“ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี” ปักหมุด NETBAY 2030 กางวิสัยทัศน์ พลิกเกมธุรกิจดิจิทัล ชู AI ขับเคลื่อน 3 แพลตฟอร์ม ปั้น Ecosystem สู่ New S-Curve
สัมภาษณ์พิเศษ

“ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี” ปักหมุด NETBAY 2030 กางวิสัยทัศน์ พลิกเกมธุรกิจดิจิทัล ชู AI ขับเคลื่อน 3 แพลตฟอร์ม ปั้น Ecosystem สู่ New S-Curve

“ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี” แม่ทัพคนใหม่ NETBAY ประกาศเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจครั้งสำคัญ เตรียมเปิดแผน NETBAY 2030 มกราคม 2570 ชู 3 ธุรกิจเรือธง ShippingNet – AI Box – Check+ เป็นหัวหอกสร้างการเติบโต พร้อมนำ AI, Digital Identity และ AI Agent ยกระดับบริการ จับมือพันธมิตรขยายฐานลูกค้ารัฐ–เอกชน ตั้งเป้าต่อยอดจุดแข็งเดิม สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ รับโลกเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วและเศรษฐกิจท้าทาย

ในวันที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนธุรกิจ แต่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน คำถามสำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่จะพัฒนาเทคโนโลยีอะไรใหม่ แต่จะเปลี่ยนเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ในระยะยาวได้อย่างไร

นี่คือโจทย์สำคัญที่ ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY กำลังเดินหน้าขับเคลื่อน หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 พร้อมภารกิจวางทิศทางธุรกิจบทใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ NETBAY 2030 ซึ่งเตรียมเปิดเผยวิสัยทัศน์อย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนมกราคม 2570

การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่ได้มองเพียงการบริหารธุรกิจเดิมให้เติบโต แต่เป็นการค้นหาศักยภาพใหม่ขององค์กร นำความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลมาผสานกับ AI และสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อขยายขอบเขตบริการไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

3 เดือนแรก CEO ใหม่ กับภารกิจค้นหาโอกาสเติบโตรอบใหม่

ดร.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า ช่วง 3 เดือนแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง สิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจทั้งหมด ประเมินศักยภาพองค์กร และค้นหาจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ทันที

โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนบุคลากรที่มีความเข้าใจตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของ NETBAY

“เราไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ สิ่งสำคัญคือการมองให้ออกว่าเรามีอะไรอยู่แล้ว มีความสามารถด้านไหน และจะนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร”

สำหรับแผน NETBAY 2030 จะเป็นกรอบยุทธศาสตร์กำหนดทิศทางธุรกิจในช่วง 3–4 ปีข้างหน้า โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ Platform Service ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมใหม่ และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ

เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ NETBAY สามารถเติบโตได้มากกว่าการให้บริการแพลตฟอร์มแบบเดิม และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่อย่างเป็นระบบ

3 แพลตฟอร์มเรือธง จุดแข็งเดิมที่ต้องต่อยอดให้ไกลกว่าเดิม

เมื่อเจาะลึกถึงโครงสร้างธุรกิจปัจจุบัน NETBAY มีแพลตฟอร์มหลัก 3 กลุ่ม ซึ่งแต่ละธุรกิจมีจุดแข็งและสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดใหม่ได้อีกมาก

1. ShippingNet – มากกว่าระบบขนส่ง คือโครงสร้างพื้นฐานการค้าดิจิทัล

แพลตฟอร์มสนับสนุนการขนส่งและธุรกรรมนำเข้า–ส่งออก ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลและบริการในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ ช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. AI Box – ยกระดับธุรกรรมด้วย Digital Identity

แพลตฟอร์มให้บริการยืนยันตัวตน การลงนาม และจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ รองรับความต้องการขององค์กรที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรม

3. Check+ – เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงก่อนทำธุรกิจ

บริการตรวจสอบและคัดกรองรายชื่อลูกค้าและคู่ค้า เพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยง ทั้งก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการทบทวนคู่ค้าหรือลูกค้าเดิม ซึ่งสามารถต่อยอดสู่กลุ่มธนาคาร ประกันภัย ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐได้

ทั้ง 3 แพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์แยกส่วน แต่เป็นฐานความเชี่ยวชาญด้านการเชื่อมโยงข้อมูล การยืนยันตัวตน และการตรวจสอบธุรกรรม ที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นบริการรูปแบบใหม่ได้ในอนาคต

AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่ต้องสร้างประสิทธิภาพและรายได้จริง

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ NETBAY ให้ความสำคัญคือการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยม แต่ต้องสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและลูกค้าได้จริง

