.jpg)
“เอกนิติ”เผย ไทยเตรียมเปิดฉากต้อนรับการปะทะทางความคิดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินโลก ในฐานะเจ้าภาพจัดประชุมร่วมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำปี 2569 ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างรุนแรง ระบุงานนี้เปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางการเงิน” ที่สายตาทุกคู่ทั่วโลกจะจับจ้อง คาดมีชนชั้นนำระดับรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และกลุ่ม CEO ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ ตบเท้าหลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมใช้โอกาสทองนี้ประกาศทางรอดใหม่ภายใต้ธีม "Thailand’s New Horizons" ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ตั้งแต่การปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การรับมือโลกแบ่งขั้ว ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทางการเงินเพื่อโลกเดือด ควบคู่ไปกับการงัดซอฟต์พาวเวอร์และ "ศาสตร์พระราชา" เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้กลับสู่ศูนย์กลางความสนใจของโลกอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมประสานรับกับการขยายสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นการโชว์ศักยภาพระบบการเงินไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลข แต่จับต้องได้จริงในสายตานานาชาติ ด้านผู้ว่า ธปท. ร่วมส่งสัญญาณพร้อมรบเต็มพิกัด ประกาศเตรียมดัน "Bangkok Blueprint" ขึ้นเป็นเข็มทิศการเงินดิจิทัลระดับสากล เพื่อเป็นคู่มือปกป้องประชาชนจากภัยไซเบอร์ ทุจริตทางการเงิน และการกระจุกตัวของเทคโนโลยี มุ่งสร้างระบบนิเวศการเงินที่ทั้งปลอดภัยและเท่าเทียม ดึงคนตัวเล็ก-กลุ่มเปราะบางให้พ้นจากความเหลื่อมล้ำ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนเปิดฉากการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในอีกไม่ถึง 3 เดือนข้างหน้า “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) เวทีด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ที่ได้รับขนานนามเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานจะมีผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก มากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต หลังไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์และประสบความสำเร็จอย่างสง่างาม ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534
ปัจจุบันสถานการณ์โลกกำลังตกอยู่ในสภาวะที่วุ่นวาย แตกแยก และแบ่งขั้ว การทำงานแบบโดดเดี่ยวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องมีการ “จับมือร่วมกัน” โดยหัวใจของการร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจหรือนโยบายการเงินเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับ “มิติของคน” (People-centric) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างประเทศสมาชิก ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงมิติของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือการเชื่อมโยง “คน” และ “โอกาส” เข้าด้วยกัน โดยรัฐบาลมั่นใจว่าการหลั่งไหลเข้ามาของคณะผู้แทนจากทั่วโลก ซึ่งมักเดินทางมาพร้อมครอบครัว จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยในการนำประเทศกลับสู่จุดศูนย์กลางความสนใจของโลกอีกครั้งอย่างสง่างาม
“รู้สึกถึงความภูมิใจและความสำคัญระดับประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทั่วโลกให้การยอมรับ เพราะมีเพียง 3 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้จัดงานนี้ถึง 2 ครั้ง การประชุมครั้งนี้ถูกขนานนามว่าเป็น 'โอลิมปิกของทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก' โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้นำจากกว่า 190 ประเทศ พร้อมด้วยผู้ติดตามและกลุ่ม CEO บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่รวมกว่า 15,000 คน ตบเท้าเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสทองในการประกาศศักยภาพของเศรษฐกิจไทยสู่สายตาโลก พร้อมทั้งการตั้ง Agenda ระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการเงินการคลังในยุคที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน โดยไทยมุ่งเน้นการโชว์เคสความสำเร็จด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness) และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจระดับโลกอย่างยั่งยืน”ดร.เอกนิติ กล่าว
