"โตคิว" ประกาศเดินหน้าพันธมิตรแน่นแฟ้นร่วมกับ "เครือสหพัฒน์" ลุยจัดทำแผนธุรกิจระยะยาว 10 ปี เล็งงัดแลนด์แบงก์สะสมย่านพระราม 3 อีกกว่า 50% ขึ้นโครงการร่วมทุนต่อเนื่อง ล่าสุดกางพิมพ์เขียวเล็งรุกหนักธุรกิจ Wellness & Well-being ปักหมุดพัฒนาโรงพยาบาล สถานพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ และที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ เต็มรูปแบบ ชูนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกจากญี่ปุ่นเข้ามาประยุกต์ใช้ มุ่งปั้นระบบนิเวศการอยู่อาศัยและดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ด้าน KingsQuare Residence ดีมานด์พุ่งกระฉูดสวนกระแสเศรษฐกิจ กวาดยอดขายแล้วกว่า 65% เผยลูกค้ากระเป๋าหนักแห่ซื้อด้วยเงินสดสูงถึง 50% ชูผลตอบแทนลงทุน 5%ต่อปี มั่นใจปิดขายภายในปี 70

นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครือสหพัฒน์ถือว่าเป็นผู้ครอบครองแลนด์แบงก์แปลงใหญ่ย่านพระราม 3 รวมทั้งสิ้นกว่า 66 ไร่ โดยได้พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “คิงสแควร์” (KingsQuare) มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย KingsQuare Residence(คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์): คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ ,KINGSQUARE Community Mall: ศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์สำหรับคนในย่าน มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท และ Dusit Suites KINGSQUARE: เซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมที่ร่วมมือกับเครือดุสิตธานี มูลค่าประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 25670

รวมไปถึงพื้นที่การศึกษา ซึ่งใช้พื้นที่พัฒนาไปแล้วประมาณ 20 กว่าไร่ ทำให้ยังเหลือที่ดินผืนใหญ่บริเวณใกล้เคียงอีกกว่า 50% ที่รอการพัฒนา ขณะนี้บริษัทฯอยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อต่อยอดพื้นที่ให้กลายเป็นเมืองคอมมูนิตี้สมบูรณ์แบบ ทั้งการเป็นศูนย์กลางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ และโรงเรียนบุนกะแฟชั่น (Bunka Fashion School) ตั้งอยู่ร่วมด้วย รวมถึงการประเมินสภาวะตลาดเพื่อพิจารณาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และพื้นที่พาณิชยกรรมในเฟสถัดไปอย่างเหมาะสม จึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ในขณะนี้

ทั้งนี้โครงการ“คิงสแควร์”(KingsQuare) เกิดจากการมองเห็นโอกาสและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวเครือสหพัฒน์ได้ถือครองมานานหลายสิบปี จนกระทั่งการเปิดให้บริการของโรงเรียนนานาชาติ คิงส์ คอลเลจ กรุงเทพ (Kings College International School Bangkok) ในปี 2563 ได้สร้างปรากฏการณ์ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ปกครอง ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษา เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเดินทางไปส่งบุตรหลานได้อย่างสะดวกสบายในระยะเวลาอันใกล้โดยไม่ต้องเผชิญปัญหา Traffic รถติดในยามเช้า บริษัทจึงได้เปลี่ยนโจทย์การออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์ชั้นนำ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)จากการสร้างคอนโดมิเนียมที่เป็นบ้านหลังที่สอง (Second Home) ให้กลายเป็นบ้านหลังแรก (First Home) ด้วยการออกแบบห้องพักขนาดใหญ่ ไม่แออัด เพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกเป็นบ้านหลักที่แท้จริงโดยไม่ต้องขนย้ายสิ่งของกลับบ้านหลังแรกในวันหยุด

“เนื่องจากเครือสหพัฒน์ เน้นดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก จึงได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลก บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และระบบโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี มาร่วมพัฒนาโครงการ อีกทั้งโครงการนี้ยังได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท นันทวัน จำกัด (Thai Obayashi :ไทยโอบายาชิ) เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก ซึ่งถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมประเภท Freehold เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไทยโอบายาชิ ตอบรับการก่อสร้าง ควบคู่กับการว่าจ้าง บริษัท สโตนเฮ้นจ์ จำกัด (Stonehenge) เข้ามาดูแลการบริหารงานก่อสร้างและควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งมอบการบริหารจัดการอาคารและนิติบุคคลหลังการก่อสร้างให้แก่ ดุสิต ฮอสพิทาลิตี้ (Dusit Hospitality) ในเครือดุสิตธานี เข้ามารับช่วงต่อในการให้บริการมาตรฐานโรงแรม 5 ดาวระดับสากล เพื่อดูแลผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

