เงินบาท"แข็งค่าขึ้นมาก"เปิดเช้านี้ 31.77 บาท/ดอลลาร์ หลัง "ทรัมป์" ย้ำสงครามตะวันออกกลางใกล้จบในเร็วๆ นี้
เศรษฐกิจ

เงินบาท"แข็งค่าขึ้นมาก"เปิดเช้านี้ 31.77 บาท/ดอลลาร์ หลัง "ทรัมป์" ย้ำสงครามตะวันออกกลางใกล้จบในเร็วๆ นี้

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.77 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นมาก" หลังทรัมป์ย้ำ สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.85 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.77 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นมาก" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.62-32.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังในช่วงราว 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง โดยภาพดังกล่าวได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมหนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) และทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยอดการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP ที่อาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ และ ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales)

ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล อย่าง เทศกาลตรุษจีน ได้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า แม้ว่าเงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis แม้ว่า พัฒนาการล่าสุด จะเริ่มสอดคล้องกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้ ยังสะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

โดยในส่วนของ Base Case Scenario นั้น เรามองว่า โอกาสเกิดมีอยู่ราว 40% (ปรับลดลงจากที่เคยประเมินก่อนหน้า หลังสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อ โดยแม้อิหร่านอาจปิดช่องแคบ Hormuz อย่างไม่เป็นทางการ แต่สุดท้าย อิหร่านอาจไม่ได้ใช้กำลังทางทหารในการปิดเส้นทางเดินเรือแบบที่กำลังเป็นอยู่ ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจทรงตัวที่ระดับสูงต่อแถวโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพียงในระยะสั้น ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง กลับสู่โซนก่อนช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งแถว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อาจกำลังดำเนินอยู่ได้ หากสถานการณ์การสู้รบมีแนวโน้มจบลงในเร็ววันนี้จริง ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวล่าสุด) ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 1 เดือน ทำให้ บรรดาธนาคารกลางจะไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัย Safe Haven ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันให้ย่อตัวลงมาบ้าง โดยในส่วนของเงินดอลลาร์ ทิศทางจะขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เช่นเดียวกับ ราคาทองคำ ที่เรามองว่า อาจย่อตัวลงบ้าง หากตลาดทยอยคลายความกังวลต่อปัญหาในตะวันออกกลาง และบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทำให้ แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้างในระยะสั้น จนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวต้าน 32 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ไกล ยิ่งหากสถานการณ์คลี่คลายลงได้ภายในเดือนมีนาคม เรามองว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างจบไตรมาสแรกของปี แถวโซน 31.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลงต่อบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าโดยรวม ซึ่งเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าแตะโซน 32.25+/-0.25 ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จบสิ้นปีแถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์

เรามองว่า หากประเมินในแง่ของปัจจัยทางการทหารและการเมือง ประธานาธิบดี Donald Trump อาจกำลังหาทางจบสถานการณ์การสู้รบให้ได้ภายในกรอบระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ที่เคยกล่าวไว้ โดยเฉพาะในปีนี้ จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งคะแนนความนิยมของประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลดต่ำลงต่อเนื่อง และยังต่ำกว่าระดับในสมัย Trump 1.0 พอควร ทำให้เรายังพอมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบอาจจบลงได้ตามกรอบระยะเวลาดังกล่าว และการประเมินแนวโน้มตลาดการเงินอาจพอใกล้เคียงกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ (ซึ่งในเหตุผลด้านมนุษยธรรม เรายิ่งหวังว่า สถานการณ์การสู้รบจะจบลงได้เร็วกว่ากรอบระยะเวลาดังกล่าว)

อนึ่ง ในเชิงเทคนิคัล แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.85 บาท/ดอลลาร์

You can share this post!