“เมืองไทยประกันชีวิต” พร้อมฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี’69 ส่งกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL”ปฏิวัติประกันสุขภาพไทย ยืดหยุ่น-เข้าถึงง่าย-จ่ายเบี้ยถูกลงด้วย AI
ประกัน

“เมืองไทยประกันชีวิต” พร้อมฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี’69 ส่งกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL”ปฏิวัติประกันสุขภาพไทย ยืดหยุ่น-เข้าถึงง่าย-จ่ายเบี้ยถูกลงด้วย AI

เมืองไทยประกันชีวิต กางแผนรับมือความท้าทายปี 2569 ทั้งปัจจัยสงคราม-เศรษฐกิจผันผวน-สังคมสูงวัย ชี้เทรนด์ประกันยุคใหม่ เจาะลึกกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยกลยุทธ์ Identity พร้อมรับมือวิกฤติสุขภาพที่มาเร็วกว่าวัย ชูธงกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” เปลี่ยนภาพจำประกันภัยให้เป็นมากกว่าการคุ้มครอง แต่คือ “คู่คิดสุขภาพ” เน้นเข้าถึงง่าย-รุกตลาดสุขภาพ ที่เข้าถึงได้จริง เน้นใช้ Data และ AI หั่นต้นทุนเบี้ยประกัน พร้อมขยายเพดานรับประกันถึงอายุ 90 ปี ตอบโจทย์ Insight คนรุ่นใหม่ที่เผชิญความเสี่ยงโรคร้ายเร็วขึ้นจากมลภาวะ ตั้งเป้าโต 2-3%

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผย ในปี 2568 ที่ผ่านมาเมืองไทยประกันชีวิตมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และด้วยความไว้วางใจจากลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน ทำให้ในปี 2568 เมืองไทยประกันชีวิต มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) เติบโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบบประกัน Investment-Linked  เติบโต 249% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และแบบประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง (รายเดี่ยว) เติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านคะแนน NPS (Net Promoter Score) สูงขึ้นจาก 75 คะแนน เป็น 78 คะแนน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ณ สิ้นปี 2568 มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140% ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha) (Stable Outlook) 

ขณะที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้านโยบายการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ จากการประเมินล่าสุดโดย MorningStar Sustainalytics สถาบันวิจัยและจัดอันดับความยั่งยืนระดับโลก ด้าน ESG บริษัทฯสามารถทำคะแนน ESG Risk Rating ได้ที่ 19.9 คะแนน จัดอยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงต่ำ” (Low Risk Profile) โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้มาจากความสามารถในการควบคุม 'ความเสี่ยงด้าน ESG ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่ เข้าร่วมลงนาม UN-supported Principles for Responsible Investment (PRI)  พร้อมด้วยการขึ้นทะเบียน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) กับ องค์การบริหารจัดการ         ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC – Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3

สำหรับในปี 2569 นี้ นับเป็นอีกปีที่สำคัญของเมืองไทยประกันชีวิตในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ที่อยู่เคียงข้างเพื่อส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ทุกคน  พร้อมยกระดับการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพขึ้นไปอีกขั้น  ด้วยการประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิม...กับเมืองไทยประกันชีวิต มุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และ Health Ecosystem ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์  ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกก้าว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาล

นายสาระ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งในเรื่องของความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามและสไตล์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความพร้อมในการจ่ายเบี้ยประกันของประชาชน อย่างไรก็ตาม เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมี เบี้ยประกันใหม่เติบโตประมาณ 10% และ เบี้ยประกันรวมเติบโตประมาณ 5% ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม สำหรับทิศทางในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของเบี้ยประกันภัยไว้ที่อย่างน้อย 2-3% ขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้

-การสร้างการเข้าถึงที่ครอบคลุม (Accessibility): บริษัทให้ความสำคัญกับการทำให้ประกันภัยเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งในด้านของ ราคาเบี้ยประกันที่เหมาะสม และ ฟีเจอร์ของแบบประกัน ที่ต้องหลากหลาย โดยเน้นการนำฟีดแบคจากลูกค้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง

-รุกตลาดประกันสุขภาพ (Health Focus): จากแนวโน้มที่ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่อง สุขภาพ มากขึ้น บริษัทจึงมุ่งพัฒนาแบบประกันสุขภาพให้ครอบคลุมเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

-ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน: นอกเหนือจากการให้ความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วยแล้ว บริษัทยังตั้งเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้ประชาชนหันมา ดูแลตัวเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ควบคู่กันไปด้วย

“การดำเนินธุรกิจภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความท้าทายสูง แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นในโอกาสจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจลูกค้า และมองว่าในปี 2569 ยังมีความท้าทายจากปี 2568 อย่างแน่นอน แต่ในธุรกิจประกันชีวิต ยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องสังคมผู้สูงวัย ที่มีภาพให้เห็นในเรื่องของการส่งต่อด้านประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากในเรื่องผลิตภัณฑ์แล้ว ตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต รวมไปถึงการใช้ข้อมูล DATA ก็เป็นหัวใจในการตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเรื่อง AI ก็เป็นตัวช่วยทำให้ทำงานได้ง่ายและตอบโจทย์ลูกค้าได้ง่ายเช่นกัน”นายสาระ กล่าว

ทั้งนี้ในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจประกันชีวิตต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้บริโภค คนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจในการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้คนเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่ควรจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ ทำให้ความต้องการความคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง

การปรับตัวสู่โลกของข้อมูลและ AI นอกจากการรับมือกับปัญหาสุขภาพแล้ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการนำ AI และ DATA มาใช้เพื่อสร้างความคล่องตัว อย่างไรก็ตาม แนวคิดในการใช้เทคโนโลยีคือการใช้เพื่อให้ฉลาดขึ้น (Smart) และมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ต้องไม่พึ่งพาจนถึงขั้นคิดเองไม่ได้ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เองที่นำไปสู่การทำ Segmentation หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้าที่ลึกซึ้งกว่าเดิม จากเดิมที่เคยมองเพียงความสามารถในการจ่ายหรือช่วงอายุ แต่ปัจจุบันได้ลงลึกไปถึงระดับพฤติกรรมและอัตลักษณ์เฉพาะตัว (Identity)

โดยผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือกและเข้าถึงข้อมูล ปัจจุบันเป็นยุคที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้อย่างรวดเร็ว ลูกค้าสามารถทำ Benchmark เปรียบเทียบทั้งในด้านของความมั่นคงของบริษัท หน้าตาของแบบประกัน ราคา (Pricing) และการบริการ (Service) ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่บริษัทประกันต้องขอบคุณที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจท่ามกลางตัวเลือกมากมายในตลาด

การสนับสนุนจากภาครัฐและหัวใจสำคัญของ Insurance Literacy ความสำเร็จในการตอบโจทย์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ยังได้รับการสนับสนุนจากมาตรการของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญอย่างมากคือเรื่องของ Insurance Literacy และ Health Literacy หรือความรู้ความเข้าใจด้านการประกันภัยและสุขภาพ เนื่องจากที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของธุรกิจประกันอาจได้รับผลกระทบจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องของผู้บางราย

“บทบาทสื่อมวลชนและทิศทางในอนาคต สื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกระบอกเสียงที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อช่วยให้ผู้ที่มุ่งหวังจะมีประกันมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และทำให้การประกันภัยเป็น ‘ตัวช่วย’ ในการสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่ภาระ ทั้งนี้ ในส่วนของผลประกอบการและตัวเลขเบี้ยประกันภัยรับ (Premium) ของปีที่ผ่านมา ทางสมาคมประกันชีวิตไทยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้”นายสาระ กล่าว

ล่าสุดในอุตสาหกรรมประกันภัย ที่กำลังมุ่งเน้นการปิดช่องว่างทางสังคม (Social Gap) โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองได้กว้างขวางและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

โดยกุญแจสำคัญสู่เบี้ยประกันที่จับต้องได้ ในยุคปัจจุบัน ภาคธุรกิจประกันภัยได้เริ่มนำ AI และเทคโนโลยี เข้ามาเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการต้นทุนให้มีความเหมาะสม การลดต้นทุนนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักในการทำให้ เบี้ยประกันถูกลง เพื่อทลายความเชื่อเดิมที่ว่า "ประกันเป็นเรื่องของคนที่มีเงินเหลือหรือกลุ่มรายได้ระดับกลางเท่านั้น" โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงกรมธรรม์ประกันภัยได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยขยายเพดานอายุรับประกันถึง 90 ปี รองรับสังคมสูงวัย นอกจากเรื่องราคาแล้ว ความเข้าถึงได้ในเรื่องของ "อายุ" ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประกันสุขภาพที่มักเป็นที่ต้องการเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นหรือเห็นคนใกล้ชิดเจ็บป่วย ล่าสุดมีการเปิดเผยว่ามีการพัฒนาแบบประกันสุขภาพที่สามารถ เข้าถึงได้จนถึงอายุ 90 ปี ซึ่งรวมถึงแผนประกันแบบเหมาจ่ายที่ไม่ใช่แค่คุ้มครองอุบัติเหตุหรือกระดูกเปราะเท่านั้น แต่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามหลัก Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) หรือ ESG เพื่อสร้างความยั่งยืนในสังคม