“KingsQuare Residence” ให้ความสำคัญกับการสร้าง “คุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว” โดยมองมากกว่าการพัฒนาอาคารให้แล้วเสร็จ แต่ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ คุณภาพงานก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการและการดูแลลูกบ้านหลังเข้าอยู่อาศัย โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยน Second Home ให้กลายเป็นบ้านหลังแรกของครอบครัว จากพื้นที่สำหรับพักผ่อนในวันหยุดสู่พื้นที่ที่รองรับชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งการพักผ่อน การเรียนรู้ การทำงาน และการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่และสร้าง Community ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสมาชิกทุกช่วงวัย
ภายใต้แนวคิด Low Density Living โครงการมุ่งสร้างความเป็นส่วนตัวควบคู่กับการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพักผ่อน และการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว พร้อมให้ความสำคัญกับประสบการณ์ตลอดการอยู่อาศัย ตั้งแต่ขั้นตอนตรวจรับและโอนกรรมสิทธิ์ โดย Knight Frank ทำงานร่วมกับทีม Thai Obayashi ในการตรวจสอบก่อนส่งมอบ ขณะที่ Dusit Hospitality Services เข้ามาบริหารจัดการอาคารและดูแลบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด Hospitality Service พร้อม Concierge Service ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันโครงการมีความพร้อมในการเปิดให้เข้าชม โดยห้องชุดพร้อมประมาณ 99% เพื่อให้ KingsQuare Residence เป็น Community ที่รองรับชีวิตประจำวันของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน

มร.คะสุโอะ วะชิซุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โตคิวฯดำเนินธุรกิจโดยยึดนโยบายการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูงในระดับสากล โดยกลุ่มโตคิวฯ ยังคงเดินหน้าร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างเครือสหพัฒน์และกลุ่มโตคิว ประเทศญี่ปุ่น อย่างต่อเนื่องและแน่นแฟ้น โดยโตคิว ถือว่าเครือสหพัฒน์เป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดในประเทศไทย สำหรับทำเลพระราม 3 มองว่ายังมีศักยภาพ และมีความสนใจที่จะขยายการลงทุนร่วมกัน ทั้งในส่วนของอาคารสำนักงาน ตลอดจนการนำความเชี่ยวชาญระดับโลกจากการพัฒนาย่านชิบูย่า (Shibuya Kingdom) ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่น วัฒนธรรมวัยรุ่น และจุดนัดพบยอดนิยมระดับโลกที่เต็มไปด้วยความคึกคักตลอด 24 ชั่วโมงและการบริหารอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น เข้ามาเสริมศักยภาพให้แก่โครงการในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง
นอกจากนี้ยังสนใจรุกเข้าสู่ธุรกิจ Wellness & Well-being ซึ่งกลุ่มโตคิวมีความสนใจอย่างยิ่งในการร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์เพื่อพัฒนาโครงการประเภทโรงพยาบาล สถานพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ ตลอดจนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Living) ในประเทศไทย เนื่องจากตระหนักถึงโครงสร้างประชากรไทยที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโตคิวฯอยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจระยะยาว 10 ปี สำหรับการลงทุนในธุรกิจใหม่และด้านเวลเนสในประเทศไทย เพื่อศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นที่เหมาะสมในการนำเข้ามาประยุกต์ใช้ มุ่งสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยและดูแลสุขภาพแบบครบวงจรให้เกิดขึ้นจริงภายในกรอบระยะเวลา 10 ปีนับจากนี้
สำหรับการพัฒนาโครงการ “คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์”ได้นำหลักคิด Japanese Quality Mindset มาใช้โดยเน้น 2 หัวใจสำคัญ ได้แก่ การมองจากมุมมองของผู้อยู่อาศัย (Residence Perspective) ที่มุ่งเน้นความปลอดภัย สุขภาพ และความสบายในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่ความหรูหราภายนอก และการผนึกกำลังร่วมกับทีมออกแบบและผู้รับเหมาก่อสร้างระดับท็อปอย่าง A49 และ ไทยโอบายาชิ นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับงานโครงสร้างและระบบงานซ่อนภายในผนัง เช่น ระบบท่อน้ำและสายไฟ ซึ่งผู้อยู่อาศัยไม่สามารถมองเห็นได้หลังสร้างเสร็จ โดยมีทีมงาน StoneHenge เข้ามาตรวจสอบคุณภาพซ้ำอีกชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารจะคงรักษามูลค่าและความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

นางสาวพจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดและการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 ว่า แม้สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์จะมีความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคา 2-10 ล้านบาท ที่เผชิญความยากลำบาก แต่สำหรับโครงการ "คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์" ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าระดับบน กลับพบว่ากลุ่มผู้ขอสินเชื่อกู้ผ่านเกือบ 100% ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนผู้ซื้อโครงการยังเป็นผู้ที่ใช้เงินสดโอนชำระโดยไม่ผ่านการกู้ธนาคารสูงถึง 50% ปัจจุบันโครงการสามารถทำยอดขายไปได้แล้วกว่า 65% โดยแบ่งเป็นสัดส่วนผู้ซื้อชาวไทย 90% และชาวต่างชาติ 10% อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพฯ
เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมของผู้ซื้อในสัดส่วนยอดขาย 65% ดังกล่าว พบว่าเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง 60% กลุ่มผู้ปกครองที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุนปล่อยเช่า 20% และอีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ย่านพระราม 3 ที่ต้องการย้ายเข้ามารับบริการส่วนกลางระดับลักชัวรี ใกล้คอมมูนิตี้มอลล์ และให้ความสำคัญกับสุขภาพและสุขภาวะ (Well-being) ด้านราคาขายปัจจุบันเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 200,000 -250,000 บาท/ตารางเมตร หรือต่อยูนิตเริ่มต้นที่ 12 ล้านบาท ไปจนถึงห้องเพนท์เฮาส์ระดับราคา 95 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่เปิดขายครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน โครงการได้ปรับราคาขึ้นมาแล้ว 5-10% ตามความต้องการของตลาดที่พุ่งสูงขึ้น จากราคาที่เปิดตัวครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 11-90 ล้านบาท/ยูนิต โดยตัวโครงการที่อยู่อาศัยมีมูลค่ารวมประมาณ 6,400-6,500 ล้านบาท ควบคู่ไปกับโครงการโรงแรมดุสิต สวีท มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2570

ในมิติด้านโอกาสการลงทุนและการปล่อยเช่า โครงการได้รับปัจจัยหนุนจากจำนวนนักเรียนของโรงเรียนนานาชาติ คิงส์ คอลเลจ กรุงเทพ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากช่วงเริ่มต้น 800-900 คน พุ่งขึ้นสู่ 1,500 คน และกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 คนในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองทะยานสูงเกินกว่าจำนวนยูนิตของโครงการ ซึ่งการหมุนเวียนของนักเรียนรุ่นใหม่ๆ ในทุกปีการศึกษาถือเป็นหลักประกันความต้องการเช่าและโอกาสการขายต่อ (Resale) ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยประเมินอัตราค่าเช่าสำหรับห้องพักแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 100-140 ตารางเมตร ไว้ที่ประมาณ 90,000-120,000 บาท/เดือน หรือคิดเป็นประมาณ 900 บาท/ตารางเมตร โดยการันตีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี พร้อมทั้งได้ ดุสิต ฮอสพิทาลิตี้ (Dusit Hospitality) เข้ามาบริหารจัดการอาคารเพื่อรักษาคุณภาพและยกระดับมูลค่าทรัพย์สินระยะยาว

จากข้อมูลวิจัยตลาดว่า กลุ่ม Luxury Residence ที่อยู่ใกล้โรงเรียนนานาชาติถือเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเก็บข้อมูลตลอด 15 ปี (ปี 2554 ถึงปัจจุบัน) พบว่า จำนวนโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นจาก 133 แห่ง เป็น 271 แห่ง หรือเติบโตขึ้น 2.5 เท่า ขณะที่จำนวนนักเรียนอินเตอร์เนชั่นแนล พุ่งสูงขึ้นจาก 30,000 คน เป็น 80,000 คน โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.8% ต่อปี สำหรับโรงเรียนนานาชาติ คิงส์ คอลเลจ กรุงเทพ ซึ่งเปิดการเรียนการสอน มา 5 ปี มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 300-400 คน สู่ 1,500 คน และเตรียมขยายอาคารเพื่อรองรับนักเรียนได้ถึง 2,000 คน ส่งผลให้ผู้ปกครองมีความต้องการที่อยู่อาศัยใกล้โรงเรียนในรูปแบบ Walk to School อย่างแท้จริง โดยราคาคอนโดมิเนียมใกล้โรงเรียนนานาชาติในทำเลต่างๆ ปัจจุบันมีราคาซื้อขายรีเซลอยู่ในระดับ 160,000-220,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งเป็นหลักประกันว่ามูลค่าทรัพย์สินจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยทำเลย่านพระราม 3 ถือเป็นพื้นที่ส่วนต่อขยายของสาทร (Sathorn Extension) ที่มีความสะดวกในการเดินทางและปลอดภัยจากปัญหาอุทกภัย ปัจจุบันทำเลนี้กำลังยกระดับสู่ New Urban Ecosystem ที่รวบรวมทั้งย่านการศึกษา สำนักงานเกรดเอ และศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ โดยในพื้นที่โดยรอบมีทั้งอาคารสำนักงาน KingBridge Tower, อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของคาราบาว กรุ๊ป, การเปิดตัวของ โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพฯ (SPGS International School Bangkok) ซึ่งเป็นการร่วมทุนของบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD และเอสพีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (SPGS International), โครงการเอเชียทีค เฟส 2 ตลอดจนการเชื่อมโยงกับโรงแรมระดับ 5-6 ดาว ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River) และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ (Capella Bangkok) ทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยหนุนให้ย่านพระราม 3 กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการอยู่อาศัยของครอบครัวยุคใหม่ที่มีความสมบูรณ์แบบ

ขณะที่ซัพพลายคอนโดฯริมแม่น้ำในย่าน พระราม 3 ส่วนใหญ่เป็นระดับเกรด A-B ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ดังนั้นโครงการ”คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์“ จึงถือว่าเป็นโครงการลัวชัวรีเพียงโครงการเดียวที่เปิดขายอยู่ในย่านนี้ ด้านราคาที่ดินในย่าน พระราม 3 หากติดถนนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท/ตารางวา ส่วนที่ดินในซอย ก็จะราคาลดหลั่นตามลงมา
โครงการ ”คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์“ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่เศษ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูส “คิงสแควร์” ที่มีมูลค่าโครงการประมาณ 6,400-6,500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ล้านบาท โดยพัฒนาเป็นคอนโดฯสูง 52 ชั้น ดับราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 200,000 บาท/ตารางเมตร เน้นการออกแบบห้องพักขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1-4 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นตั้งแต่ 60-344 ตารางเมตร รวมถึงห้อง Duplex Penthouse รวมทั้งหมดจำนวน 222 ยูนิต เพื่อรองรับครอบครัวขนาดใหญ่ ภายในห้องพักได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Absolute Home Function เพื่อให้ใช้งานเป็นบ้านหลังแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ อาทิ การแยกครัวไทยและครัวแพนทรี การมีห้องน้ำในตัวทุกห้องนอน และห้อง Powder Room สำหรับส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมอบที่จอดรถรูปแบบ Conventional Parking สูงถึง 170% โดยไม่ใช้ระบบ Auto Parking เพื่อความสะดวกและรองรับทั้งรถตู้ครอบครัวและซูเปอร์คาร์

ด้านการออกแบบตัวอาคาร โครงการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและการประหยัดพลังงานจนได้รับรางวัลอาคารเขียวถึง 3 รางวัล พร้อมทั้งตัดพื้นที่ขายบางส่วนออกเพื่อเปิดช่องลมให้เกิดการระบายอากาศแบบ Cross Ventilation โครงการยังติดตั้งลิฟต์โดยสารความเร็วสูงพิเศษจาก Mitsubishi ความเร็ว 6 เมตร/วินาที ทำให้การเดินทางจากชั้น 1- 52 ใช้เวลาเพียง 45 วินาที สิ่งอำนวยความสะดวกแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ ชั้น 1 ซึ่งมี Little Kids World และ Adventure Camp, ชั้น 9 โซน Wellness พร้อมสระว่ายน้ำระบบเกลือและสวนผักสวนครัว, และชั้น 52 โซน Family Activity ที่มองเห็นวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบ 360 องศา บริเวณข้างโครงการยังได้รับการพัฒนาเป็น King Square Community Mall เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดสร้างเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 นี้ โดยการส่งมอบห้องพักในเฟสแรกแก่ผู้ซื้อได้รับการยืนยันการตรวจรับห้องในมาตรฐาน Zero Defect สะท้อนถึงคุณภาพการก่อสร้างระดับสูงอย่างแท้จริง