“ธรรมชาติ ซีฟู้ด” ประกาศจุดเปลี่ยนเกมครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 20 ปี สลัดภาพ "ผู้ปิดทองหลังพระ" หันซดส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก รุกสร้างแบรนด์หน้าร้านเต็มสูบ ทั้งรีแบรนด์ครั้งใหญ่รวมโลโก้ “T” มัดใจนักกิน ชูแผน 3-5 ปีก้าวข้ามสงคราม Red Ocean ทะยานสู่ "White Ocean" ด้วยการนวัตกรรมนวัตกรรมสินค้ามูลค่าเพิ่ม เจาะลึกทุกแพลตฟอร์ม ตั้งเป้าปี 2569 โกยรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท โตปีละไม่ต่ำ 10% พร้อมยกระดับเคาน์เตอร์สู่ “Seafood Coach” เสิร์ฟความพรีเมียมตรงใจคนไทย

นายจูเลียน เซบาสเตียน แกทเทนบี้ เดวีส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลระดับพรีเมียมชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์การแข่งขันในตลาดอาหารทะเลในประเทศไทย ว่า แม้อุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทยจะมีการแข่งขันสูง แต่ ธรรมชาติ ซีฟู้ด ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหลักที่มีบทบาทครอบงำตลาด ในกลุ่มธุรกิจเคาน์เตอร์จำหน่ายอาหารทะเลแบบฝากขาย (Consignment) ซึ่งครอบคลุมห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ
โดยบริษัทฯมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่สำคัญคือการเป็นบริษัทเดียวในไทยที่โฟกัสเฉพาะธุรกิจอาหารทะเลอย่างเชี่ยวชาญแบบครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำ การบริหารเคาน์เตอร์หน้าร้าน ไปจนถึงช่องทางร้านอาหารและการขายออนไลน์ ทำให้บริษัทสามารถก้าวข้ามการแข่งขันราคาในตลาด Red Ocean ไปสู่การสร้างพื้นที่เติบโตใหม่ในรูปแบบ White Ocean ผ่านการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC: Norwegian Seafood Council) ระบุว่าตลาดไทยมีความคุ้นเคยและความต้องการอาหารทะเลนำเข้าคุณภาพสูงอยู่แล้ว โดยในปี 2568 ประเทศไทยเป็นตลาดอาหารทะเลนอร์เวย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 47,000 ตัน คิดเป็น 3,500 ล้านโครนนอร์เวย์ (NOK: Norwegian Krone) หรือราว 12,530 ล้านบาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 ต.ค. 2569 ที่ 3.58 บาท/NOK) โดยผลิตภัณฑ์ปลาแซลมอนยังคงเป็นสินค้าหลักของภูมิภาค
รายงานของ NSC ในปี 2567 ระบุว่ามีการจัดส่ง Norwegian Salmon จากนอร์เวย์มายังประเทศไทย รวม 18,971 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 34% จากปี 2563 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และ Norwegian Salmon เป็นแหล่งกำเนิดที่ผู้บริโภคไทยเกือบ 8 ใน 10 คน เลือกเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคำว่า “สุขภาพ” และ “ความสะดวกสบาย” (Health & Convenience) เป็น Megatrend สำคัญของตลาดอาหารทะเลสมัยใหม่ ผู้บริโภคต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ในเวลาเดียวกันต้องเตรียมง่าย เข้าถึงง่าย และต้องการข้อมูลดิจิทัล เช่น QR หรือ traceability เพื่อช่วยตัดสินใจอย่างมีข้อมูลมากขึ้น

นายจูเลียน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสที่บริษัทฯดำเนินธุรกิจครบ 20 ปี บริษัทฯได้ปรับยุทธศาสตร์จากการทำงานอยู่เบื้องหลัง มาสู่การสร้างแบรนด์หน้าร้านเพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Recall) ในใจผู้บริโภคอย่างจริงจัง จากเดิมที่ผู้บริโภคอาจคุ้นเคยกับสัญลักษณ์โลโก้รูปตัว "T" หรือผลิตภัณฑ์ซอส แต่ยังไม่เชื่อมโยงถึงชื่อแบรนด์ บริษัทจึงได้ทำการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ให้รวมตัวอักษร "T" และชื่อ "ธรรมชาติ ซีฟู้ด" เข้าไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน เพื่อขจัดจุด Pain Point ด้านการสื่อสารและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า และกลับมาซื้อซ้ำได้อย่างแม่นยำ
พร้อมวางแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โดยธรรมชาติ ซีฟู้ด จะยกระดับศักยภาพการดำเนินงานผ่านการลงทุนในระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเข้าถึงลูกค้าทั้งกลุ่ม HoReCa ประกอบด้วย กลุ่มHotel (โรงแรม, รีสอร์ท และที่พักทุกประเภท หรือ HO) ,กลุ่ม Restaurant (ร้านอาหารทุกขนาด ตั้งแต่สตรีทฟู้ด ร้านตามสั่ง ไปจนถึง Fine Dining หรือ RE) และ Café / Catering (คาเฟ่, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่, บาร์ และธุรกิจบริการจัดเลี้ยง หรือ CA) รวมไปถึงผู้บริโภคทั่วไป ได้อย่างสะดวกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยที่ลูกค้าและเชฟไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่หน้าร้าน