ปัจจุบันบริษัทเริ่มนำ AI มาใช้สนับสนุนการควบคุมคุณภาพของทีมเทคโนโลยีและทีมบริการลูกค้า รวมถึงพัฒนาระบบให้สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ใช้งาน (Personalization) เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการให้บริการ

ดร.ฉัตรชัย มองว่า ทิศทางธุรกิจในอนาคตจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบ As a Service มากขึ้น เนื่องจากลูกค้าต้องการความยืดหยุ่น ขณะที่องค์กรต่าง ๆ ต้องการลดภาระการลงทุนในระบบเทคโนโลยีและบุคลากรเฉพาะทาง

นี่จึงเป็นโอกาสของ NETBAY ในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงบริการหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าการขายระบบหรือซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว

จับมือพันธมิตร ปั้น Ecosystem ขยายตลาดรัฐ–เอกชน

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กรแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญของ NETBAY 2030 คือการสร้าง Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึง DITTO และกลุ่มผู้ถือหุ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาและนำเสนอบริการที่หลากหลายขึ้น

โดยนำเทคโนโลยี API, AI และ Model Context Protocol (MCP) มาใช้สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างองค์กร ทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน บริษัทมองเห็นโอกาสจากการขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ประกอบธุรกรรม

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กรต้องดำเนินควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานในระยะยาว

Digital Identity – AI Agent โอกาสใหม่ของโลกธุรกรรม

เมื่อมองไปข้างหน้า ดร.ฉัตรชัย ประเมินว่า Digital Identity และ AI Agent จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่สามารถเข้ามาช่วยดำเนินกระบวนการทำงานและทำธุรกรรมแทนมนุษย์ได้มากขึ้น

สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นในการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้งาน มีสิทธิในการดำเนินการหรือไม่ และมีขอบเขตอำนาจในการทำธุรกรรมเพียงใด

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ NETBAY เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการยืนยันตัวตน การเชื่อมโยงข้อมูล และการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสู่บริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ได้

กล่าวได้ว่า เมื่อโลกธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI สามารถทำงานแทนคนได้มากขึ้น ระบบยืนยันตัวตนและการตรวจสอบสิทธิจะยิ่งมีความสำคัญ เพราะความสะดวกต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

จากธุรกิจพลังงานสู่โลก Digital Tech ประสบการณ์ที่นำมาต่อยอด

สำหรับเส้นทางการทำงานของ ดร.ฉัตรชัย ถือว่ามีประสบการณ์หลากหลายทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และธุรกิจระดับนานาชาติ

ก่อนเข้าร่วมงานกับ NETBAY เคยมีประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานประมาณ 15 ปี รับผิดชอบงานในภูมิภาคเอเชียใต้ครอบคลุม 6 ประเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่ง Production Manager ในสหรัฐอเมริกา ก่อนร่วมงานกับ Accenture ในตำแหน่ง Director ด้านธุรกิจพลังงานและที่ปรึกษาดิจิทัล

ด้านการศึกษา สำเร็จปริญญาตรีและปริญญาโทด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และปริญญาเอกด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์จากมหาวิทยาลัยในประเทศนิวซีแลนด์

ประสบการณ์ทั้งด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี การทำงานในต่างประเทศ และการให้คำปรึกษาธุรกิจดิจิทัล จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหาร NETBAY ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

NETBAY 2030 เดิมพันระยะยาว รักษาฐานเดิม พร้อมเปิดประตูธุรกิจใหม่

สำหรับเป้าหมายระยะต่อไป NETBAY จะยังคงรักษาความแข็งแกร่งของรายได้จากธุรกิจหลัก ควบคู่กับการพัฒนาโครงการใหม่ และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

ขณะที่แผน NETBAY 2030 ซึ่งเตรียมเปิดเผยในเดือนมกราคม 2570 จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางการเติบโตและจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนให้เหมาะสมกับศักยภาพของบริษัท

สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า NETBAY จะนำ AI มาใช้ได้มากแค่ไหน แต่คือบริษัทจะสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มที่มีอยู่ให้กลายเป็น Ecosystem ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้กว้างเพียงใด

เพราะในโลกดิจิทัลที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ใครมีเทคโนโลยีใหม่กว่า แต่ใครสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของตลาดได้ดีกว่า การเดินเกมของ NETBAY ภายใต้ NETBAY 2030 จึงเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตา

มกราคม 2570 จะเป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบว่า NETBAY จะก้าวไปไกลแค่ไหนในสมรภูมิ Digital Platform ยุค AI

You can share this post!