BAM เปิดฉากประกาศสงครามกับ "เวลา" ผ่าตัดใหญ่พอร์ตสินทรัพย์แสนล้าน ดึงประสบการณ์นายธนาคาร ล้าง "กรรมเก่า" หั่นระยะเวลาถือครองทรัพย์อืดทรานส์ฟอร์เมชันเหลือไม่เกิน 5 ปี สกัดบุ๊กสำรองสะเทือนกำไร พร้อมสยายปีก 5 บิ๊กโปรเจกต์ปี 69 แยกสายพานหนี้-หั่นดอกเบี้ยทิ้ง ยกระดับสู่ "โรงพยาบาลแก้หนี้" ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” ใจถึงลดเงินต้นสูงสุด 30% หรือผ่อนสบายไร้ดอก 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โชว์ผลงานไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง คงเป้าผลเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท กำไรสุทธิแตะ 2,000 ล้านบาท

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยนจาก "คนทวงหนี้" มาเป็น "ที่พึ่งสุดท้าย" ว่า อุตสาหกรรมธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset%20Management%20Company : AMC) ในยุคปัจจุบันนี้ คือโอกาสทองที่ไม่มีธุรกิจไหนมีมาร์จิ้นสูงเกิน 20% ได้เท่านี้อีกแล้ว ซึ่งความท้าทายที่ BAM ต้องเผชิญคือ "กรรมเก่า" จากการถือครองทรัพย์ไว้นานเกินไปจนต้องตั้งสำรองสะเทือนกำไรสุทธิ เหมือนในปี 2568 ที่ผ่านมาที่มีกำไรเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ต้องตั้งสำรองไปถึง 2,100 ล้านบาท

“ความจริงแล้ว ระยะเวลาการถือครองทรัพย์ของ BAM ในอดีตจะอยู่ประมาณ 7 ถึง 8 ปี ซึ่งควรจะต้องระบายได้แล้ว แต่ในแผนธุรกิจใหม่หลังจากทําทรานส์ฟอร์เมชั่นเมื่อปี 2569 ที่ผ่านมา คือจะเร่งนำสินทรัพย์จากประมาณ 7 ปีครึ่ง มาเร่งการถือครองทรัพย์ให้เหลือแค่ไม่เกินระยะเวลา 5 ปี จากปัจจุบันที่มีทรัพย์อยู่ประมาณกว่า 100,000 ชิ้น โดยทรัพย์ที่ถือนานที่สุดขณะนี้นานสุดคือ 17 ปี”ดร.รักษ์ กล่าว
"สิ่งที่ผมเรียนรู้จากอดีตชาติของความเป็นนายธนาคาร ผมเอามาใช้ในนรกทั้งหมด ซึ่งเป็นการนำประสบการณ์มาปรับใช้ในโลกของหนี้เสีย เพื่อสร้างมิติใหม่ด้วย 5 โปรเจกต์ยักษ์ที่เน้นความยุติธรรมและความสุขเป็นตัวตั้ง”ดร.รักษ์ กล่าว

โดยในปี 2569 BAM ได้ทำการพลิกโฉมใน 5 เรื่องหลัก ดังต่อไปนี้
1.PDR Factory (สายพานการจัดการหนี้): เลิกใช้ระบบใครมาก่อนทำก่อน (First In, First Out) แต่แบ่งหนี้ตามประเภท Retail, SME และ Corporate ขึ้นสายพานแยกทีมดูแลเฉพาะทางเพื่อความรวดเร็ว
2.เริ่มใหม่กับ BAM (Debt Hospital): โครงการรักษาคนไข้หนี้ 2,000 รายในปีนี้ โดยการ "ตัดดอกเบี้ยค้างจ่ายทิ้งทั้งจำนวน" และลดเงินต้นลงเพื่อให้ลูกหนี้จ่ายไหว "ความดีก็ได้ บุญก็ได้ รายได้สม่ำเสมอเลี้ยง BAM" คือหัวใจของโครงการนี้
3.FA Center & AMC Partnership: สร้างระบบนิเวศที่ไม่มีคำว่าคู่แข่ง มีแต่คำว่า "เพื่อน" โดยจับมือกับ Non-Bank และสถาบันการเงินอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ชั้นดี "เกิดใหม่" ได้จริงผ่านการรีไฟแนนซ์
4.NPA Format ใหม่ (Cost Plus Model): เลิกตั้งราคาเผื่อต่อแบบไสยศาสตร์ แต่ใช้หลักวิทยาศาสตร์ตั้งราคาต่ำกว่าตลาด 15% เพื่อให้ทรัพย์หมุนเวียนเร็วขึ้น และเปิดขายห้องชุดพร้อมผู้เช่ารายปี
5.Access for All: ขยายโอกาสให้ "คนตัวเล็ก" เช่น พนักงานกวาดถนน (พี่กวาด) หรือข้า ราชการชั้นผู้น้อย เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาเริ่มต้นเพียง 80,000 บาท ผ่อนเพียงเดือนละ 1,200 บาท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

โดยในปี 2569 นี้ BAM จะเน้นการทำงานแข่งกับเวลาด้วยระบบ Service Level Agreement หรือ SLA ที่ชัดเจน ต้องเจอหน้าลูกหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้ไวที่สุด โดยตั้งเป้าผลเก็บจากทรัพย์ขนาดกลาง (300 ล้านบาท) มากขึ้นแทนการพึ่งพาทรัพย์ชิ้นใหญ่เพียงอย่างเดียว เพื่อเลี้ยงกำไรสุทธิให้ถึงเป้าหมาย 2,000 ล้านบาทตามที่ผู้ถือหุ้นต้องการ

“ถ้าเมืองไทยอยากเดินไปข้างหน้า ต้องรักษาโรคที่อยู่ติดตัวคนไทยก็คือโรคหนี้ให้หายก่อน ไม่เช่นนั้น GDP ก็จะยังโตต่ำ เพราะคนเป็นหนี้ไม่สามารถทำธุรกิจได้ ไม่สามารถยืนได้เต็มสองขา” ดร.รักษ์ กล่าว

ดร.รักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า BAM ได้เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงิน อีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน พร้อมการยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ผ่านการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากยิ่งขึ้น และตอกย้ำบทบาทองค์กรในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่

-กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย
-กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี
ทั้งนี้ทั้ง 2 รูปแบบเป็นไปตามเงื่อนไขที่ BAM กำหนด

ดร.รักษ์ฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 นั้น สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,026 ล้านบาท และมีกำไรกว่า 217 ล้านบาท ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนแต่ BAM ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ จากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ด้วยการวางแนวทางการสร้างกระแสเงินสดทั้งจากการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม อีกทั้งการช่วยกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยได้มากขึ้นผ่านโครงการทรัพย์มหาชน พลัส รวมไปถึงการใช้กลยุทธ์ 3 ฟันเฟือง ได้แก่
ฟันเฟืองที่ 1 ด้วยการบริหาร NPL& NPA อย่างเข้มข้น
ฟันเฟืองที่ 2 การลงทุนในระบบพร้อมการทำ e-Marketplace
ฟันเฟืองที่ 3 การสร้างคนด้วย Hybird Talent ซึ่งจะช่วยทำให้โครงสร้างรายได้ของ BAM มีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมนำไปสู่การเติบโตขององค์กรได้อย่างยั่งยืน