ขณะเดียวกันด้านการบริหารจัดการเคาน์เตอร์ค้าปลีก ร่วมกับพันธมิตรห้างสรรพสินค้า ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งยืนยันว่าไม่มีนโยบายตัดลดสาขาโดยไม่จำเป็น แม้บางสาขาจะมีผลกำไรน้อยกว่า แต่ยังคงเปิดให้บริการเพื่อรักษาพันธสัญญาและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ทุกที่ทุกเวลา
“ความมุ่งมั่นตลอดสองทศวรรษและการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในมิตินวัตกรรมสินค้า แหล่งวัตถุดิบระดับโลก ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และการยกระดับแบรนด์ให้เป็นที่รักและไว้วางใจของผู้บริโภค จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อน ธรรมชาติ ซีฟู้ด ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งความสำเร็จตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาในการส่งมอบอาหารทะเลคุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค บริษัทฯจึงพร้อมประกาศวิสัยทัศน์สำหรับระยะ 20 ปีข้างหน้า โดยมุ่งมั่นที่จะนำพาแบรนด์ ‘ธรรมชาติ ซีฟู้ด’ เข้าไปใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และวางตำแหน่งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่ทำให้การเลือกซื้อและการปรุงอาหารทะเลกลายเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน”นายจูเลียน กล่าว

ในด้านโครงสร้างการจัดหาผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันสัดส่วนสินค้าของธรรมชาติ ซีฟู้ด ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลนำเข้าจากต่างประเทศทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ สูงถึง 80- 90% ขณะที่อาหารทะเลภายในประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งบริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและกระจายแหล่งกำเนิดสินค้า (Origin Expansion) ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นการนำเข้าจากตลาดยุโรปและเอเชีย เช่น นอร์เวย์ ฝรั่งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ขยายไปสู่แหล่งกำเนิดใหม่ๆ อาทิ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้งนี้เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในตลาดที่เดิมมักพึ่งพาเฉพาะแซลมอนและเทราต์ โดยมุ่งเปิดโลกทัศน์ให้ผู้บริโภคเห็นตัวเลือกอาหารทะเลคุณภาพสูงประเภทอื่นๆ ที่มีความหลากหลายและเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
สำหรับโครงสร้างช่องทางการจำหน่ายและการวางกลยุทธ์ตามกลุ่มเป้าหมาย บริษัทได้จัดลำดับความสำคัญของช่องทางอย่างเป็นระบบ โดยกลุ่มลูกค้าธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง (HoReCa) ถือเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อต่อครั้งใหญ่ที่สุดและต้องการความหลากหลายของสินค้าสูงที่สุด ซึ่งบริษัทจะมีการแยกทีมขายเชิงลึกเพื่อดูแลกลุ่ม Fine Dining, Casual Dining, ร้านอาหารต่างจังหวัด รวมถึงการขยายไปสู่กลุ่มบริการอาหารบนสายการบิน (Airlines Catering) สำหรับกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตและพาร์ทเนอร์ค้าปลีก บริษัทจะคัดเลือกสินค้าคัดสรรพิเศษและสินค้าขายดีวางจำหน่าย ขณะที่ช่องทางร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) เช่น 7-Eleven ถือเป็นช่องทางใหม่ที่กำลังเร่งสร้างการเติบโต โดยการนำสินค้าที่ผ่านการตัดแต่งและแปรรูปพร้อมปรุงมาตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ในส่วนของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าประเภท Portioned & Value-Added Seafood (PAM) หรืออาหารทะเลที่ผ่านการตัดแต่งและแบ่งขนาดอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบ (Yield Loss) ทั้งสำหรับเชฟในร้านอาหารและผู้บริโภคที่ทำอาหารทานเองที่บ้าน พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องความสะดวกสบายในการใช้งานโดยที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังได้สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญ “Seafood Coach” ประจำเคาน์เตอร์ และการใช้เทคโนโลยีสแกนคิวอาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์ปลีก เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส
“จุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ด้านฟาร์มและแหล่งผลิตอาหารทะเล ทำให้บริษัทเชื่อมาตั้งแต่ต้นว่า คุณภาพของอาหารทะเลไม่ได้เริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงหน้าร้าน แต่เริ่มตั้งแต่แหล่งที่มาและการดูแลตลอดเส้นทาง ก่อนขยายจากเคาน์เตอร์อาหารทะเลแห่งแรกในปี 2570 ไปสู่ครัวร้านอาหาร โรงแรม และครอบครัวไทยทั่วประเทศ ก้าวถัดไปของ ธรรมชาติ ซีฟู้ด จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับโฉมเคาน์เตอร์อาหารทะเลเท่านั้น แต่เป็นการสร้างการเชื่อมต่อระหว่าง แหล่งวัตถุดิบ ความเชี่ยวชาญขององค์กร เชฟ ร้านอาหาร ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจ E-commerce และช่องทาง Convenience Store เพื่อให้สินค้าอาหารทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการเข้าใกล้ชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบสด สินค้าพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน โดยเฉพาะกลุ่ม Smoked Seafood ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการขยายจากฐานธุรกิจเดิมไปสู่ Retail และ Convenience Store ที่กว้างขึ้น” นายจูเลียน กล่าว
อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ บริษัทฯตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ประมาณ 920-940 ล้านบาท โดยแต่ละปีจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักจะมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการ ซึ่งเลือกรับประทานอาหารทะเลเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ประกอบกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจ

นางชญาน์ณันท์พัช แกทเทนบี้ เดวีส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯมีจุดจำหน่ายในห้างค้าปลีก และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของไทย มากกว่า 170 แห่งทั่วประเทศ ธุรกิจร้านอาหาร รวมทั้งธุรกิจ Food Service มากกว่า 850 ราย ครอบคลุมโรงแรม ร้านอาหาร และลูกค้าธุรกิจ โดยในจำนวนดังกล่าวมีร้านอาหารระดับ Michelin Star ในประเทศไทย กว่า 30 ร้าน ขณะที่อาหารทะเลที่บริษัทจำหน่ายในช่วงปี 2564 - 2568 คิดเป็นปริมาณเทียบเท่าราว 14.4 ล้านมื้อ และจากแบบจำลองยอดขายและผลิตภัณฑ์ของบริษัท คิดเป็นปริมาณโปรตีนเทียบเท่าประมาณ 432 ตัน และโอเมก้า-3 ประมาณ 37.8 ตัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งขนาดของธุรกิจและบทบาทที่อาหารทะเลของบริษัทเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารของผู้บริโภคไทยจำนวนมาก ปี 2569 นี้ กับโอกาสพิเศษสู่ปีที่ 20 ไม่ใช่เพียง “Anniversary” เท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญของ Brand Repositioning จากชื่อที่เคยอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมอาหารทะเลมานาน สู่การเป็น Consumer Seafood Brand ที่ผู้บริโภครู้จัก เข้าใจ พิสูจน์ที่มาของความเชื่อมั่นได้ด้วยตัวเอง แนวคิดนี้สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่ต้องการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดจากลูกค้ากลุ่ม Business-to-Business (B2B) ไปยัง Retail, Convenience, E-commerce และผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค โดยไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่สร้างธุรกิจมาด้วยกัน

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 20 ธรรมชาติ ซีฟู้ด ได้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ที่จดจำง่ายมากยิ่งขึ้น ผสานการสื่อสารทางการตลาดที่มุ่งเน้นถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ส่งต่อผู้บริโภคเป็นประสบการณ์ความประทับใจที่ผู้บริโภคได้รับ ตั้งแต่การจัดกลุ่มสินค้าเพื่อสื่อสารถึงโภชนาการที่สำคัญตามความต้องการของผู้บริโภคได้แก่ Protein Up, Omega Boost, Grow Well และ Live Well ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับชนิดสินค้า แหล่งที่มา การนำไปประกอบอาหาร และ QR ภายใต้แนวคิด Know Your Seafood เพื่อเปิดให้ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง
“ตลอดเกือบ 20 ปี เราอาจเป็นชื่อที่ผู้บริโภคไม่ได้เห็นในทุกมื้อ แต่เราอยู่เบื้องหลังอาหารทะเลที่หลายคนคุ้นเคยมาตลอด วันนี้เราอยากนำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นออกมาให้เห็นชัดขึ้น เพื่อให้ชื่อ ‘ธรรมชาติ ซีฟู้ด’ เป็นชื่อที่คนไทยนึกถึง เมื่ออยากเลือกอาหารทะเลอย่างมั่นใจ สำหรับตัวเองและคนที่เขารัก ดังนั้นภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ อบอุ่น ชัดเจน และพิสูจน์ได้ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของแบรนด์เป็นสำคัญ ผ่านความเชื่อมั่นที่เคยเกิดจากประสบการณ์ของเชฟ ร้านอาหาร พันธมิตร และลูกค้า ค่อย ๆ เชื่อมโยงกลับมายังแบรนด์โดยตรง พร้อมยกระดับบทบาททีมหน้าร้านสู่ Seafood Coach ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่เพียงขายสินค้า แต่ช่วยถามความต้องการ แนะนำส่วนตัด วิธีเตรียม และสินค้าให้เหมาะกับมื้ออาหารของแต่ละคน”นางชญาน์ณันท์พัช กล่าวในที่สุด