การที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF อีกครั้งหลังจากเคยจัดครั้งแรกเมื่อปี 1991 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นการโชว์ศักยภาพที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย งานนี้เปรียบเสมือนเวทีที่สายตาทุกคู่ทั่วโลกจะจับจ้องมาที่ไทย เนื่องจากเป็นจุดรวมตัวของรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศที่จะมาหารือเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองโลก ซึ่งประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ระหว่างกลุ่ม CEO ระดับโลกและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง
“ทีมงานจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนมีความพร้อมอย่างมาก การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการโชว์ศักยภาพและทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดสนใจของนานาชาติอีกครั้ง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงมาเป็นหัวหน้าทีมด้วยตนเอง และมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดในทุกด้าน” ดร.เอกนิติ กล่าว
ในฐานะเจ้าภาพ ไทยมีความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำในการกำหนดวาระการประชุมโลก (Set Global Agenda) ประเทศไทยได้ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” หรือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความเปราะบางและแบ่งขั้วอำนาจ ประเด็นสำคัญที่ไทยจะผลักดันประกอบด้วย
-ความมั่นคงทางพลังงาน: การแก้ปัญหาราคาพลังงานที่ผันผวนทั่วโลก
-การเสริมพลังให้ประชาชน (Empowering People): เพื่อให้ผู้คนสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
-การสร้างภูมิคุ้มกัน: เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางการเงินและเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลังที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติผ่าน 4 เสาหลัก ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย
เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยจะชูความสำเร็จของ "Digital Public Infrastructure" โดยเฉพาะระบบ PromptPay (พร้อมเพย์) และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย ที่ปฏิวัติการทำธุรกรรมทางการเงินและช่วยให้รัฐบาลสามารถจ่ายเงินเยียวยาถึงมือประชาชนได้อย่างแม่นยำในช่วงโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบชำระเงินกับประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ทำให้สามารถใช้ QR Code สแกนจ่ายเงินข้ามประเทศได้ทันที รวมถึงการโชว์ศักยภาพการนำ AI "นกกระซิบ" มาช่วยสอนพ่อค้าแม่ค้าในโครงการของรัฐให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่
เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น “Trusted Hubs” ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ไทยจะไม่วางตัวเป็นเพียงประเทศขนาดกลาง (Middle Power) เท่านั้น แต่จะเป็น "Connected Economies" หรือตัวกลางที่เชื่อมโยงโลกที่แตกขั้วให้กลับมาประสานกันอีกครั้งผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยุคใหม่ที่เน้นความมั่นคง เพื่อดึงดูดการลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่ไทยและอาเซียนมากขึ้น
เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล โดยประเทศไทยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและน้ำมันในระยะยาว โดยจะมีการหารือร่วมกับธนาคารโลกและ IMF เพื่อนำกลไก Climate Finance มาช่วยสนับสนุนการลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานที่ราคาผันผวนและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม
เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน โดยมองว่าสังคมผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่เป็น "โอกาส" ทางเศรษฐกิจ โดยจะโชว์เคสเรื่องอาหารไทย สมุนไพรไทย และการออกกำลังกายแบบ "มวยไทย" ซึ่งเป็น Soft Power ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพทุกส่วน รวมถึงการฝึกสมาธิเพื่อสร้างชีวิตที่มีความสุขให้แก่ผู้สูงอายุทั่วโลก