นอกจากนี้บริษัทฯยังมุ่งสร้าง "Health Literacy" ลดความสูญเสียทางการแพทย์ นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีแล้ว การสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพหรือ Health Literacy เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ภายใต้กรอบ ESG ที่อุตสาหกรรมให้ความสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาที่เรียกว่า Fraud, Waste, and Abuse (FWA) หรือการใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็น ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป พบว่ามีสัดส่วนของความสูญเสีย (Waste) นี้สูงถึง 5-7% ของเบี้ยประกัน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากสามารถส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เรื่องสุขภาพและการประกันภัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เกิดการใช้สิทธิ์ตามความจำเป็นทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะส่งผลให้ บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและทำให้เบี้ยประกันถูกลงได้ในระยะยาว แม้ว่าปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงสูงตามลำดับอายุก็ตาม ซึ่งการปรับตัวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจประกันภัยไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ เพื่อตอบโจทย์ทั้งในแง่ของความคุ้มค่า ความทั่วถึง และความยั่งยืนของระบบสุขภาพในอนาคต

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมืองไทยประกันชีวิต พร้อมอยู่เคียงข้างตั้งแต่การวางแผนดูแลเชิงป้องกัน เพื่อสุขภาพดีในระยะยาว (Wellness and Prevention) ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เช่น เมืองไทยไตรกีฬา เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน เป็นต้น การดูแลเมื่อเจ็บป่วย ผ่านความคุ้มครองที่เลือกได้ตามใจ บริการต่าง ๆ และพาร์ทเนอร์ที่ครอบคลุมอย่างครบวงจร (Diagnosis and Treatment) ไม่ว่าจะเป็น MTL Health Buddy  แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก เครือข่ายโรงพยาบาล  MTL Smile Hospital Network  MTL Global Doctors และ MTL Global Connect เป็นต้น รวมถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษาหรือพักฟื้น รวมไปถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผ่านพาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Post-Treatment)  อย่าง Health at Home  นายาเรสซิเดนซ์ บาย ลิฟเวล และพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพอีกมากมาย

สำหรับความร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศภายใต้โครงการ MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน  และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง  เพื่อยกระดับการดูแลผู้เอาประกันอย่างสะดวกและอุ่นใจ  ตั้งแต่การลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายส่วนเกิน  การประสานงานประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษาอย่างรวดเร็ว  ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจผ่าตัดพิเศษ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร

ด้านของการดูแลสุขภาพทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิต ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ สามารถเข้ามาช่วยให้การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องง่ายขึ้น เลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ตรงจุด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่สะดุด ด้วยแบบประกันภัย “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่”  หรือตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ผ่านโครงการ “ShieldLife” รวมถึงประกันรูปใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพที่ให้คุณดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้างหลังในกรมธรรม์เดียว “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น” พร้อมด้วยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ประกันชีวิตควบการลงทุน ประกันอุบัติเหตุ ที่มีอย่างหลากหลาย เข้าถึงได้จริง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5” แบบประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” โดดเด่นด้วยคุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพ ครบจบในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี* ช่วยให้อุ่นใจด้วยวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก จ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี  ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุรับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้

“ในเร็วๆ นี้  ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของเมืองไทยสไมล์คลับ และ Fit Reward ที่จะมาร่วมเติมเต็มให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมและสิทธิพิเศษเหนือระดับ ซึ่งถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม พร้อมเชื่อมต่อทุกการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันให้กลายมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว 

เรามองว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทาย โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว และยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เมืองไทยประกันชีวิต เราพร้อมยืนเคียงข้างและดูแลลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน โดยมุ่งหวังว่าเราจะทำให้ทุกคนมีความสุขและรอยยิ้ม เราจะไม่หยุดยั้งการพัฒนา คิดค้นนวัตกรรม รวมถึงบริการ ที่สามารถเข้าถึงและใช้บริการได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีสุขภาพดีในทุกด้าน” นายสาระ กล่าวในที่สุด

 

***หมายเหตุ :

*บริษัทจะเริ่มจ่ายผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลให้ผู้เอาประกันภัยตั้งแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ผู้เอาประกันภัยมีอายุ   65 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว โดยจะจ่ายไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
  • การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
  • เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากร กำหนด

 

คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

 

You can share this post!