
"ซีพี แอ็กซ์ตร้า" ประกาศสงครามความเหลื่อมล้ำ ผนึกภาครัฐ-เอกชน ลุยแก้โจทย์ใหญ่ระดับประเทศ ทลายกำแพง 3 จุดอ่อน เกษตรกรไทย "ของดีแต่ขายไม่ได้" สู่ "สินค้าพรีเมียม" ที่ตลาดต้องการ เปิดตัวเมกะโปรเจกต์ "AXTRA AGRI-CONNEXT" แพลตฟอร์มแห่งโอกาส 24 ชั่วโมง ชูจุดเด่นตัดตอนพ่อค้าคนกลาง เชื่อมตรงเข้า Makro - Lotus's ไร้รอยต่อ พร้อมลั่นกลองรบปี 69 ตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตทะลุ 30,000 ตัน มูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว มุ่งเป้าสร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรรุ่นใหม่ เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับยักษ์ค้าปลีก

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรหลายรายสูญเสียโอกาสในการนำสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดเป็นเอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นจุดอ่อนของเกษตรกรไทยใน 3 ข้อ คือ
1.ขาดช่องทางการในการเข้าถึงตลาดได้ยาก
2.ต้องพึ่งพาคนกลาง ทำให้ไม่ได้ราคาที่ดี
3.การพัฒนาสินค้าให้ถูกใจตลาด
.jpg)
ดังนั้น ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในฐานะคนกลางมากว่า 30 ปี จึงอยากเป็นตัวเชื่อในการให้โอกาสเกษตรกร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดตัว “AXTRA AGRI-CONNEXT แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” กลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้ามาในแพลตฟอร์มแล้ว 900 ราย ซึ่งในช่วงแรกอาจจะไม่สามารถรับซื้อสินค้าได้ครบทั้งหมด แต่มีหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ที่สามารถช่วยเกษตรการในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา เพื่อให้ซีพี แอ็กซ์ตร้า สามารถรับซื้อผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ในอนาคต
“ซีพี แอ็กซ์ตร้าเชื่อว่า ‘โอกาสที่ดี’ ควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม จึงพัฒนา ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ ระบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง ลดข้อจำกัดและขั้นตอนที่ซับซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกิจ และสร้างโอกาสได้จริง โดยแพลตฟอร์มนี้เชื่อมโยงเกษตรกรสู่โมเดิร์นเทรดอย่างไร้รอยต่อ เปิดทางนำเสนอสินค้าเข้าสู่ makro และ Lotus’s ได้โดยตรง ช่วยลดช่องว่างตลาดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนตั้งแต่การอบรมและพัฒนาสินค้า คัดเลือกสินค้า ไปจนถึงโอกาสในการจำหน่าย”นางศิริพร กล่าว
.jpg)
ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นศูนย์รวมเกษตรกรและ SME ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้และการอบรมเกษตรกร เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงทางการค้าและกิจกรรม Business Matching ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด โดยในปี 2569 ตั้งเป้ารับซื้อสินค้าเกษตร 30,000 ตัน มูลค่ารับซื้อ 35,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายจิราวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในมีบทบาทสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า และสร้างความเป็นธรรมในระบบตลาด โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย ในปัจจุบัน ความท้าทายสำคัญคือ การทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดได้โดยตรงมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับผู้ผลิต “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ ทั้งในรูปแบบค้าปลีกและช่องทางดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยให้สินค้าเกษตรมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ราคามีความเหมาะสมและเป็นธรรม ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้ง่ายขึ้น กรมการค้าภายในพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ระบบตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายและเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรไทยในอนาคต

ขณะที่ นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร คือการพัฒนาเกษตรกรไทยให้ผลิตได้อย่างมีคุณภาพ และขายได้อย่างมีมูลค่า ที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการวางแผนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรก้าวสู่การเป็น Smart Farmer สามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การผลิต คือ การเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โดยการสนับสนุนฐานข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าผ่านระบบ i-Trace (Traceability System) ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร เพียงสแกน QR Code บนสินค้า ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งที่มา สายพันธุ์ มาตรฐานการผลิต สถานที่ปลูก ไปจนถึงข้อมูลโภชนาการได้

ด้าน นายภักดี จันทร์เกษ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ถือเป็นกลไกสำคัญในการรวมพลังของเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านการผลิตและคุณภาพสินค้าด้วยการจัดตั้งโรงแพ็คสินค้าที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการบริหารจัดการด้านตลาด ทำให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตได้ในปริมาณที่ตลาดต้องการ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพสหกรณ์ในการเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า พร้อมผลักดันให้สหกรณ์ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทาน

ขณะที่ นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่าย พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer เข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME สามารถเข้าถึงตลาด ต่อยอดธุรกิจ และขยายโอกาสสู่ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืนในทุกภาคส่วน