ดร.เอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการจัดตั้ง "Thailand Pavilion" ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 12-18 ตุลาคม โดยพื้นที่นี้จะเป็นเวทีโชว์ "ศาสตร์พระราชา" ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งมีแนวคิดเรื่องการให้พลังแก่ผู้คน (People Empowerment) และความพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sufficiency for Sustainable Economic Development) ซึ่งทางโลกได้ให้การยอมรับว่าแนวคิดของพระองค์ท่านเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ที่นานาชาตินำไปปรับใช้ และในรัชกาลปัจจุบันก็ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวทางเหล่านี้จนเกิดเป็นโครงการพระราชดำริมากมายที่จะนำมาโชว์ในงาน
“ความพิเศษของการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ คือการยกระดับให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ (National Agenda) ที่มุ่งเน้นการโชว์ศักยภาพผ่าน "Thailand Pavilion" ซึ่งจะนำเสนอ ‘ศาสตร์พระราชา’ และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP) ซึ่งเป็นต้นแบบที่ทั่วโลกให้การยอมรับ นอกจากนี้ยังมีการนำ Soft Power ที่โดดเด่นทั้งอาหารไทยเชิงสุขภาพและผ้าไทยจากทุกภูมิภาคมาให้ผู้นำและผู้แทนจาก 191 ประเทศได้ ‘สัมผัสจริง’ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตั้งแต่ระดับ CEO ไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้คนไทยในฐานะเจ้าภาพงานระดับโลก เชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่เป็น ‘ผู้ร่วมออกแบบ’ นโยบายเศรษฐกิจโลกที่ส่งเสียงมาจากใจกลางอาเซียนอย่างแท้จริง”ดร.เอกนิติ กล่าว

งานนี้จะเป็นการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” นำมาใช้ตกแต่งและสะท้อนคุณค่า ภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล ภายในงานยังมีการจัดแสดงและเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและวิถีเกษตรกรรมอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในช่วงการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน สะท้อนผ่านการผนึกกำลังและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในช่วงการจัดเตรียมงานและระหว่างการจัดประชุม จึงยืนยันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ซึ่งในระยะสั้นการเดินทางเข้ามาของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการในทันที
“การเตรียมความพร้อมของไทยลงลึกและให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด โดยรัฐบาลได้ยกระดับการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ ซึ่งจะดูแลการขับเคลื่อนแนวคิดหลักของการประชุมให้ชัดเจนและมีพลัง คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของไทยไม่เพียงแต่สำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่ต้องเหนือความคาดหมายของผู้เข้าร่วมประชุม และคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ” นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าว จะส่งผลประโยชน์ต่อคนไทย ที่จะได้รับโอกาสทางธุรกิจและแรงบันดาลใจ เพราะการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่ยังสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อคนไทยในหลายด้าน อาทิ
1.โอกาสของธุรกิจไทย: เป็นเวทีเชื่อมต่อระหว่าง CEO บริษัทข้ามชาติ ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลก และนักธุรกิจไทย เพื่อเปิดโอกาสในการขยายเครือข่ายการค้าและการลงทุน
2.เศรษฐกิจฐานราก: ธุรกิจขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้านที่ทอผ้าไทย จะได้โชว์ผลงานสู่สายตาชาวโลกและต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจระดับสากล
3.ความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจ: เช่นเดียวกับการเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1991 (พ.ศ.2534)ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นนั้น การจัดงานครั้งนี้จะสร้างความภูมิใจและเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนไทยรุ่นใหม่พัฒนาตนเองเพื่อแข่งขันในระดับโลกต่อไป
“อีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาว คือพฤติกรรมการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF ซึ่งมักจะไม่ได้เดินทางมาเพียงลำพัง แต่มักจะพาครอบครัวมาร่วมเดินทางและท่องเที่ยวด้วยในโอกาสนี้ พลังของการบอกเล่าเรื่องราวผ่านผู้แทนเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นแรงกระเพื่อมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านสายตาของบุคคลระดับผู้นำ โดยมีคนไทยทุกคนเป็นตัวแทนในการส่งมอบความประทับใจและความภูมิใจผ่านการต้อนรับที่อบอุ่น ดังนั้นด้วยความเชื่อมั่นว่า ผลลัพธ์หลังจากการจบสิ้นการประชุมครั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับไม่ใช่เพียงแค่คำชม แต่คือการสร้าง ‘ภาพจำใหม่’ ที่จะนำพาประเทศไทยกลับเข้าสู่จุดสูงสุดของการเป็นศูนย์กลางความสนใจของประชาคมโลก (Global Center of Interest) อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทุกคนที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกในครั้งนี้ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาความปลอดภัย และการต้อนรับที่อบอุ่น ประเทศไทยจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและยั่งยืนให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมจากทั่วโลกได้อย่างแน่นอน”ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวถึงความคืบหน้าสำคัญด้านสวัสดิการในประเทศว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบการขยายสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมกลุ่มคนยากจนพิเศษอีกกว่า 5 ล้านคนจากการสำรวจของกระทรวงมหาดไทย โดยเน้นการปรับเกณฑ์ให้สะท้อนความเป็นจริงและรับฟังเสียงประชาชนมากขึ้น เพื่อให้ระบบสวัสดิการเข้าถึงผู้ที่ "ไม่มีอะไรเหลือ" อย่างแท้จริง ก่อนสรุปตัวเลขและเกณฑ์ชัดเจนในการประชุมวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นี้
“รัฐบาลได้มีการปรับปรุงเกณฑ์โดยรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น เช่น การพิจารณาไม่นำเกณฑ์ค่าลดหย่อนพ่อแม่มาใช้เป็นตัวตัดสิทธิ์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยหัวใจหลักของระบบสวัสดิการรัฐคือการเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’ (Safety Net) ชั้นสุดท้ายสำหรับกลุ่มคนที่ ‘ไม่เหลืออะไรเลย’ โดยตัวเลขจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์และเกณฑ์การคัดกรองทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์อีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการประชุมวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นี้”ดร.เอกนิติ กล่าว

ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า บทบาทของประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกนั้น สอดคล้องกับแนวทางของรัฐมนตรีคลัง โดยอยากเชิญชวนประชาชนทุกท่านให้ร่วมกันเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” เพื่อต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่และผู้แทนจากต่างประเทศจำนวนมากที่จะเดินทางเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้แก่แวดวงเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนในประเทศ ที่ไทยได้รับโอกาสจัดงานสำคัญระดับโลกนี้ขึ้นอีกครั้ง
สำหรับการเตรียมงานในครั้งนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานภายใต้ธีมหลักที่ชื่อว่า “Towards Thailand” ซึ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับสาธารณะ (Public Engagement) อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เช่น การประกวดออกแบบสัญลักษณ์ (Logo) ของงาน และการประกวดต่างๆ เพื่อให้ชื่อของประเทศไทยและการเป็นเจ้าภาพเข้าถึงคนทุกกลุ่ม
นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านการต้อนรับแล้ว ในมิติทางวิชาการมีการเตรียมงานอย่างเข้มข้นภายใต้โครงการ Towards Thailand เช่นกัน โดยมีการจัดสัมมนา (Symposium) และการประชุมนานาชาติ (Conference) หลายครั้ง อาทิ Asia 2050 รวมถึงการจัด Media Workshop และเวิร์กร่วมกับหน่วยงานระดับสากลอย่าง Green Economic Forum ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน และสื่อมวลชน เข้ามามีส่วนร่วมและรับรู้ถึงทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประเทศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือการ สร้างความเชื่อมั่นในสายตาโลก (Global Confidence) ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ว่ามีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการดำเนินงานระดับสากล ซึ่งความเชื่อมั่นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น และเกิดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากผู้แทนที่เดินทางมาจากทั่วโลก”นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม
การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ
(1)จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง
(2)ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง
(3)สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาด
การออกแบบนโยบายที่รอบคอบ
หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน
ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน
“Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการจุดประกายให้กลายเป็น
แนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประเทศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือการ สร้างความเชื่อมั่นในสายตาโลก (Global Confidence) ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ว่ามีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการดำเนินงานระดับสากล ซึ่งความเชื่อมั่นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น และเกิดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากผู้แทนที่เดินทางมาจากทั่วโลก” นายวิทัย กล่าวในที่สุด
.jpg)
สำหรับ Soft Power อัตลักษณ์ไทย ในฐานะเจ้าภาพ “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings จะเป็นการนำเสนอผ่านผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่คัดสรรจากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ และวัตถุดิบประกอบอาหารประจำท้องถิ่นหรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า Geographical Indication: GI) เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก
.jpg)
ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำชุมชน
เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยและสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก การประชุมในครั้งนี้ได้คัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย สำหรับใช้แทนวัสดุกันเสียงและตกแต่งห้องประชุมสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล
บุปผาบรมราชินีนาถ (บาติกพฤกษาพระบรมราชชนนีพันปีหลวง)
ผ้าบาติกเขียนมือลวดลาย "บุปผาบรมราชินีนาถ"
กลุ่มบาติกเดอนารา ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (ภาคใต้)
ผลงานจัดแสดง: งานเขียนเทียนบาติกบนกรอบผ้า
ชุมชนและที่มา
กลุ่มบาติกเดอนารา ตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี ทางตอนใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีชื่อเสียงในด้านงานฝีมือดั้งเดิม ทางกลุ่มมุ่งมั่นอนุรักษ์ศิลปะการทำผ้าบาติกเขียนมือ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนในท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมและสร้างรายได้เสริม การเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยนี้ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับช่างฝีมือและครัวเรือนในท้องถิ่น
.jpg)
ศิลปะแห่งลวดลายและผืนผ้า
เทคนิคการเขียนสีบาติกด้วยมือนี้ เป็นการผสมผสานลายเครือเถาที่อ่อนช้อยเข้ากับดอกไม้ทรงโปรดของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และดอกไม้พระราชทานนาม ได้แก่ ดอกกุหลาบสีเหลืองทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสูงศักดิ์ ดอกกล้วยไม้สีอ่อนที่สื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ และดอกไม้โทนสีม่วงและชมพูเข้มที่สะท้อนถึงความสง่างามและความประณีตงดงามแบบไทย การใช้สีย้อมสังเคราะห์ช่วยให้ได้สีสันที่สดใส สม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันยังคงรักษาการเล่นแสงและเงาอันเป็นเอกลักษณ์ของงานหัตถกรรมเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
จากความภูมิใจท้องถิ่นสู่เวทีระดับโลก
"พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผลงานผ้าทอของพวกเราได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงในงานของธนาคารโลก (World Bank) การได้เห็นผ้าบาติกอันได้รับแรงบันดาลใจจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาของชุมชนปัตตานี ได้อวดโฉมสู่สายตาผู้ชมจากนานาประชาตินั้น สร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนของเรา และช่วยตอกย้ำคุณค่าของผลงานนี้ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี มรดกทางวัฒนธรรม และฝีมือเชิงช่างอันประณีตของไทย"
.jpg)
เกาะยอดและแมงมุม
ผ้าทอไทลื้อดั้งเดิม ลวดลาย "เกาะยอดและแมงมุม"
กลุ่มทอผ้าไทลื้อ ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (ภาคเหนือ)
ชุมชนและที่มา
