กระทรวงคมนาคม เดินหน้าขับเคลื่อนงบประมาณปี 2569-2570 อย่างเข้มข้น พร้อมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนและปรับแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ภายใต้แนวคิด “ซ่อมแซมมากกว่าสร้างใหม่” มุ่งยกระดับความปลอดภัย ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของกระทรวงคมนาคม ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมประชุม
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2569 รวม 265,406 ล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 30,658 ล้านบาท และงบลงทุน 234,748 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลการเบิกจ่ายสะสม ณ ปัจจุบัน ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงได้กำชับทุกหน่วยงานเร่งดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมได้เตรียมความพร้อมสำหรับงบประมาณปี 2570 ซึ่งมีกรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 399,474 ล้านบาท โดยได้ดำเนินการปรับแผนใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการขอโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากโครงการที่คาดว่าจะไม่สามารถลงนามสัญญาได้ทันภายในปีงบประมาณ จำนวน 68 รายการ วงเงินรวมกว่า 1,730 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการที่มีความพร้อมและจำเป็นเร่งด่วน
นอกจากนี้ ยังเร่งรัดการลงนามสัญญาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ โดยปัจจุบันสามารถลงนามสัญญาในโครงการปีเดียวได้แล้ว 7,801 รายการ จากทั้งหมด 8,003 รายการ คิดเป็นวงเงินกว่า 86,977 ล้านบาท
สำหรับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต กระทรวงคมนาคมจะให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาและฟื้นฟูโครงข่ายคมนาคมเดิมมากกว่าการก่อสร้างเส้นทางใหม่ โดยมุ่งยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อลดภาระงบประมาณในระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน
ทั้งนี้ คณะทำงานติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณฯ จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและอุปสรรคต่าง ๆ ต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