“กรุงไทย” กำไร Q3/69 แตะ 1.25 หมื่นล้าน โต 3.8% จากไตรมาสก่อน เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ เสริมแกร่งเงินทุน
บริษัทจดทะเบียน

“กรุงไทย” กำไร Q3/69 แตะ 1.25 หมื่นล้าน โต 3.8% จากไตรมาสก่อน เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ เสริมแกร่งเงินทุน

ธนาคารกรุงไทย (KTB) โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกอยู่ที่ 37,145 ล้านบาท สินเชื่อเติบโต 10% จากปีก่อน NPL อยู่ที่ 2.93% พร้อมรักษา Coverage Ratio สูงถึง 205.3% เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ ยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง เสริมประสิทธิภาพบริหารเงินทุนและต่อยอดธุรกิจ Wealth ควบคู่สนับสนุนเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดยการเติบโตกระจุกตัวในภาคส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center ขณะที่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้จำกัด ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง กดดันต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพ รวมถึงข้อจำกัดในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ พร้อมดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก การสนับสนุนมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” “SMEs Credit Boost” และ “SMEs Secure Plus” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ควบคู่การสนับสนุนการลงทุนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand

Q3/69 กำไร 12,582 ล้านบาท สินเชื่อโต 10%

ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 12,582 ล้านบาท โดยสินเชื่อเติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงหนุนจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 2.93% และรักษาอัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ 205.3% ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) อยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมติดตามความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ธนาคารยังขยายรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 6.2% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.44%

ธนาคารยังควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 38.4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยฤดูกาล

เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.8% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวเล็กน้อย และธุรกิจ Wealth ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

9 เดือนกำไร 3.71 หมื่นล้าน เงินกองทุนแข็งแกร่ง

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 37,145 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตต่อเนื่อง จากธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation

การบริหารค่าใช้จ่ายส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ที่ 38.8% ลดลงจาก 40.1% ในปีก่อน ขณะที่ Credit Cost อยู่ที่ 0.98%

ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) อยู่ที่ 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (CAR) อยู่ที่ 20.70% สะท้อนฐานเงินกองทุนในระดับสูง พร้อมรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง (LCR) สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในปี 2569 Fitch Ratings และ Moody’s Investors Service ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร พร้อมปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็น Stable จาก Negative สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

ปรับโครงสร้างธุรกิจ เสริมแกร่ง Wealth–Digital

ธนาคารเดินหน้าปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยจัดตั้งบริษัท กรุงไทย อลิอันซ์ โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท กรุงไทย แคปปิเทล โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อจัดโครงสร้างการบริหารตามประเภทธุรกิจให้ชัดเจนขึ้น ครอบคลุม Shared Service, Digital Technology and Innovation และ Wealth Creation พร้อมเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine)

การปรับโครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ และสนับสนุนการขยายธุรกิจในระยะยาว โดยยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง

ขณะเดียวกัน ธนาคารขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างคุณค่า (Value-Led) ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น พร้อมต่อยอดนวัตกรรมการลงทุนผ่าน “PromptFund” ซึ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับการซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์ ให้ลูกค้าซื้อแล้วรับหน่วยลงทุนทันที และขายแล้วรับเงินทันที ช่วยเพิ่มความสะดวกในการลงทุนและบริหารสภาพคล่อง

หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ วางรากฐานเติบโตยั่งยืน

กรุงไทยยังร่วมมือกับภาครัฐ ธนาคารโลก และพันธมิตรภาคเอกชน ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เชื่อมโยงโครงการ Low Carbon เข้ากับแหล่งเงินทุนและการลงทุนจริง

พร้อมต่อยอดความร่วมมือจากเวที IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 สู่การขยายผลในระดับประเทศ ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

You can share this post!