เปิดตัวเลขช็อก คนไทยยังสูบบุหรี่กว่า 9.8 ล้านคน ขณะที่ยาสูบคร่าชีวิตราว 7 หมื่นคนต่อปี
“กรมควบคุมโรค” เร่งรับมือครบวงจร ตั้งแต่บุหรี่เถื่อน–บุหรี่ไฟฟ้า–นิโคตินถุง พร้อมดึงเครือข่าย “นักสแกน” ราว 4 แสนคน ร่วมปลุกพลัง Gen Z รู้เท่าทันภัยร้าย พร้อมผลักดันการเข้าถึง “ไซทิซีน” ยาช่วยเลิกบุหรี่
สถานการณ์การควบคุมยาสูบของไทยกำลังเข้าสู่โจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เมื่อ “บุหรี่” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่ บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้นไปอีกขณะที่ประเทศไทยยังมีผู้สูบบุหรี่เป็นจำนวนมาก และต้องเผชิญผลกระทบด้านสุขภาพจากการบริโภคยาสูบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้จบลงที่ค่ารักษาพยาบาล แต่ขยายไปถึงชีวิตที่เสียไปก่อนวัยอันควร การขาดงาน รายได้ครัวเรือน และผลิตภาพของประเทศ โดยมีตัวเลขมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 352,589 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า

ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร ของสำนักงานสถิติ ในปี 2567 ระบุว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ 9.8 ล้านคน และการใช้บุหรี่และยาสูบยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ และยาสูบประมาณ 68,981 ราย สะท้อนว่าปัญหาการสูบบุหรี่ยังเป็นหนึ่งในโจทย์สาธารณสุขที่ต้องเร่งจัดการ
ที่สำคัญ “ภัยจากยาสูบ” ไม่ได้หยุดอยู่แค่โรคทางเดินหายใจ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดเรื้อรัง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ขณะเดียวกันภาระทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับยาสูบคิดเป็นประมาณ 3.15 % ของ GDP ไทย

ชี้โจทย์ใหม่ ไม่ใช่แค่บุหรี่มวน!
นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) รักษาการผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงทิศทางการควบคุมยาสูบว่า ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะนอกจากบุหรี่แบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่เข้ามาในตลาด ทำให้การควบคุมจำเป็นต้องเดินหลายด้านพร้อมกัน
หนึ่งในปัญหาที่ต้องจับตาคือ บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่อย่าง นิโคตินถุง (Nicotine Pouches) ก็เป็นอีกประเด็นที่ภาครัฐต้องเฝ้าระวัง
โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงการควบคุม “บุหรี่มวน” แต่ต้องรับมือกับตลาดนิโคตินที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ และต้องทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์เหล่านี้

ดึง 4 แสนนักสแกน เฝ้าระวังบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ
อีกกลไกสำคัญคือการสร้างเครือข่าย “นักสแกนบุหรี่ไฟฟ้า” ราว 4 แสนคนทั่วประเทศ เพื่อช่วยเฝ้าระวังและส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่
โดยเฉพาะการดึง Gen Z เข้ามามีส่วนร่วม เพราะเป็นกลุ่มที่เข้าใจพฤติกรรมและช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นเดียวกันได้ดี การสร้างเครือข่ายจึงไม่ได้มุ่งเฉพาะการจับหรือปราบปราม แต่ต้องการให้เกิดการเฝ้าระวังจากเยาวชนและภาคประชาชนด้วย
แนวคิดสำคัญคือ หากภาครัฐต้องรับมือกับผลิตภัณฑ์นิโคตินที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทำงานเพียงหน่วยงานเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสและสร้างความตระหนักรู้

จาก “ปราบ” ต้องไปถึง “ช่วยเลิก”
ขณะเดียวกันอีกด้านที่สำคัญไม่แพ้การควบคุม คือ การช่วยผู้ที่ติดนิโคตินให้สามารถเลิกได้จริง
นพ.ชยนันท์ ระบุถึง “ไซทิซีน (Cytisine)” ยาช่วยเลิกบุหรี่ที่ใช้สำหรับผู้มีภาวะติดนิโคติน โดยยาดังกล่าวผลิตโดย องค์การเภสัชกรรม (GPO) และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติในกลุ่มยาที่ใช้เลิกบุหรี่
ไซทิซีนจึงถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ โดยการใช้ยามีระยะเวลา 25 วัน และมีรูปแบบการปรับลดขนาดยาตามช่วงของการรักษา ดังนั้นผู้ใช้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร และใช้ยาตามคำแนะนำ
ประเด็นที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่คือ ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่ามียาช่วยเลิกบุหรี่ดังกล่าว ทำให้การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เรื่องทางเลือกในการรักษาภาวะติดนิโคตินมีความสำคัญไม่แพ้ตัวมาตรการควบคุม

ตัวเลขที่สะท้อนว่า “เลิกบุหรี่” สำคัญแค่ไหน
เมื่อประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ กว่า 9.8 ล้านคน ขณะที่ยาสูบเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตประมาณ 68,981 หมื่นคนต่อปี การควบคุมตลาดยาสูบเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ
เพราะอีกด้านหนึ่งยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการเลิก แต่จำเป็นต้องได้รับทั้ง ข้อมูล การปรึกษา การรักษา และเครื่องมือช่วยเลิกที่เข้าถึงได้
WHO ระบุว่ายาสูบเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคปอดเรื้อรัง ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากยาสูบยังคิดเป็นประมาณ 3.15 % ของ GDP ไทย
“ตัวเลขที่ต้องจับตา”
9.8 ล้านคน - จำนวนผู้สูบบุหรี่ผู้ใหญ่ของไทยตามข้อมูลปี 2567
ประมาณ 68,981 คน/ปี - จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาสูบ
3.15 % ของ GDP - ภาระทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ
4 แสนคน - เครือข่าย “นักสแกนบุหรี่ไฟฟ้า” ที่กรมควบคุมโรคเดินหน้าสร้าง
25 วัน - ระยะเวลาของการรักษาด้วยไซทิซีนตามแนวทางการใช้ยา
ท้ายที่สุด ภารกิจควบคุมยาสูบไทยจึงกำลังเปลี่ยนจากการ “ไล่จับบุหรี่” ไปสู่การจัดการปัญหานิโคตินทั้งระบบ ตั้งแต่การสกัดบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า การเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน ไปจนถึงการช่วยคนที่ติดนิโคตินให้เข้าถึงการรักษา
เพราะโจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่ “จะจับบุหรี่ได้กี่ราย” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คนไทยอีกหลายล้านคนเลิกบุหรี่ได้จริง”