“เคทีซี”ชวนเปิดมุมมองที่หลายองค์กรอาจมองข้าม “เมื่อผู้ดูแล...ก็ต้องการการดูแล”
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เคทีซี”ชวนเปิดมุมมองที่หลายองค์กรอาจมองข้าม “เมื่อผู้ดูแล...ก็ต้องการการดูแล”

ทุกองค์กรต้องการพนักงานที่พร้อมดูแลลูกค้า แก้ปัญหา รับมือกับแรงกดดัน และส่งมอบผลงานที่ดีที่สุดในทุกวัน แต่เบื้องหลังความคาดหวังเหล่านั้น มีคำถามสำคัญที่หลายองค์กรอาจยังถามไม่บ่อยพอ ในวันที่คนของเราต้องใช้พลังไปกับการดูแลคนอื่นอยู่ทุกวัน อะไรคือสิ่งที่ช่วยประคองพวกเขาไว้?

คำถามนี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในวันที่ความเหนื่อยล้า และภาวะหมดไฟกลายเป็นความท้าทายของโลกการทำงาน ผลสำรวจ Workplace Happiness Index 2026 โดย Jobsdb by SEEK พบว่า แม้คนทำงานไทย 67% ระบุว่ามีความสุขในการทำงาน แต่ 45% ยอมรับว่ากำลังเผชิญภาวะหมดไฟ (Burnout) ขณะที่รายงาน State of the Global Workplace 2026 ของ Gallup พบว่า มีเพียง 41% ของคนไทยที่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของโลกการทำงานยุคใหม่ว่า คนคนหนึ่งสามารถรักงาน มีความสุขกับงาน และเหนื่อยล้าจากงานได้ในเวลาเดียวกัน

Well-being ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ

ที่ผ่านมา Employee Well-being มักถูกเชื่อมโยงกับเรื่องสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ ฟิตเนส หรือกิจกรรมดูแลสุขภาพใจ แต่หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่า การดูแลคนทำงานไม่อาจจำกัดอยู่เพียงสิทธิประโยชน์ที่มอบให้ รายงาน Health on Demand 2025 ของ Mercer Marsh Benefits ระบุว่า พนักงานในเอเชีย 36% มองว่าสวัสดิการที่ได้รับยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ขณะที่ 1 ใน 5 กังวลว่าตนเองอาจไม่สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครอบครัวได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความกังวลเรื่องสุขภาพ การเงิน หรือครอบครัว ไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ติดตัวพนักงานเข้าสู่ที่ทำงานทุกวัน ส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจ ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพการให้บริการ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าองค์กรมีสวัสดิการอะไรให้พนักงาน แต่คือ วิธีการทำงานขององค์กรกำลังช่วยเติมพลัง หรือกำลังใช้พลังของคนจนหมดไป

หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่า Well-being ไม่ใช่เพียงเรื่องของความพึงพอใจในการทำงาน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพราะเมื่อคนทำงานต้องแบกรับความเครียด ความกังวล หรือความเหนื่อยล้าสะสมเป็นเวลานาน สิ่งที่หายไปไม่ได้มีเพียงกำลังใจ แต่รวมถึงสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการตัดสินใจ และคุณภาพของงานด้วย หากองค์กรปล่อยให้บุคลากรสำคัญค่อยๆ หมดแรง ประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลง การให้บริการลูกค้าอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ และท้ายที่สุดย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจ เพราะในวันที่คนไปต่อไม่ไหว องค์กรเองก็ยากที่จะเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ

การดูแลผู้อื่นคือหัวใจของงาน

ประเด็นนี้ยิ่งเห็นชัดในอาชีพที่ต้องใช้พลังทางอารมณ์สูง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริการ ครู ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลไม่ได้ดูแลเพียงผู้ป่วย แต่ยังต้องรับมือกับความกังวล ความคาดหวัง และความไม่แน่นอนของครอบครัวผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคเรื้อรังและการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล จึงออกแบบการดูแลโดยมองผู้ป่วยและครอบครัวเป็นหน่วยเดียวกัน ผ่านทีมสหวิชาชีพที่ร่วมดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ แต่เมื่อมองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง คำถามสำคัญกลับไม่ใช่เพียงว่าใครดูแลผู้ป่วย หากแต่เป็นใครกำลังดูแลคนที่ต้องดูแลผู้ป่วยทุกวัน

นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า แนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ในการใช้การฝึกสติและการสังเกตลมหายใจ เป็นเครื่องมือรับมือกับความเครียดจากการทำงาน ก่อนจะต่อยอดสู่คำถามว่า องค์กรจะช่วยให้คนของเรามีเครื่องมือดูแลตัวเองได้อย่างไร โรงพยาบาลจึงสนับสนุนให้พนักงานที่สนใจ สามารถเข้าร่วมหลักสูตรปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องใช้วันลา พร้อมนำองค์ความรู้ที่ได้กลับมาปรับใช้ในการทำงานและการใช้ชีวิต แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การดูแลคนไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเกิดปัญหา แต่ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนที่คนคนนั้นจะรู้สึกว่า "ไม่ไหว" 

เมื่อการดูแลคน กลายเป็นยุทธศาสตร์องค์กร

ความท้าทายเรื่อง Well-being ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคสาธารณสุข แต่เกิดขึ้นกับทุกองค์กรที่ต้องการรักษาศักยภาพของบุคลากรในระยะยาว นางสุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC (เคทีซี) กล่าวว่า  Employee Well-being ไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กร เพราะจากประสบการณ์การดูแลคนในองค์กร พบว่าความเหนื่อยล้าของคนทำงานไม่ได้เกิดจากเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ทั้งสุขภาพ การเงิน และภาระความรับผิดชอบในชีวิตส่วนตัว ความกังวลเหล่านี้ส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจและประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง เคทีซีจึงพัฒนาแนวคิด Holistic Employee Care เพื่อดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน เพื่อให้พนักงานมีความพร้อมในการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างยั่งยืน

"เคทีซียังให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับทุกความคิดเห็น ผ่าน CEO LIVE Talk, Town Hall, Coaching Culture และแนวคิด 'Junior Speaks First' ที่เปิดโอกาสให้พนักงานที่มีอาวุโสน้อยกว่าได้แสดงความคิดเห็นก่อน เพื่อลดข้อจำกัดจากลำดับชั้นในองค์กร โดยผลสำรวจ Employee Engagement ปี 2568 ซึ่งมีพนักงานทั้ง 1,803 คนเข้าร่วมตอบแบบสำรวจ 100% สะท้อนให้เห็นว่าคะแนนด้านความปลอดภัยทางความคิด (Psychological Safety) ความเป็นธรรม (Fairness) และความใส่ใจต่อพนักงาน (Care) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำว่าการดูแลคนไม่ได้เกิดจากสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการรับฟัง มีคุณค่า และพร้อมเติบโตไปกับองค์กร เพราะเมื่อคนมีความพร้อม เขาก็จะมีพลังในการดูแลลูกค้า ดูแลทีมงาน และส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับองค์กรได้เช่นกัน"นางสุดปรารถนา กล่าว

ในยุคที่องค์กรแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลและนวัตกรรม ความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น "คน" ดังนั้น Employee Well-being จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความใส่ใจ แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาศักยภาพของบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานของประสิทธิภาพ การบริการ และการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เพราะก่อนที่พนักงานจะมีพลังดูแลลูกค้า ผู้ป่วย หรือคนรอบตัวได้อย่างดีที่สุด พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการดูแลมากพอที่จะไม่หมดแรงเสียก่อน

 

You can share this post!