กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดใช้สะพานข้ามคลองรังสิตประยูรศักดิ์ (คลอง 14) อ.องครักษ์ จ.นครนายก หลังดำเนินโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์ เพิ่มทางเลือกการเดินทางเชื่อมต่อ จ.นครนายก จ.ปทุมธานี และ จ.ฉะเชิงเทรา ช่วยลดปัญหาจราจรบนถนนสายหลัก พร้อมรองรับการใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงเมื่อเกิดอุทกภัย
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า การพัฒนาสะพานครั้งนี้มีเป้าหมายยกระดับโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ให้มีความแข็งแรง ปลอดภัย และรองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ

สะพานใหม่กว้างขึ้น 2 เท่า เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง
สะพานเดิมมีความกว้างเพียง 6 เมตร และใช้งานมาเป็นเวลานาน ทำให้มีข้อจำกัดด้านการจราจร กรมทางหลวงชนบทจึงดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางในพื้นที่
สะพานแห่งนี้เชื่อมโยงเส้นทางจากแยกทางหลวงหมายเลข 305 ถนนรังสิต–นครนายก ไปยังแยกทางหลวงหมายเลข 3312 และถนนทางหลวงชนบทสาย นย.3006 เพิ่มความสะดวกในการเดินทางไปยัง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

เพิ่มเส้นทางสำรอง รับมืออุทกภัย หนุนขนส่งสินค้าเกษตร
อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญคือ การใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงเมื่อเกิดอุทกภัย ช่วยกระจายปริมาณรถและลดภาระการจราจรบนถนนสายหลัก ตลอดจนเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ทั้งข้าวเปลือก ข้าวสาร ปุ๋ย และอาหารสัตว์ ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การเดินทางที่สะดวกขึ้นยังช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนขนส่งของเกษตรกรและผู้ประกอบการในชุมชน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือประชาชนในภาวะฉุกเฉิน พร้อมสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าใน อ.องครักษ์ จ.นครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง

เปิดสเปกสะพานใหม่ งบลงทุน 19.95 ล้านบาท
- ความยาวสะพาน 60 เมตร
- ความกว้างสะพาน 12 เมตร
- ผิวจราจรกว้าง 7 เมตร
- ไหล่ทางข้างละ 1.50 เมตร
- ทางเท้าข้างละ 1 เมตร
- ปรับลดความลาดชันบริเวณคอสะพาน เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในการขับขี่
- ใช้งบประมาณรวม 19.950 ล้านบาท
การเปิดใช้สะพานข้ามคลองรังสิตประยูรศักดิ์ (คลอง 14) จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการขนส่งสินค้า การรับมือภัยพิบัติ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน