สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ขอบคุณรัฐบาลรับฟังข้อเสนอฉุกเฉิน หลัง ครม. ไฟเขียวปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ทั้ง BEV และ REEV เป็น 35% จากเดิม 10% และ 15% ตามลำดับ มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 ชี้เป็นก้าวสำคัญในการช่วยพยุงผู้ประกอบการไทย พร้อมย้ำยังต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เพื่อรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

“สุโรจน์” ย้ำไม่ใช่กีดกันการค้า แต่ต้องเปลี่ยนผู้นำเข้าเป็นผู้ลงทุนจริง
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ขอขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังข้อเสนอฉุกเฉินเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่ง EVAT ร่วมกับพันธมิตร 9 สมาคม เป็นกลุ่มแรกที่ผลักดันประเด็นดังกล่าวต่อภาครัฐอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
การอนุมัติปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ถือเป็น “บันไดขั้นแรกในการห้ามเลือด” ให้กับผู้ประกอบการในประเทศ ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเผชิญการแข่งขันสูง
นายสุโรจน์ย้ำว่า จุดยืนของ EVAT คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ต้องการเห็นอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานยังคงตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย
มาตรการดังกล่าวไม่ใช่การกีดกันทางการค้าหรือปิดประเทศ แต่ต้องการสร้างกติกาที่จูงใจให้นักลงทุนเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ผู้นำเข้า” มาเป็น “ผู้สร้างประโยชน์” ให้กับประเทศไทย ผ่านการลงทุนตั้งโรงงาน การจ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างแท้จริง
เปิด 8 ภารกิจใหญ่ EVAT จี้รัฐเดินหน้าปฏิรูปทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม EVAT มองว่าการปรับภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยยังมีข้อเสนอสำคัญที่ต้องผลักดันร่วมกับภาครัฐ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้แก่
1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีระหว่างรถนำเข้า (CBU) กับรถที่ผลิตในประเทศให้ชัดเจน พร้อมผลักดันระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” โดยพิจารณาจากเม็ดเงินลงทุน การผลิตและจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงสถานีชาร์จ ศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่
2. ยกระดับเกณฑ์ Local Content ปรับปรุงวิธีนับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบเข้มข้นขึ้น และเพิ่มการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย (Thai Material Content)
3. ส่งเสริมการใช้ Common Parts ผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์จัดซื้อชิ้นส่วนร่วมที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซีส์และตัวถัง เพื่อให้เกิดการผลิตในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
4. ปรับเงื่อนไข BOI ทบทวนการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มที่ผู้ผลิตไทยมีศักยภาพแล้ว พร้อมเสนอให้การร่วมทุน (JV) มีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านแรงงานและเครื่องจักรอย่างเข้มงวด
5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ ผลักดันการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำ รวมถึงควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
6. ยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 ป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าและรักษาความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทย
7. เร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่วัดผลได้จริง พร้อมเปิดช่องทางเชื่อมต่อระบบ (Open Interface) เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยเข้ามามีส่วนร่วม
8. ยกระดับการทดสอบและมาตรฐานความปลอดภัย ADAS ส่งเสริมการทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพการใช้งานในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนห้องปฏิบัติการทดสอบในประเทศ เพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูง

EVAT ย้ำภารกิจระยะยาว ปกป้องฐานผลิตยานยนต์ไทย
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยระบุว่า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างมั่นคง และรักษาสถานะประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก
ทั้งนี้ EVAT เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 337 ราย ครอบคลุมภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไป โดยมุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม มาตรฐาน และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย