยู่ เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศชะลอ รวมถึงการขายลูกค้าต่างชาติก็ยังถือว่าไม่ได้กลับมาดี อีกทั้งผู้ประกอบการในตลาดมีการแข่งขันด้านราคากัน ซึ่งกลยุทธ์การแข่งขันราคามองว่าในปีนี้ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในส่วนของบริษัทเองด้วย เพื่อเร่งการระบายสินค้าออก และสร้างรายได้กลับมา

นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ได้เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ และการดำเนินงานโดยสรุปของบริษัทฯ คือ ในช่วง 11 เดือนแรก ปี 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภทบ้านทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยลดลง 13% และ 21% ตามลำดับ

ด้านอุปทาน ข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) แสดงจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2568 ลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในตลาดบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม

หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจำนวนความต้องการซื้อ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก

ส่วนสินค้าคอนโดมิเนียม จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน โดยเห็นการชะลอการเปิดโครงการในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคาดว่าจำนวนความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน

สำหรับปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

  

ในปี 2568 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ สิ้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท

เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 86% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบ 60%ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปี 2567 โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์ - พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน

ทั้งนี้ในระหว่างปี บริษัทฯ ไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดำเนินงาน

นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) หรือ LH เปิดเผยถึงฐานะการเงินของบริษัทฯ และการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของบริษัทฯ ในปี 2568 ดังนี้

ผลการดำเนินงานปี 2568

ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ทั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 9 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ,ศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง) รวมถึง อะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง

ในปี 2568 ที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป

ในเดือนพฤศจิกายน 2567 บริษัทฯ ได้ขายศูนย์การค้า Terminal 21 พัทยา ให้กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) ทำให้ในปี 2568 ไม่มีรายได้จากศูนย์การค้าดังกล่าว และเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัทฯได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Parc at Pruneyard และ Revere ทำให้รายได้จากตึกดังกล่าวหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งได้แก่ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569

โดยรวมแล้วปี 2568 บริษัทฯ มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point ทั้ง 4 แห่ง (Lumphini, Prestige, Voyage และ Chinatown) เป็ปนมูลค่าประมาณ 4,400 ล้านบาท

นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ได้เปิดเผยแผนการดำเนินงานปี 2569 ของบริษัทฯ ทั้งในธุรกิจบ้านจัดสรร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ว่า ในปี 2569 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,660 ล้านบาท  และเมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จะมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4/2569

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัสย 2,000 ล้านบาท ,งบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้วางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคม 2569 นี้ คือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown เข้ามาเพิ่มเติม ที่วางแผนเปิดในปี 2571 โดยที่บริษัทมองว่าสัดส่วนรายได้ประจำที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระดับ 20-25% ของรายได้ทั้งหมด

อีกทั้งบริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง และคาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา โดยธุรกิจในประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชมอลล์แอนด์โฮเทล จำกัด (LHMH) และธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชยูเอสเอ จำกัด(LHUSA) ประกอบด้วยโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อะพาร์ตเมนต์ และพื้นที่สำนักงานให้เช่า รายละเอียดของโครงการทั้งหมดที่แสดงเป็นรายได้จากโรงแรมและค่าเช่าในงบกำไรขาดทุน ปรากฎดังตารางต่อไปนี้

 

 

You can share this post!