ลายเกาะยอดเป็นลวดลายโบราณที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อศรีดอนชัย จังหวัดเชียงราย โดยมีลักษณะลายคล้ายยอดหน่อกล้วยหรือยอดต้นกล้วยที่พุ่งขึ้นสู่ด้านบนอย่างสง่างาม ลวดลายนี่สื่อถึงความเป็นเลิศ ความเก่งกาจ ความสาเร็จ และความก้าวหน้าในชีวิต อีกทั้งยังสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความเข้มแข็งของคนในชุมชุมชน ชาวไทลือเชื่อว่าต้นกล้วยเป็นพืชมงคลที่เจริญเติบโตง่าย แตกหน่อได้รวดเร็ว และให้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความอุดมสมบูรณ์ และความเจริญรุ่งเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงนารูปทรงของยอดกล้วยมาประยุกต์เป็นลวดลายบนผืนผ้า จนกลายเป็นมรดทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ศิลปะแห่งลวดลายและผืนผ้า
ลายแมงมุมเป็นลวดลายโบราณที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลักษณะของใยแมงมุม ซึ่งมีการเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายอย่างสวยงามและเป็นระเบียบ ถือเป็นอีกหนึ่งลวดลายสาคัญที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมไทลื้อมาอย่างยาวยาวนาน ลวดลายนี้สื่อถึงความผูกพัน ความสามัคคี และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสมาชิกภายในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการพึ่งพาอาศัยและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
จากความภูมิใจท้องถิ่นสู่เวทีระดับโลก
ชาวไทลื้อบ้านศรีดอนชัยภาคภูมิใจที่ได้สืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าจากบรรพบุรุษ ถ่ายทอดลวดลายและเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านผืนผ้าทุกผืนผ้าทอไม่เพียงเป็นงานหัตถกรรม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี อัตลักษณ์ และความผูกพันของคนในชุมชนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ผ้าข้าวม้าไทยดั้งเดิม ลวดลาย "ช้างบ้านหาดเสี้ยว"
กลุ่มหัตถกรรมผ้าทอบ้านหาดเสี้ยว ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (ภาคกลาง)
ชุมชนและที่มา
สำหรับชุมชนชาวไทพวน บ้านหาดเสี้ยว ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย "ผ้าขาวม้า" เป็นมากกว่าแค่ผ้าผืนหนึ่ง เพราะตั้งแต่เปลนอนของทารก ไปจนถึงผ้าคาดเอวที่สวมใส่ในพิธีทำบุญ ผ้าขาวม้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนถึงวัยชรา ชุมชนแห่งนี้ได้รับการยอมรับในระดับประเทศหลังจากคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งในประเภทผ้าขาวม้าแปรรูป จากโครงการ "ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย" ในปี พ.ศ. 2560 ด้วยโอกาสทางการตลาดและการกระจายสินค้าที่ขยายตัวมากขึ้น งานฝีมือนี้จึงมีส่วนช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับสมาชิกในชุมชนเป็นอย่างดี
ศิลปะแห่งลวดลายและผืนผ้า
ผ้าทอผืนนี้นำเสนอคุณค่าของเทคนิคการทอลายขิด ซึ่งต้องใช้ทักษะความชำนาญและความประณีตแม่นยำสูง ลวดลายช้างโดดเด่นด้วยการมี "สัปคับ" (ที่นั่งบนหลังช้าง) อยู่บนหลัง สะท้อนถึงข้อความในศิลาจารึกในสมัยสุโขทัยที่ว่า "ใครจักใคร่ ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ ค้าม้าค้า" ลวดลายนี้ชวนให้ระลึกถึงยุคสมัยที่ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและเป็นพาหนะสำคัญในการเดินทางและการค้าขาย ได้รับการพัฒนาร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมและความคิดสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบันสามารถผสานไปด้วยกันได้อย่างลงตัว
จากความภูมิใจท้องถิ่นสู่เวทีระดับโลก
"พวกเราภูมิใจอย่างมากที่ผ้าขาวม้าลายช้างหาดเสี้ยวได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงบนเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นเยาว์สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมนี้ต่อไป เพราะเล็งเห็นได้ว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายของพวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือได้กลายเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกหยุดมองเพื่อชื่นชม" — สุจินต์ โพธิวิจิตร กลุ่มหัตถกรรมผ้าทอบ้านหาดเสี้ยว
.jpg)
วัตถุดิบบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้า GI (Geographical Indication)
ภายในงานยังมีการจัดเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และวิถีเกษตรกรรมอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค อาทิ
ปลานิล จากอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ที่พัฒนาการเลี้ยงปลานิลจนกลายเป็นศูนย์กลางการเพาะพันธุ์และการเลี้ยงปลาอย่างครบวงจร สภาพน้ำที่เหมาะสมและสิ่งแวดล้อมที่ดีของพื้นที่มีส่วนช่วยให้ผลผลิตปลานิลมีคุณภาพสูง มีเนื้อแน่นและรสชาติสะอาด
โกโก้นครศรีธรรมราช ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้วยคุณภาพที่ดีและรสชาติเฉพาะตัว โกโก้ที่ปลูกในอำเภอท่าศาลาโดดเด่นในเรื่องของกลิ่นหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เพาะปลูกด้วยวิธีการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนผลไม้ เมื่อผสานเข้ากับดินที่อุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ส่งผลให้เมล็ดโกโก้มีคาแรกเตอร์ที่ซับซ้อนและได้มาตรฐานที่สามารถคว้ารางวัลต่าง ๆ มากมาย
วานิลลา และแมคคาเดเมีย หนึ่งในผลผลิตจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในจังหวัดเชียงราย ริเริ่มขึ้นโดยสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ยาเสพติด และการทำลายป่าไม้ ภายใต้หลักการ "ปลูกป่า ปลูกคน" โครงการนี้ได้พลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นที่เคยเสื่อมโทรมให้กลับกลายเป็นพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นับเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอันโดดเด่น ที่ได้รับการยอมรับด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล
วัตถุดิบเหล่านี้รวมถึงสินค้า GI อีกมากมาย เช่น ข้าวหอมมะลิพะเยา ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จะถูกนำมารังสรรค์อย่างพิถีพิถันสู่เมนูอาหารที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นไทยอย่างลงตัว โดยพร้อมจะส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจนี้ในทุก ๆ มื้อของงานประชุมฯ ไม่ว่าจะเป็นช่วง Coffee Break, มื้อกลางวัน ตลอดจนมื้ออาหารพิเศษอื่น ๆ
การจัดเตรียมเมนูอาหารสำหรับการประชุมในครั้งนี้ คือความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทยอย่างแท้จริง คณะทำงานตั้งใจสอดแทรกเรื่องราวของความเป็นชุมชน สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และความยั่งยืน (Sustainability) ลงไปในการคัดสรรวัตถุดิบและสร้างสรรค์เมนูทุกจาน
โจทย์สำคัญคือการเป็นอาหารสำหรับงานประชุมระดับโลกที่ต้องเน้น ความสะดวกรวดเร็ว เข้าใจง่าย และรับประทานง่าย เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก ทีมเชฟในฐานะตัวแทนประเทศไทยจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษในการบาลานซ์ความพอดี เพื่อยกระดับรสชาติจากท้องถิ่นสู่สากล (Local to Global)
ที่สำคัญที่สุด ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ยึดมั่นในหลักความยั่งยืนและการสนับสนุนผลผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยกว่า 70% ของวัตถุดิบทั้งหมดที่นำมาใช้ในงานนี้ เป็นวัตถุดิบที่จัดหาจากชุมชนท้องถิ่น (Locally Sourced) และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
สำหรับเมนูไฮไลต์ที่เป็นตัวแทนในการสื่อสารเรื่องราวของวัตถุดิบ GI และอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ
-ข้าวยำหัวใจไทย: การนำเสนออัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ผ่านการร้อยเรียง "ข้าว GI" และวัตถุดิบขึ้นชื่อจากทั่วประเทศ ออกมาเป็นเมนูที่รับประทานง่าย ทว่าเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและจิตวิญญาณของเกษตรกรไทย
-ปลานิลดรายเอจรนไฟ ซอสมิโซะเขาใหญ่: เมนูแห่งความภาคภูมิใจที่รำลึกถึง "ปลาของพ่อ" เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า "ปลานิล" ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นของไทย สามารถยกระดับสู่สากลได้ผ่านเทคนิคการบ่ม (Dry-Aged) และเพิ่มความลึกซึ้งด้วยซอสมิโซะที่หมักในพื้นที่เขาใหญ่ 100%
-ข้าวเหนียวมะม่วง: หนึ่งในเมนู Soft Power ระดับตำนานที่ไม่ควรพลาด นำเสนอในรูปลักษณ์ที่ทันสมัยแต่ยังคงรสชาติดั้งเดิมที่คนทั่วโลกหลงรัก
-รถผลไม้ไทย: รวบรวม "ผลไม้ GI" สดใหม่ตามฤดูกาลมาจัดเสิร์ฟ เพื่อส่งตรงรายได้สู่ชาวสวนและส่งมอบความสดชื่นแบบไทยแท้
-คอฟฟี่ เบรก (Coffee Break Selection): เมนูของว่างสากลที่ทีมเชฟได้ร่วมกันรังสรรค์ขึ้นใหม่สำหรับการประชุมครั้งนี้ โดยการ "สอดแทรกรสชาติและวัตถุดิบไทย" ลงไปในทุกๆ คำ เพื่อเปลี่ยนเวลาพักเบรกธรรมดาให้เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่น่าประทับใจ