“สมศ.” ชง 4 นโยบายปั้นคุณภาพการศึกษา ต่อยอดข้อค้นพบ สู่แผนพัฒนาแบบเจาะลึก ตอบโจทย์ 4 กลุ่มสถานศึกษา
ข่าวประชาสัมพันธ์

“สมศ.” ชง 4 นโยบายปั้นคุณภาพการศึกษา ต่อยอดข้อค้นพบ สู่แผนพัฒนาแบบเจาะลึก ตอบโจทย์ 4 กลุ่มสถานศึกษา

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. รุกคืบยกระดับการศึกษาชาติ สรุปผลประเมินสถานศึกษา 14,013 แห่งทั่วประเทศ สกัดเป็น "4 ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน" นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชูจุดยืน "ประเมินแล้วต้องมีระบบช่วยเหลือ" กางแผนพัฒนาแบบ Tailor-made ชี้เป้าจุดแข็ง-อุดช่องโหว่ให้สถานศึกษา 4 กลุ่มหลักอย่างเท่าเทียม พร้อมเดินหน้าจับมือต้นสังกัดดันเป้าหมาย Quality Education for All Thais

ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า สมศ. เร่งขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สมศ.ได้ดำเนินการประเมินคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศจำนวนกว่า 14,013 แห่ง ได้ค้นพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งจุดแข็ง โอกาสและความท้าทายสำหรับการพัฒนา ตลอดจนข้อจำกัดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นเพื่อให้ผลการประเมินไม่หยุดอยู่แค่บนหน้ากระดาษ
สมศ.จึงได้นำข้อค้นพบทั้งหมดมาสังเคราะห์เป็น "4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย" ต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงระบบ ดังนี้

1. ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสนับสนุนแบบตรงเป้า (Equitable Support) โดยปรับวิธีคิดจากการจัดสรรทรัพยากรแบบหารเท่ากัน สู่การให้ความช่วยเหลือตาม "ระดับความจำเป็น" โดยพิจารณาจากบริบทที่แท้จริง เช่น ขนาดโรงเรียน ภาวะความเสี่ยงของผู้เรียน และความยากจน เพื่อสนับสนุนตั้งแต่กลุ่มที่มีความพร้อมสูงไปจนถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน
2. ทลายกรอบ "การประเมินแล้วจบ" สู่ "การประเมินแล้วมีระบบช่วยเหลือ" โดยสถานศึกษาต้องไม่ถูกทอดทิ้งให้แก้ปัญหาเพียงลำพัง พร้อมเสนอให้ตั้ง "ทีมสนับสนุนระดับพื้นที่" เข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วยออกแบบ แนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียนอย่างใกล้ชิด
3. ปรับรูปแบบการพัฒนาครู สู่ "การพัฒนาการสอนในห้องเรียนจริง" (Practice-based Development) เปลี่ยนจากการดึงครูออกจากห้องเรียนไปนั่งอบรม มาเป็นการใช้ระบบ Coaching และการนิเทศอย่างต่อเนื่องในสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อลดภาระเอกสาร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง
4. พัฒนาระบบ Early Warning ใช้ข้อมูลเป็น "เข็มทิศ เพื่อการพัฒนา" ด้วยการสร้างฐานข้อมูล และแสดงผลผ่าน Dashboard พร้อมจัดทำ Risk / Needs Profile ของสถานศึกษาและผู้เรียนเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ช่วยให้ผู้บริหารระดับนโยบายรู้เท่าทันสถานการณ์ และสามารถจัดสรรทรัพยากรได้แม่นยำ

ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับภาพรวมของประเทศแล้ว สมศ. ตระหนักดีว่าสถานศึกษาแต่ละประเภทมีบริบท ภารกิจ และเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้ข้อเสนอแนะแบบมาตรฐานเดียว (One-size-fits-all) จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพในฐานะพันธมิตรเพื่อการพัฒนา สมศ.จึงได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อจัดทำ "ข้อเสนอแนะสำคัญแยกตามประเภทสถานศึกษา" ซึ่งเป็นการออกแบบแนวทางการยกระดับคุณภาพที่สอดรับกับสภาพความพร้อมและลักษณะเฉพาะ เพื่อให้สถานศึกษาทั้ง 4 กลุ่มหลัก สามารถนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกับผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

• การศึกษาปฐมวัยและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เสนอให้เร่งอุดช่องโหว่ด้าน "ภาษา การสื่อสาร และการคิดสร้างสรรค์" โดยใช้ผลประเมินมาปรับแผนการจัดประสบการณ์ พร้อมย้ำว่าคุณภาพการเรียนรู้ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
• การศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เสนอให้มุ่งเน้นที่ "ผลลัพธ์ของผู้เรียน" เป็นตัวตั้ง สำหรับกลุ่มโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและเปราะบาง เสนอให้ใช้กลไก Cluster Coaching หรือ Mobile Support Team ลงพื้นที่สนับสนุนอย่างเจาะจง
• โรงเรียนนานาชาติ เสนอให้ต่อยอดมาตรฐานที่สากลยอมรับ มุ่งเน้นการวัดผลที่สะท้อนสมรรถนะจริง ยกระดับการใช้เทคโนโลยีและภาษาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย
• ด้านการอาชีวศึกษา เสนอให้ขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เปลี่ยนจากยอดผู้สำเร็จการศึกษาสู่เป้าหมายสร้างแรงงานคุณภาพที่พร้อมเข้าสู่ตลาด โดยพัฒนาระบบประเมินผลที่สะท้อนสมรรถนะการทำงานจริง ยกระดับทักษะดิจิทัล เพื่อการันตีโอกาสในการมีงานทำให้กับผู้เรียน ตลอดจนติดตามข้อมูลการมีงานทำเพื่อนำมาปรับปรุงหลักสูตร

"สมศ. ได้เตรียมส่งมอบรายงานข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์ ให้กับหน่วยงานที่จัดการศึกษา อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นสังกัดของแต่ละประเภทสถานศึกษา เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนา โดย สมศ.พร้อมทำหน้าที่เป็น Growth Partner มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมลงพื้นที่ เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ สนับสนุน และเคียงข้างทุกสถานศึกษา เพื่อทุกเปลี่ยนข้อเสนอแนะให้เป็นผลสัมฤทธิ์ สู่เป้าหมายการศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน Quality Education for All Thais" ศ.ดร.องอาจ กล่าวในที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)

โทรศัพท์ 0-2216-3955 และติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/onesqa หรือ www.onesqa.or.th

You can share this post!