"แบรนด์เนม มันนี่"สวนกระแสศก.ทุบสถิติโต 100% พอร์ตพุ่ง 400 ล้านบาท บี้ศึก 2 แสนล้าน ปั้นโมเดล “ผ่อนไป-ใช้ไป” ซุ่มดีลลับฮุบสถาบันการเงิน ปั๊มพันล้านเร่งสปีดเข้าตลาดหุ้นปี’ 70
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

"แบรนด์เนม มันนี่"สวนกระแสศก.ทุบสถิติโต 100% พอร์ตพุ่ง 400 ล้านบาท บี้ศึก 2 แสนล้าน ปั้นโมเดล “ผ่อนไป-ใช้ไป” ซุ่มดีลลับฮุบสถาบันการเงิน ปั๊มพันล้านเร่งสปีดเข้าตลาดหุ้นปี’ 70

"แบรนด์เนม มันนี่" ประกาศกร้าวกลางสงครามกำลังซื้อ 200,000 ล้านบาท โชว์พอร์ตปี 69 พุ่งทะยาน 100% แตะ 400 ล้านบาท สวนกระแสดตลาดทรุด หลังมนุษย์เงินเดือน-กลุ่มทุนใหม่ "New Money" อายุแค่ 20 ปี แห่ซบโมเดล "ผ่อนไป-ใช้ไป" เผยบิ๊กดีลลับดึงสถาบันการเงิน-Non-bank ร่วมทุน หวังทุบสถิติปั๊มพอร์ตแตะ 1,000 ล้านบาท เร่งสปีดเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เร็วขึ้นภายในปี 2570 เปิดเกมรุกส่งเลขาฯ ส่วนตัวพาลูกค้าเข้าชอปอย่างสง่างาม พร้อมเปิดบริการ Personal Assistant (PA) เลขาส่วนตัว ดูแลจ่ายเงินให้ลูกค้าถึงเคาน์เตอร์ช็อปแบรนด์เนม  ขณะที่ยังคงเดินหน้าเจรจา  strategy partner เข้ามาร่วมทุน หลังมีผู้สนใจเสนอตัวหลายราย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เผยมีร้านแบรนด์เนมมือ 2 เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ส่งลูกค้ามาใช้บริการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 70 ร้านค้าทั่วประเทศ พร้อมเปิดรับเอเจนต์ แนะนำลูกค้าต่อเนื่อง ยันเดินหน้าแผนระดมทุนเข้าตลาดหุ้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อเพื่อคนรักแบรนด์เนม "ครบวงจร" อย่างแท้จริง 

นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้นำบริการขายฝากและสินเชื่อแบรนด์เนมแห่งเดียวในประเทศไทย และแห่งแรกของโลก ที่มอบประสบการณ์ที่ปลอดภัยไร้รอยต่อ เข้าถึงได้สำหรับทุกคน เปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยว่า มีมูลค่ามหาศาลถึง 200,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH (Louis Vuitton Moët Hennessy) ได้หันมาให้ความสำคัญและทุ่มตลาดในไทยเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สังเกตได้จากการเปิดตัวแบรนด์เนมครบครันและการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น คาเฟ่แบรนด์เนม โดยตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6-7% ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ "แบรนด์เนม มันนี่" ตั้งเป้าขอเพียงส่วนแบ่งการตลาด 1-2% ก็เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

ทั้งนี้มองว่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจของ แบรนด์เนม มันนี่ ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด และปัจจุบันธุรกิจบริการขายฝากและสินเชื่อแบรนด์เนมนี้ เป็นทางเลือกที่ 3 นอกเหนือจากการซื้อด้วยเงินสดและบัตรเครดิต โดยมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 11.88% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าบัตรเครดิตที่อยู่ประมาณ 16-18% อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าไม่เสียวงเงินบัตรเครดิตที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

โดยปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสวนกระแสได้เนื่องจาก

สินค้าแบรนด์เนมคือการลงทุน : สินค้าหลายชนิดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เช่น นาฬิกา Patek Philippe หรือกระเป๋าบางรุ่นที่ราคาสูงขึ้นจากหลักแสนเป็นหลักล้านในเวลา 10 ปี

การสร้างตัวตน (Status Symbol): สินค้าแบรนด์เนมช่วยเสริมภาพลักษณ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Influencer และนักธุรกิจรุ่นใหม่

ความต้องการทางจิตใจ: เป็นการเติมเต็มความสำเร็จในชีวิต (Self-fulfillment) ของผู้บริโภค

สัดส่วนลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย: ยุคทองของ New Money

ทั้งนี้ข้อมูลจากพอร์ตสินเชื่อพบว่ากลุ่มลูกค้าหลักประกอบด้วย

1.กลุ่มอายุ 30-40 ปี เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 50% ของพอร์ต ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และกลุ่ม Salaryman

2.กลุ่มอายุ 20-30 ปี: มีสัดส่วนประมาณ 20% และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเป็นกลุ่ม "New Money" หรือคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยจากการทำธุรกิจออนไลน์หรือเป็น Influencer

3.กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป: คิดเป็นสัดส่วนที่เหลือของพอร์ต คือประมาณ 30%

 

สำหรับการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ วงเงินปล่อยกู้ เริ่มต้นต่ำสุดที่ 10,000 บาท และสูงสุดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 800,000 บาท ขณะที่ราคาเฉลี่ยสินค้า ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าในระดับราคา 100,000 - 300,000 บาท โดย 3 อันดับสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ นาฬิกา (มียอดปล่อยสินเชื่อมากที่สุด) รองลงมาคือ กระเป๋า และจิวเวลรี่ (High Jewelry)

“เทรนด์การเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนม เปลี่ยนไปค่อนข้างมาจากเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา  ที่กว่าจะตัดสินใจซื้อต้องใช้เวลานาน และส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้จะต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาแพง แต่ปัจจุบันกลุ่มที่มีกำลังซื้อสินค้าแบรนด์เนมเปลี่ยนไป โดยอายุที่ 20 ปีขึ้นไป ก็สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้แล้ว เพราะปัจจุบันกลุ่มคนอายุระดับนี้ สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้แล้ว โดยจะมีไลฟ์สไตล์ของตนเองและน่าค้นหามากขึ้น” นายปพน กล่าว

นายปพน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสที่ แบรนด์เนมมันนี่ ดำเนินธุรกิจมาครบ 2 ปี ในเดือนมิถุนายน 2569 นี้  แต่ธุรกิจของบริษัทยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สวนกระแสทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยปี 2569 นี้ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านบาท โดยมีการเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ 3-4 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่ม Non-bank, บริษัทลูกของธนาคาร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ซึ่งเป็นการ ขยายตัวจากสิ้นปี 2568 จำนวน 1 เท่าตัวหรือเติบโต 100%  จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อ 200 ล้านบาท  ขณะที่หนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL ยังคงเป็น 0%  เนื่องจากมีการพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยง Risk Management อยู่เสมอ โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ ที่ใช้ระบบอนุมัติสินเชื่อเฉพาะตัว 

ทั้งนี้การดำเนินธุรกิจของบริษัทจะมาจาก 3 โมเดลหลัก คือ

1.สินเชื่อเช่าซื้อ ที่สามารถ “ผ่อนไป-ใช้ไป   

2.สินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” รับสินค้าเมื่อผ่อนครบ

3.บริการขายฝาก ในรูปแบบการรับจำนำ อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด 

ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบการปล่อยสินเชื่อ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า บริการสินเชื่อเช่าแบรนด์เนม ซื้อทั้ง “ผ่อนไป-ใช้ไป และ สินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” มีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะการซื้อสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งในช็อป รวมทั้งสินค้าในตลาดรีเซล ทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ากว่า 53 ล้านบาท สูงกว่าสินเชื่อเช่าซื้อทั้งปี 2568 ที่มีมูลค่ารวม 25.5ล้านบาท ถือว่าเติบโตขึ้นโดดเด่นอย่างมาก  ขณะที่สินเชื่อขายฝากหรือรับจำนำยังคงเติบโตได้ตามปกติ

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวบริการ Personal Assistant (PA) เพื่อสร้างประสบการณ์การชอปปิ้งเหนือระดับ ทั้งบริการให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา และดำเนินการด้านสินเชื่อ  โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน โดยจะมีเลขาฯ ส่วนตัวพาลูกค้าเข้า Shop แบรนด์เนมอย่างสง่างาม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการ Experience และความมั่นใจในการซื้อสินค้าจาก Official Shop โดยตรง

“แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังไม่ดีมากนัก แต่ความต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ รวมทั้งซื้อเพื่อเป็นของขวัญของรางวัลให้กับตัวเองและคนที่รัก แต่ลูกค้าอาจไม่ต้องการใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมด จึงมาใช้บริการสินเชื่อ ของ Brandname Money เพราะวางเงินดาวน์เพียง 30-50% ก็สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมในช็อปได้แล้ว ขณะที่ยังมีเงินสดไว้ใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็น นอกจากนี้ สินค้าลักชัวรี่ มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผู้ซื้อต้องรอคิวจากทางแบรนด์ หรือทาง Shop บางครั้งโอกาสซื้ออาจเข้ามา ในขณะที่ผู้ซื้อไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ส่วนบัตรเครดิตก็มีข้อจำกัดด้านวงเงิน และดอกเบี้ยที่แพงกว่ามาก จึงมาใช้บริการสินเชื่อจาก Brandname Money ของเรา” นายปพนกล่าว

นายปพนกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน Brandname Money เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเรามีระบบการทำธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือ มีตัวตน มีความมั่นคง ที่สำคัญเราทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คนที่ต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมลักชัวร์รี่ ทั้งมือหนึ่งมือสอง นึกถึงการใช้บริการสินเชื่อกับเรา  รวมทั้งผู้ที่ต้องการใช้เงินสด หรือสภาพคล่องทางการเงิน ก็สามารถนำสินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับแบรนด์ลักชัวร์รี่ มาขายฝากหรือจำนำกับเรา

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีร้านค้าแบรนด์เนมมือสอง  เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ ส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการสินเชื่อ กับ Brandname Money เพิ่มขึ้นจาก 40 ร้านค้า เป็น 70 ร้านค้า ทำให้เรามีโอกาสในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเรายังคงเปิดรับร้านค้าพันธมิตรต่อเนื่อง ขณะเดียวกันล่าสุด Brandname Money ได้เปิด โครงการ Agent หรือเอเจนต์ “เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้” สำหรับผู้ที่รักสินค้าแบรนด์เนมและอยู่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการมีรายได้เสริม เพียงแนะนำลูกค้ามาขอสินเชื่อกับ Brandname Money ทางเรามีค่าตอบแทนให้ เพียงแต่เข้ามาสมัครลงทะเบียนร่วมเป็น Agent กับบริษัทฯ

นายปพน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความคืบหน้าในการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนนั้น ยังคงมีนักลงทุนและบริษัททั้งในและนอกตลาดหุ้น สนใจเข้ามาเจรจาเพื่อเข้าร่วมทุนกับ Brandname Money แต่ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ซึ่งยังไม่ได้ตกลงกับรายใดรายหนึ่ง โดยยังคงต้องการพันธมิตรที่เข้ามาช่วยส่งเสริมหรือต่อยอด เพื่อช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ มากกว่าเพียงแค่การใส่เงินเข้ามาร่วมลงทุน เพราะต้องการพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อ ก่อนนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2571 หรือ 2572 โดยบริษัทฯยังคงเดินหน้าแผนนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน เพราะธุรกิจสินเชื่อต้องการเงินทุนมาขยายพอร์ต เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้

โดยคุณสมบัติพาร์ทเนอร์ที่ต้องการคือ ช่วยสนับสนุนแหล่งเงินทุน ที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำกำไร ,มีความเชี่ยวชาญด้านระบบหลังบ้าน ,การติดตามหนี้ และระบบการปล่อยสินเชื่อที่แข็งแกร่ง เพื่อช่วยให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างไรก็ตาม หากสามารถทำพอร์ตสินเชื่อได้แตะ 1,000 ล้านบาท ได้เร็วขึ้นก็อาจเห็นการนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้เร็วขึ้นภายในสิ้นปี 2570 โดยบริษัทฯให้ความสำคัญกับการทำบัญชีที่ถูกต้องและโปร่งใสมาโดยตลอดเพื่อรองรับแผนการดังกล่าวนี้

“บริษัทมีกระบวนการทำงานในรูปแบบสถาบันการเงิน มีความเป็นมืออาชีพโปร่งใส  และมี Ecosystem ของธุรกิจ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การรับสินค้าเข้ามาตรวจสอบและมีการประเมินราคาที่แม่นยำ  ส่วนกลางน้ำ เรามีระบบบริหารความเสี่ยง การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ และขายฝากสินค้าแบรนด์เนม  โดยมีกระบวนการคัดกรองลูกค้าที่มีศักยภาพ มีรายได้มั่นคง กำหนดวงเงินดาวน์ที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้ามีความต้องการเป็นเจ้าของจริง ส่วนปลายน้ำหากลูกค้าคืนของหรือค้างชำระ มูลค่าของที่กลับมาต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนี้ที่เหลืออยู่ รวมทั้ง สินค้าที่หลุดจากการขายฝาก เรามีตลาดรองที่สามารถนำมาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายปพน กล่าวในที่สุด

You can share this post!